(อุโบสถ)
วัดเกาะพญาเจ่ง หรือวัดเกาะรามัญ หรือวัดเกาะบางพูด สร้างขึ้นปี 2318 โดยพญาเจ่ง แม่ทัพมอญผู้พาไพร่พลชาวมอญเข้ามาในไทย ซึ่งได้รับพระราชทานที่ดินจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2330 รัชกาลที่ 1
(ด้านข้างอุโบสถ)
พญาเจ่ง มีความชอบมากจากการช่วยไทยรบพม่า รัชการที่ 1 พระราชทานยศให้เป็นเจ้าพระยามหาโยธานราธิบดีศรีพิชัยณรงค์ ต่อมาบุตรชายคนโต ชื่อทอเรียะ ก็ได้รับพระราชทานยศให้เป็นเจ้าพระยามหาโยธาเช่นกัน ท่านได้สร้างวัดนี้ต่อจากบิดา และถึงแก่อสัญกรรมในสมัยรัชกาลที่ 4 ท่านเป็นต้นสกุล “คชเสนี”
(หน้าบัน)
(ปูนปั้นหน้าประตู)
อุโบสถวัดเกาะพญาเจ่า เป็นแบบสมัยพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3 เสาเหลี่ยมไม่มีคันทวย หน้าบันด้านล่างเป็นนารายณ์ทรงครุฑ ด้านบนเป็นพระอนทร์ทรงช้างเอรวัณ ผูกลายไทยทองร่องชาด ตัวาคารแบบแอ่นท้องเรือ เสาสี่เหลี่ยมไม่มีคันทวยศิลปะพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3
(เจดีย์และซุ้มเสมาด้านหน้าอุโบสถ)
จิตรกรรมฝาผนังวัดเกาะพญาเจ่ง เพชรน้ำเอกแห่งานจิตกรรมฝาผนังพระอุโบสถของจังหวัดนนทบุรี ศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลที่ 3 ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยรวมเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับนอดีตพระพุทธเจ้า ต่ำลงมาเป็นชุทนุมเทวดา ทศชาติชาดก นิทานพื้นบ้าน และวิถีชีวิต
(ภาพโดยรวมของจิตกรรม)
ผนังด้านข้างช่วงบนหนือหน้าต่างติดฝ้าเพดาน ด้านบนสุดเป็นอดีตพระพุทธเจ้าแสดงปางมารวิชัย สองข้างพระสาวกประครองอัญชลี ต่ำลงมามีเทพชุมนุมหันหน้าไปทางพระประธาน การจัดรูปแบบที่นิยมในช่วงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 1 นึกไปถึงพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
(อดีตพระพุทธเจ้า เทพชุมนุม)
ระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพชาดกทศชาติ เริ่มจากหลังพระประธานเวียนทักษิณาวัต และวรรณกรรมพื้นบ้านพระสุทน มโนรา และ พระรถ เมรี ล่างลงมาเป็นรูปวิถีชีวิตชาวบ้านซึ่งค่อนข้งเลือนลางไปมากแล้ว
(มหาชนกชาดก เวชสันดรชาดก)
(นิทานพื้นบ้าน)
ผนังหุ้มกลองด้านหน้าพระประธาน หรือผนังสกัด เขียนภาพมารผจญ ด้านบนสุดเป็นเหล่าเทวดา ขั้นสิ้นเทาลงมาเป็นพระพุทธเจ้าปางสมาธิ ต่ำลงมาเป็นพระเมีธรณีบีมมวยผมลักษณะแบบจิตกรรมสมัยรัตนโกสอนทร์ตอนต้นในท่ายืน ด้านข้างสอข้างเป็นเหล่าพญามาร สูงเป็นพญามารกับเหล่าหัวหน้า ด้านลงเป็นเหล่ามารชั้นลอง มีทั้งไทย เทศ แขก ซึ่งการใช้ชาวต่างชาติมาอยู่ในกลุ่มมารเป็นทัศนคติที่บอกว่า ชาวต่างเปรียบเสมือยมาร มีอาวุธเช่นดาบ ปืน ธนู ส่วนทหารมารชั้นเลวอยู่ล่างสุดถูกฝูงปลาไล่กัด
(ภาพมารผจญผนังหุ้มกลองด้านหน้า)
ผนังหุ้มกลองด้านหลังเขียนไตรภูมิ มีพระอาทิตย์อยู่ด้านซ้าย ที่ด้านขวามีพระจันทร์ของพระประธาน เป็นคติศูนย์กลางจักรวาล ตรงกลางเป็นเขาพระสุเมรุ เหนือขึ้นไปเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดเหล่าเทวดา ด้านข้างมีเทาวดาประโมสังข์และดอกไม้ทิพย์ สูงสุดเป็นชั้นรูปพรหม ด้านล่างเป็นมหานทีสีทันดร อันเป็นที่ตั้งของมหาทวีปทั้งสี่และเขาพระสุเมร และฝูงปลาขนาดใหญ่แหวกว่ายน้ำเล่น
(พระประธาน)
(ภาพไตรภูมิ)
(พระอาทิย์และพระจันทร์)
(เทวดา วิมาณ ดอกไม้ทิพย์ และฝูงปลา)
ทวารบาลด้านหน้า ตรงกลางเป็นเทวดาแบบไทยหน้าเสมือนจริง ด้านซ้ายขวา และด้านหลังพระประธานเป็นภาพชาวต่างชาติ
(ทวารบาล ประตู)
หน้าต่างทุกบานเป็นเทวดาแบบไทยทรงพระขรรถ์และดอกบัว บางรูปวาดสมบูรณ์ บางรูปยังเขียนไม่เสร็จ
(ทวารบาน หน้าต่าง)
โทนสีของภาพออกสีฟ้า ให้ความรู้สึกสบาย
ลายเส้นมั่นคงฝีมือเฉียบขาดมั่นใจ เป็นฝีมือช่างหล่วงในสมัยรัชกาลที่ 3 แม้จะมีการซ่อมก็คงอกลักษณ์ไว้ได้มาก
ผมดูแล้วก็ทำให้นึกถึงบรมครูสอง่านคือครุคงแป๊ะ และครูทองอยู่
(ภาพโดยทั่วไป)
แต่ข้อมูลปัจจุบันไม่สามารถสืบได้ว่าผู้ใดเป็นคนวาด
(ภาพโดยทั่วไป)
นับเป็นภาพจิตกรรมฝาผนังชั้นยอดที่รอให้คนไปศึกษา
ถ่ายเมื่อ 5 พ.ค. 2557














