ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง[1]

          ผู้หนีภัยความตาย คือ ผู้หนีภัยที่เกิดกับชีวิต ทั้งภัยโดยตรง และโดยอ้อม ภัยโดยตรง เช่น ภัยจากการสู้รบ ส่วนภัยความตาย โดยอ้อม แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ภัยความตายทางกายภาพ ซึ่งเกิดจากการคาดการณ์ได้ว่า ถ้าไม่หนีออกมาจากพื้นที่นั้นจะต้องตาย เช่น เมื่อรู้ข่าวว่ามีกองทหารกำลังจะเข้ามาที่หมู่บ้านและมีข้อมูลว่า หากทหารเข้ามาในหมู่บ้านแล้วจะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงหนีออกมาก่อนที่ทหารจะมาถึง หรือ กรณีการหนีจากการบังคับเกณฑ์แรงงาน ซึ่งอันที่จริงการเกณฑ์แรงงานไม่ได้เป็นภัยความตายโดยตรง คือ ถ้าถูกยอมให้เกณฑ์แรงงานไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะไม่ถูกฆ่าตาย แต่ถ้าหากปฏิเสธไม่ยอมทำงาน ก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ หรือ หากถูกบังคับให้ทำงานแล้วหลบหนีออกมาก็มีข้อมูลว่าคนเหล่านี้จะถูกฆ่าตายได้ เช่นเดียวกับกรณีการถูกบังคับเก็บภาษี หรือการข่มขืน ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ นี่เป็นตัวอย่างของภัยความตายทางกายภาพที่เห็นได้ชัด ภัยความตายอีกประเภทหนึ่งคือภัยความตายทางจิตใจ เช่น การข่มขืน เป็นต้น[2]

          ในช่วงเวลาที่สังคมโลกมีสงคราม สิทธิมนุษยชนของประชาชนได้ถูกละเมิดโดยรัฐของประเทศที่มีสงครามหรือรัฐของประเทศอื่นๆที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเข้ามาช่วยเหลือหรือเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่เราก็หลีกเลี่ยงการถูกละเมิดสิทธิไม่ได้ อย่างเช่นเหตุการณ์ในประเทศซีเรีย ที่มีการทำสงครามกันระหว่างรัฐบาลแบบทหารกับประชาชนในประเทศ จากเหตุการณ์นี้ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ประชาชนที่ยังมีชีวิตรอดจึงพากันอพยพลี้ภัยไปอยู่ประเทศรอบข้าง เช่น ประเทศอิรัก ประเทศเลบานอน เป็นต้น

          ประเทศรอบข้างที่ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียอพยพเข้าไปอยู่จะถูกเรียกว่าประเทศผู้รับ ประเทศเหล่าจะสามารถปฏิเสธประชาชนที่ลี้ภัยเข้ามาได้หรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามที่ละเอียดอ่อน ซึ่งหากประเทศผู้รับได้ให้สัตยาบันลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ปี 2494 จักต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าว คือต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นโดยไม่เลือกปฏิบัติ และให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่เขา เช่น สิทธิในการที่จะนับถือศาสนาและปฏิบัติภารกิจทางศาสนาของเขาได้ หรือสิทธิในการเดินทางภายในประเทศผู้รับได้ เป็นต้น ผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาฉบับนี้ก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างที่ควรจะเป็นตามอนุสัญญา ปัญหาการทางสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยชาวซีเรียก็อาจจะเป็นในเรื่องของเมื่อมีผู้อพยพไปสู่ประเทศข้างเคียงเป็นจำนวนมาก ประเทศผู้รับก็อาจจะจัดการดูแลได้ไม่เต็มที่ อย่างเช่นประเทศเลบานอนที่มีปัญหาภายในประเทศอยู่แล้ว และยังต้องแบ่งงบประมาณมาจัดการกับผู้ลี้ภัยอีก นอกจากนี้สถานที่ตั้งเต็นท์ที่พักพิงให้แก่ผู้ลี้ภัยก็อยู่แถบภูเขาที่เมื่ออุณหภูมิบางครั้งก็ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง[3] ผู้ลี้ภัยบางรายทนความหนาวไม่ได้ก็ถึงกับเสียชีวิตเพราะหนาวตายก็มี หรือเมื่อในจำนวนผู้ลี้ภัยมีเด็กจำนวนมาก การที่จะจัดการหาสถานศึกษารองรับให้แก่เด็กๆก็ไม่เพียงพอ เด็กหลายคนก็อาจจะขาดโอกาสทางการศึกษา ซึ่งในความเป็นจริงเขาควรจะได้รับ แต่เนื่องจากปํญหาหลายๆด้าน ทำให้ต้องขาดโอกาสในด้านนี้ไปเลย

