จดหมายถึงลูก คำสอนที่แม่สรุปจากการฟังธรรมจากพระ_๑ การเรียนคือสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อย ๆ

พระท่านสอนว่าการเรียน และการทำงาน คือสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อย ๆ คือการปฎิบัติธรรมอย่างหนึ่ง



                  



จดหมายถึงลูก คำสอนที่แม่สรุปจากการฟังธรรมจากพระ
_๑ การเรียนคือสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อย ๆ


ลูกรัก จากจดหมายฉบับแรก คำสอนที่แม่สรุปมาจากการฟังธรรมของพระไพศาล วิสาโล ซึ่งแม่ส่งให้ลูกอ่านตั้งแต่โน้น สองปีแล้วที่แม่ยังอยู่ที่อังกฤษ แม่มาอ่านใหม่คิดว่ายังเข้าท่า(ความคิดแม่เอง:-)) จึงส่งมาให้อ่านอีกครั้ง และจะมีฉบับบต่อ ซึ่งแม่สรุปจดไว้แล้วจากการฟังธรรมของหลวงพ่อสุรศักดิ์ (พระครูเกษมธรมทัต วัดมเหยงคณ์) ลูกอ่านฉบับบนี้ทบทวนก่อน บ่าย ๆ ของที่นี่แม่จะส่งให้อีกฉบับครับ และตามเคย แม่ขอให้ลูกช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษให้แม่ด้วย

.....

แม่ฟังพระไพศาล วิสาโล มีหัวข้อหนึ่งพูดถึงการทำงาน แม่จึงคิดไปถึงการเรียนของลูก และของแม่ด้วย

พระท่านสอนว่าการเรียน และการทำงาน คือสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อย ๆ คือการปฎิบัติธรรมอย่างหนึ่ง

เหมือน การปลูกป่า ให้ปลูกต้นไม้ไปทีละต้น ๆ ไม่ต้องไปกังวลว่า ปลูกต้นนี้เสร็จแล้วต้องปลูกต้นอะไรต่อ

อย่าไปท้อ หรือคิดสงสัยว่า ต้นไม้นี้เมื่อไหร่จะโต และเมื่อไหร่ที่จะโตมาก ๆ หรือเมื่อไหร่จะออกดอก ออกผล

หรือเมื่อไหร่ที่จะให้ร่มเงา

ไม่ใช่หน้าที่เรา ซึ่งเป็นผู้ปลูก

หน้าที่ผู้ปลูกคือ ปลูกต้นไม้ เมื่อเราขุดดินเสร็จหนึ่งหลุม ก็เท่ากับว่า เสร็จงานไปขั้นหนึ่ง เมื่อเอาต้นไม้ลงดิน เอาดินกลบ ก็เท่ากับเสร็จงานไปอีกเรื่อง เมื่อทำสิ่งค้ำยันให้ต้นไม้ก็ใกล้เสร็จงาน เมื่อรดน้ำ เกลี่ยดินที่โคนต้นที่ปลูกใหม่ให้เสมอ เท่ากับเสร็จงาน

(ลูกจำได้มั้ยว่า ต้นไม้บ้านเราก็ปลูกทีละขั้น ๆ แบบนี้หลายต้น ที่เราไปช่วยกันปลูกไง)

หน้าที่เราก็คือปลูก และดูแลรดน้ำ เพิ่มปุ๋ยให้ต้นไม้
ส่วนต้นไม้จะเป็น หมายถึง อยู่รอดนั้น ไม่ใช่หน้าที่เรา

แม่ขอมาเพิ่มเติมตรงนี้หน่อย 13.10.2012

เราปลูกต้นไม้ เราปลูกด้วยวิธีการที่ดี ถูกหลักการปลูก ทุ่มเทเวลาดูแลเหล่าต้นไม้ แต่นอกจากนั้น มีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมายเช่น ดินฟ้าอากาศ ฝน แสงแดด ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้

คราวนี้ต้นไม้จะอยู่รอดปลอดภัย หรืองดงามเพียงใด ขึ้นกับต้นไม้ต้นนั้นเอง

ต้นไม้นั้น ๆ ต้องปรับตัวเข้ากับดิน แร่ธาตุในดิน ลมฟ้าอากาศ
ฟันฝ่าอุปสรรคอีกนานาประการ

