3. ข้อที่เป็นจุดด้อยของโครงการนี้มีอะไรบ้าง (ต่อ)
10. ทำให้การใช้รถไฟฟ้าและรถใต้ดินไม่เติบโตเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ควรส่งเสริมคมนาคมขนส่งมวลชนมากกว่า จึงกล่าวได้อย่างไม่น่าเกรงใจว่าประเทศนี้คงเป็นประเทศเดียวในโลกที่สนับสนุนให้ประชาชนมีรถ แทนที่จะส่งเสริมขนส่งมวลชน
11.. การเพิ่มปริมาณรถยนต์โดยไม่สามารถขยายพื้นที่ผิวถนน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีผู้ขอจดทะเบียนรถใหม่ทั่วประเทศขณะนี้มีประมาณ 80,000 คันต่อเดือน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 40,000 คันต่อเดือน เฉพาะรถที่ขอจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ มีประมาณ 40,000 คันต่อเดือน จากเดิม 20,000 คันต่อเดือน ดังนั้นจะเห็นว่าจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นโดยถนนไม่เพิ่มขึ้นจึงทำให้ปัญหาการจราจรรถติดค่อนข้างรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัญหาจราจรนี้นับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญปีละหลายหมื่นล้านบาทที่ยังเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออกของประเทศไทย แต่กลับมีการออกนโยบายรถคันแรกมาซ้ำเติมความเดือดร้อน นอกจากนี้ยังมีอุบัติเหตุ เพราะจำนวนรถคันแรกที่เป็นมือใหม่หัดขับ นอกจากนั้น ยังต้องเสียค่าซ่อม ค่าบำรุง ค่าประกัน ฯลฯ
12. ที่จอดรถในที่ทำงาน ศูนย์การค้า วัด ฯลฯ จะไม่พอ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ในที่ทำงานทุกที่มีแต่จำนวนรถของพนักงานจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่เคยเพิ่มที่จอดรถเลย พอวันหยุดก็จะขับรถไปช้อปปิ้ง ขณะที่ปัจจุบันสถานที่เหล่านี้ที่จอดรถก็แทบไม่พออยู่แล้ว
13. รถถูกยึดจะไม่มีที่เก็บ รถที่ใช้สิทธิ์นี้จะขายต่อก็ยังทำไม่ได้ผิดกับการเช่าซื้อปกติ เมื่อขายให้ใครไม่ได้ ก็คงหนีไม่พ้นที่ต้องยอมให้ถูกยึด ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเป็นเพียงแค่ห้าหรือสิบเปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นรถจำนวนมหาศาลแล้ว จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนกัน ? จะมีการประท้วงทวงเงินหนึ่งแสนบาท เพียงเพราะอยากได้คะแนนเสียงเลือกตั้ง นโยบายนี้จึงถูกเร่งรีบกำหนดขึ้น โดยที่รัฐบาลไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้สำหรับการจ่ายเงินคืนประชาชน อีกทั้งระบบราชการที่ล่าช้า
14. แทนที่จะซื้อบ้านหลังแรก กลับหันไปซื้อรถคันแรกเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ และทำให้ธนาคารและภาคการเงินเข้มงวดกับสินเชื่อ (ต้องมีค่าผ่อนชำระทุกสถาบัน (เช็คจาก credit bureau) ดังนั้น คนที่ซื้อรถคันแรกไปแล้ว ก็จะโดนจำกัดสินเชื่อ ยากที่จะซื้อบ้านหลังแรกหรือของจำเป็นต่อชีวิตได้อีกอีกมาก นอกจากนั้น ยังทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังขยายตัวได้ต่ำเนื่องจากประชาชนประหยัดมากขึ้นอีกด้วย
15. ในรายที่ใช้สิทธิ์โครงการนี้แล้วกว่า 1 ล้านราย ยังไม่แน่อาจต้องเผชิญชะตากรรม หากต้องถูกไฟแนนซ์ยึดรถ จากปัญหาความสามารถผ่อนชำระ หรือหากเปลี่ยนมือภายใน 5 ปี ก็ต้องไปชดใช้เงินคืนกรมสรรพสามิต 1 แสนบาท (มีบางรายมีรถอยู่แล้ว แต่อยากได้เพิ่ม จึงให้ญาติหรือคนรู้จักไปจอง หากรถที่มีอยู่เป็นของตนเองแล้ว จึงมีโอกาสผ่อนรถคันที่ 2 ได้ แต่หากรถคันแรกยังผ่อนไม่หมด และมีรถคันที่ 2 มาเติมอีก จะมีโอกาสให้ไฟแนนซ์ยึดรถได้)
16. ในโครงการนี้ จะเห็นได้ว่าในช่วงแรกๆ มีเสียงสนับสนุนมากมายทั้งฟากของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ ,ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะเชื่อมั่นกันว่า เป็นมาตรการที่สร้างกำลังซื้อ พลิกฟื้นภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ และกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสั้นๆอย่างได้ผล หลังเศรษฐกิจไทยประสบมหาอุทกภัย จำนวนนี้รวมถึงประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท. และนาย
17. สถานการณ์ในปัจจุบันจากภาพ มีผู้ใช้สิทธิรถคันแรกจำนวน 1,244,905 ราย รัฐบาลต้องเสียภาษีจำนวน 91,198 ล้านบาท ในที่นี้รับคืนภาษีแล้ว 983, 718 ราย เป็นเงิน 67,434 ล้านบาท ไม่ได้รับเงินคืน 306,187 ราย เป็นเงิน 23,764 ล้านบาท มาดูที่รายที่ไม่ได้รับเงินคืน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท 1. โอนรถยนต์ที่ขนส่งแล้ว และอยู่ระหว่างการรอรับเงิน 189,567 ราย และ 2. ยังไม่รับรถยนต์จากจากตัวแทนจำหน่าย 116, 620 ราย เป็นเงิน 10,000-12,000 ล้านบาท ซึ่งกรมสรรสามิตคาดว่าน่าจะยกเลิกการจองรถคันแรกไป แต่ประเภทที่นี่ 1 นี่แหละที่มีปัญหามากที่สุด เพราะในการรับรถไปแล้ว ต้องมีรายจ่ายๆต่างมากมาย เช่น ค่าประกัน, ค่าที่จอดรถ, ค่าอะไหล่, ค่าน้ำมัน ฯลฯ (โปรดดูภาพ Infographic)