          แต่ถ้าในกรณีที่ประเทศผู้รับไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ เราจะไม่เรียกผู้อพยพเข้ามาประเทศผู้รับว่าผู้ลี้ภัย แต่จะเรียกว่า ผู้หนีภัยความตาย ดังเช่นในประเทศไทยที่มีโรฮิงญาอพยพมาจากประเทศพม่า ประเทศไทยเรียกชาวโรฮิงญาว่าผู้หนีภัยความตาย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้ลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ซึ่งเมื่อประเทศไทยไม่ได้ลงนามเป็นภาคี เราก็ไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญา แต่เมื่อคำนึงถึงหลักคุณธรรมและมนุษยธรรมแล้ว ประเทศผู้รับอย่างประเทศไทยก็ต้องให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นไปก่อน และเมื่อสำนักข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติ หรือ UNHCR รับเรื่องและเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้หนีภัยความตายออกไปจากประเทศได้เลยในทันที เนื่องจากต้องรอประเทศที่สาม ซึ่งก็คือประเทศที่จะมารับผู้ลี้ภัยไปดูแลต่อจากประเทศผู้รับ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส และประเทศสแกนดิเนเวีย แต่ในการที่จะรับหนีภัยความตายก็จะมีหลักบางประการ เช่น คำนึงถึงความสามารถของผู้หนีภัย ว่ามีอาชีพอะไรบ้าง ถ้าเป็นวิศกร แพทย์ หรือผู้มีวิชาชีพด้านต่างๆที่ก่อประโยชน์ให้แก่ประเทศตน ประเทศที่สามก็จะรับผู้หนีภัยความตายไปอยู่ด้วย

         เมื่อเป็นเช่นนี้เราคงจะพอมองเห็นปัญหาที่เหลืออยู่ใช่หรือไม่ ใช่ค่ะแล้วคนที่เหลือที่ไม่มีความสามารถเพียงพอหรือคุณสมบัติไม่ถึงเกณฑ์ที่ประเทศที่สามจะรับไปดูแล เราจะจัดการอย่างไร เขาก็จะยังต้องอยู่ในประเทศผู้รับ ซึ่งตอนนี้เรากำลังพูดถึงประเทศไทย ประเทศไทยไม่ได้ลงนามเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะภาพผู้ลี้ภัย เราไม่มีกฎเกณฑ์ที่จะจัดการกับผู้อพยพอย่างเป็นสากล เราเพียงแต่ให้ความช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ไปเรื่อยๆ อย่างเช่นในค่ายพักพิงชั่วคราวอุ้มเปี่ยม ที่จังหวัดตาก ซึ่งดูแลจัดการผู้หนีภัยความตายมา กว่าสิบๆปีแล้ว ลักษณะค่ายก็คล้ายบ้านเป็นหลังๆติดๆกันแล้วมีรั้วกั้น ซึ่งถ้าผู้หนีภัยจะออกจากค่ายก็จะต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ แล้วถ้าหากเขาไม่ขออนุญาตแล้วออกไปเฉยๆหรือที่เรียกว่าหนีค่าย ถ้าหากตำรวจเจอเขาจะถูกจับและถูกปฏิบัติอย่างคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายแล้วก็จะกลับเข้าไปในค่ายไม่ได้อีก จะไปสมัครงานก็อาจจะถูกปฏิเสธหรือถูกกดขี่ข่มเหง กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายไปแทน แต่หากเราลองมองในมุมของผู้หนีภัยความตายที่ต้องอยู่ในค่ายตลอดเวลา ก็ต้องการทำงานหาเงินดำรงชีพ ลำพังเพียงปัจจัยสี่ที่ทาง UNHCR ในความช่วยเหลือก็ไม่เพียงพอเพราะจำนวนคนในค่ายย่อมเพิ่มไปเรื่อยๆเพราะมีครอบครัวก็ต้องมีการสืบพันธุ์มีบุตร นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ประสบปัญหาผู้ลี้ภัยและต้องการความช่วยเหลือจาก UNHCR เช่นเดียวกับประเทศไทย การช่วยเหลือจาก UNHCR ก็ย่อมลดน้อยถอยลง เช่นนี้แล้วเราจะจัดการอย่างไรกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างถาวร