เปรียบดั่ง เรา พ่อแม่ ให้ความรัก ความเอาใจใส่ พร่ำสอนดูแลลูก แต่การที่ลูกจะเติบโต มีความคิดความอ่าน สติปัญญา มีความรู้เต็มคน

มีองค์ประกอบหลายสิ่งจากสังคมรอบตัวของลูก และความสามารถในความเป็นหนึ่งเดียวกับโลก ของลูกด้วย

ลูก ต้องมีความรู้สำนึกในใจตน มีการปรับตัวเข้ากับสังคมรอบตัวลูก การขวนขวายสั่งสมวิชาความรู้ รวมไปถึงปัญญาทั้งทางการเรียนรู้และปัญญา ความหยั่งรู้ ที่เหนือจากปัญญา คือ intuition or wisdom ไม่ใช่แค่ knowledge

หน้าที่เอาตัวเองให้รอด เติบโต งาม ออกดอกออกผลคือหน้าที่ของต้นไม้

ถ้าเราคิดมาก สงสัยมาก ฟุ้งซ่านมาก จะปลูกต้นไม้ไม่สำเร็จ

เหมือนที่แม่ประสบมา

แรก ๆ ที่แม่มาอยู่ที่อังกฤษ ฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยออก ปรับตัวไม่ได้ คิดเรื่องโน้น เรื่องนี้สะเปะสะปะ ไม่มีสมาธิที่จะเก็บเกี่ยวความรู้ ทำให้อะไร ๆ ช้าไปหมด ช้า ใช้เวลามากกว่าจะรู้เรื่อง

ตอนหลังแม่เปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่เกร็ง ไม่กลัวที่จะถามซ้ำ ๆ เขียนถามเพื่อเพิ่มความเข้าใจว่า ถามเรื่องนี้นะ หรือ เค้าสอนเราแบบนี้ เราฟังผิดหรือเปล่า
เรื่องที่เรียนรู้ ช่วงหลังนี้ ยากกว่า และอาจารย์ก็มอบหมายงานให้แม่มากกว่าแรก ๆ เยอะ

ทำไมแม่เริ่มรู้สึกว่าเราพอทำได้ และมีความสุข
แม่ก็สงสัยตัวเอง

ลองนั่งคิดจนได้ข้อสรุปว่า เพราะแม่ประยุกต์วิธีทางธรรม มาใช้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

โดยคิดเหมือนกับการปลูกต้นไม้ ปลูกให้เสร็จทีละต้น
แม่ก็ทำงานให้เสร็จทีละวัน ทีละวัน ทีละชิ้นงาน

อ่านสไลด์กล้ามเนื้อทีละห้าเคส ทำงานวิจัยทีละหน้า เขียนโน้ตย่อทีละบท ถามอาจารย์หรือนักวิทยาศาสตร์ทีละเรื่อง ฯลฯ

พยายามตั้งสติ มุ่งมั่นแต่ไม่ตึงจนเครียดเกินไป

ลูกมีต้นทุนที่มากกว่าแม่ ลูกได้ภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานแล้ว
ลูกมีความมั่นใจในตัวเอง มีความสนใจใฝ่รู้ในเรื่องหลาย ๆ เรื่อง รวมทั้งการเรียน (และเกมส์ เอ๊ย ไม่ใช่และการใช้งานคอมพ์หรอก แม่แซวเล่น)

เพราะฉะนั้นขอให้ลูกรักษาส่วนดีตรงนี้ไว้ และดำรง หรือคงไว้ซึ่งสติ

สติเป็นข้อธรรมที่กำกับให้เราระลึกตัวเองบ่อย ๆ ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่

เรามาเรียน และเราตั้งใจมาเก็บเกี่ยวความรู้ ไม่เร่งรีบแต่ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ

หมั่นใคร่ครวญ ถึงสติ ระลึกบ่อย ๆ จนระลึกได้เองโดยอัตโนมัติทุกขณะ

สติช่วยเตือนเราว่า เรามาเรียนที่ต่างแดนเพราะอะไร
ตรงนี้คือหน้าที่ของลูก

หรือจริง ๆ คือ หน้าที่ของ สติ ของลูกนั่นเอง

ลูกควรฝึกตนให้ระลึกถึงสติ สติที่จะทำตามฉันทะ ความพอใจที่ลูกมีและเลือก

พ่อกับแม่ให้เกียรติ ให้ความไว้วางใจลูก เพราะเห็นลูกมีฉันทะที่ดี เราจึงส่งเสริม

เพราะฉะนั้น สติ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

มีธรรมอีกหลายหัวข้อ หลายเครื่องมือ หรือตัวช่วย ที่จะมาเป็นผู้ทำหน้าที่ช่วยลูกหรือ ทำแทนลูก ตลอดเวลาอีกนอกจากสติ เช่น กัลยาณมิตรหรือการคบเพื่อนที่ดี (รวมทั้งคุณครูด้วย) การมีความกตัญญู กตเวที การรักษาศีล การคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งฯลฯ

ธรรมที่ดี ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวมนุษย์เรา นั่นแหละเป็นผู้ช่วยให้เรา ประสบความสำเร็จ ความเจริญ สำเร็จเรื่องการเรียน การงาน โดยไม่เครียด

เพียงแต่ทำไปเรื่อย ๆ โดยทำทุกวัน ทุกนาที ทุกขณะ

อย่างมีสติ ทำแบบรู้ตัว มีจุดมุ่งหมาย
มีกัลยาณมิตร มีครู มีเพื่อนที่ดี ชี้นำแนวทางที่ดี ไม่หลงผิด หลงทาง
มีความกตัญญู รู้บุญคุณผู้มีพระคุณ
มีกตเวที คิดตอบแทนผู้มีพระคุณ คือ พ่อแม่ ครู เพื่อน ทำให้เราทำดี ไม่ทำผิด

มีโยนิโสมนสิการ ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งถึง เรื่องกุศล และอกุศล
มีสัมมาทิฎฐิ คิดดี สัมมาวายามะ สัมมาสมาธิ

...

                   

โอยต้องยกไปคุยกันต่อ ฉบับหน้า

หวังว่า ลูกคงอ่านเข้าใจ ไม่เบื่อ

จะแซวแม่อีกก็ได้ว่า มีพระคัมภีร์ อีกแล้ว เหมือนตอนลูกเด็กๆ ที่แซวแม่ว่า "ชวนม่วนซื่น" หนังสือธรรมเล่มเล็ก ที่อ่่านง่ายและขำ ๆ เป็นพระคัมภีร์ของแม่

ความคิดที่แม่คิดว่าดี สรุปได้ อยากให้ลูกรู้ ถึงได้ตั้งใจเขียนมาให้ลูกอ่าน

รักลูกมาก รักเยอะ(สำนวนพ่อ)

แม่เอง
--

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คุยกับลูกเรื่องธรรม สังคม ความรู้-ไม่รู้และอื่น ๆ



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณธรรมะครับพี่หมอเล็ก ;)...

เขียนเมื่อ 

สวยด้วยภาพ งดงามด้วยบทความ ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ดีจัง..อยากมีแม่..แบบ..นี้อีก..ครั้ง..(แต่แม่ที่จากไป..ก็ไม่ได้ด้อยนะ..แม่(ของ..หล่อน)..แม้ว่าเธอจะเรียนน้อย..ไม่มีแม้แต่ขั้นพ่วงท้าย..)..มาเทอดทูลแม่คนนี้เจ้าค่ะ...

มีดอกไม้มาฝากมีรักมามอบให้เป็นกำลังใจกันและกัน...

เขียนเมื่อ 

 กำลังจะลงบันทึกฉบับที่สอง..ทิ้งช่วงห่างกันสองปี !

เขียนเมื่อ 

 ขอบคุณค่ะ 

เขียนเมื่อ 

 ขอบคุณ หล่อน ของแม่ที่มาเยี่ยมเยียน แม่ของลูกคนนี้ค่ะ