          ในการจัดการกับปัญหาผู้ลี้ภัยนั้น ข้าพเจ้าได้เข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ : “สิทธิของผู้หนีภัยความตาย”จากมุมมองนักวิชาการด้านสิทธิ ซึ่งนักวิชาการท่านนี้ได้ให้แนวคิดและกลไกในการจัดการกับผู้หนีภัยความตายในประเทศไทยไว้ 3 ส่วน คือกลไกทางกฎหมาย กลไกทางการเมือง และกลไกทางสังคม ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่ามีความน่าสนใจและมีหลักเกณฑ์ที่ดีสามารถนำไปคิดตามหรือประยุกต์ใช้ได้[4]

          แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ามีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยความตาย ก็ควรได้รับความช่วยเหลือจากประเทศผู้รับอย่างเต็มที่ แต่มิใช่ว่าเมื่อเราให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้วเมื่อมีปัญหาในประเทศก็จะอพยพไปประเทศอื่นอย่างผู้ลี้ภัยหรือหนีภัยความตายอย่างเดียว หากไม่เป็นไปตามบทนิยามผู้ลี้ภัยของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนย่อมจัดการแยกแยะประเภทได้ว่าเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ แต่ในกรณีประเทศไทยที่มีผู้หนีภัยความตายหนีเข้ามาในประเทศไทยทางจังหวัดต่างๆที่ติดชายแดน เรายังไม่มีเกณฑ์ที่จะคัดแยกเขาได้ร้อยเปอร์เซนต์ หากเข้าประเทศไทยมาได้แต่โชคร้ายโดน ตรวจคนเข้าเมือง หรือตำรวจจับได้ แล้วในกรณีที่อาจจะโดนขับกลับไปสู่ประเทศเดิมโดยมิได้ตรวจสอบว่าหากผลักเขากลับไปทางนั้น เขาจะได้กลับเข้าประเทศตนอย่างปลอดภัยหรือจะกลับเข้าไปตายเพราะถูกรัฐหรือชนเผ่าอื่นที่ไม่ถูกกันฆ่าแกง สุดท้ายเราก็ต้องคำนึงถึงมนุษยธรรมในการจัดการกับบุคคลเหล่านี้ด้วย

                                                                                                                     เขียนวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557


[1] ผู้ลี้ภัยคือใคร. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: https://www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee. (วันที่ค้นข้อมูล: 2พฤษภาคม2557).

[2] บทสัมภาษณ์ : “สิทธิของผู้หนีภัยความตาย”จากมุมมองนักวิชาการด้านสิทธิ

. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://salweennews.org/home/?p=986. (วันที่ค้นข้อมูล: 2พฤษภาคม2557).

[3]พายุฤดูหนาวถล่มตะวันออกกลาง ซ้ำเติมความทุกข์ทรมานผู้หนีภัยสงครามซีเรีย.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:http://www.manager.co.th/around/viewnews.aspxNews.... (วันที่ค้นข้อมูล: 2พฤษภาคม2557).

[4] บทสัมภาษณ์ : “สิทธิของผู้หนีภัยความตาย”จากมุมมองนักวิชาการด้านสิทธิ.. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://salweennews.org/home/?p=986. (วันที่ค้นข้อมูล: 2พฤษภาคม2557).].