สงกรานต์ มมส : บางเรื่องราวที่ผม ลปรร. กับนิสิตและเจ้าหน้าที่

การเรียนเชิญ “ผู้เฒ่าผู้แก่” ในชุมชนรอบมหาวิทยาลัยมาร่วมกิจกรรม โดยจัดให้มีการ “รดน้ำดำหัว” ขอพรจากท่าน ซึ่งกิจกรรมนี้ถือเป็นหัวใจหลักของประเพณีสงกรานต์ไทยโดยแท้ และการทำเช่นนี้ก็เป็นกการแสดงความขอบคุณต่อชุมชนแถวนี้ที่ได้เสียสละพื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่พื้นที่ส่วนตัวให้มหาวิทยาลัยได้มาตั้งรกรากสืบมาจนทุกวันนี้

ก่อนที่ “องค์กรนิสิต” จะจัดงานประเพณีสงกรานต์ในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ผมได้รับมอบหมายจากผู้ช่วยอธิการบดีฯ ให้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อตระเตรียม-ซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานที่จัดขึ้นภายใต้กรอบแนวคิด “สักการะพระธาตุมรดกอีสาน นมัสการพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก สืบมรดกบุญเดือนห้า มหาสงกรานต์มอลุ่มน้ำชี”

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย การประชุมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะคลาดเคลื่อนในเรื่องการประสานงาน ผมจึงได้แต่ฝากให้นิสิตและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประสานแต่ละคณะให้ช่วยหนุนเสริมกิจกรรมที่กำลังจะมีขึ้นร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม.. ตลอดจนการโสเหล่กับแกนนำผู้รับผิดชอบโครงการว่ามีทิศทางการขับเคลื่อนอย่างไร





ครับ, จะว่าไปแล้วกรณีชื่อโครงการที่ฟังดูยาวเหยียดนั้น ยังไงๆ ก็หมายถึง “ประเพณีสงกรานต์” อยู่วันยังค่ำ ถ้อยคำอันยืดยาวเหล่านั้นล้วนเป็นถ้อยประโยคแห่งการขยายความ หรืออธิบายความอันเป็น “แก่นคิด” ของการจัดงานว่ากำลัง “โฟกัส” หรือต้องการที่จะโชว์อะไรบ้างบนวิถีกิจกรรม “บันเทิง เริงปัญญา”

จะเห็นได้ว่า จากวาทกรรมยาวยืดข้างต้นนั้นได้สื่อสารชัดเจนว่า นอกจากการสืบสานประเพณีสงกรานต์ในมุมคิดของนิสิตที่มักหลีกไม่พ้น “ตีกลองร้องเต้นในขบวนแห่” หรือไม่ก็ “ประกวดเทพีสงกรานต์” ประชันความสวยความฉลาดของบรรดานิสิตหญิงบนเวทีแล้วยังมีการบูรณาการการเรียนรู้อื่นๆ มาเติมแต่งให้งานดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น อาทิ การมอบหมายให้แต่ละคณะได้จำลองเรื่องราวของ “พระธาตุ” สำคัญๆ ใน “ภาคอีสาน” มาร้อยเรียงเป็นส่วนหนึ่งในขบวนแห่ของแต่ละคณะ




วิธีดังกล่าวนี้ ผมชื่นชอบและชื่นชมนะครับ เป็นวิธีการหนุนเสริมการเรียนรู้ในแบบ “บันเทิง เริงปัญญา” ได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่จัดงานไปตามกระแสหลัก หรือวาทกรรมหลักของสังคมเพียงสถานเดียว ซึ่งแนวคิดของการจำลองเรื่องราวพระธาตุมาบูรณาการในขบวนแห่นั้น จะช่วยให้นิสิตในแต่ละคณะได้เรียนรู้ที่จะสืบค้นเรื่องราวของพระธาตุดังกล่าวมาสังเคราะห์-ประยุกต์ หรือออกแบบการนำเสนอให้น่าสนใจ

กระบวนการเช่นนี้ย่อมช่วยให้นิสิต หรือทีมทำงานได้รับสาระความรู้ในเรื่อง “มรดกวัฒนธรรม” ที่หลากหลายขึ้น ไม่ใช่แค่รู้ว่าสงกรานต์มีอัตลักษณ์หลักแค่ขบวนแห่, เล่นสาดน้ำ, ประกวดเทพีสงกรานต์เท่านั้น แต่การนำเอาเรื่องราวของพระธาตุในภาคอีสานเข้าสู่กิจกรรมเช่นนี้ ยังสามารถเชื่อมร้อยเข้าสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวและปลูกฝังความเป็นไทยให้กับนิสิตนักศึกษาในอีกมิติหนึ่งอย่างน่าสนใจ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าภาคอีสานมีองค์พระธาตุสำคัญๆ ใดบ้าง แต่ละพระธาตุตั้งประดิษฐานอยู่จังหวัดใด มีเรื่องเล่า-ตำนานเช่นใด ---


 


สำหรับผมแล้ว ผมพูดกับนายกองค์การนิสิตและทีมทำงานชุดนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า ผมไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการประกวดเทพีสงกรานต์อย่างมากมายก่ายกอง แต่ฝากให้นิสิตถามตนเองว่ารู้เรื่องตำนานเทพีสงกรานต์แค่ไหน ไม่ใช่จัดงานโดยไม่สนใจเรื่องราวอันเป็นต้นน้ำทางความคิดแห่งการก่อเกิด หรือบ้าบิ่นอยู่แต่กับความสวยความงาม จนไม่ทะลุ “เปลือกเข้าสู่แก่น”


ครับ, นอกจากนั้น ผมยังย้ำหนักแน่นว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่อง “การก่อเจดีย์ทราย” ไม่แพ้เรื่องอื่นๆ หรือแม้แต่ตำนานการปล่อยนกปล่อยปลาในหน้าสงกรานต์ ซึ่งผมฝากให้นิสิต หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการนี้ได้ทำการสืบค้นจากแหล่งต่างๆ หรือไม่ก็วกกลับไปอ่าน Blog ที่ผมเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนก็ได้ เพราะจะช่วยให้เข้าใจบริบทที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่เข้าใจประวัติศาสตร์การจัดประเพณีสงกรานต์ของ “นิสิต มมส” เป็นอย่างดี ว่าเกิดมาอย่างไร ....ซึ่งเป็นกลวิธีของการนำพาให้นิสิตกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ตนเอง เผื่อจะได้หยิบจับทุนเดิมเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในปัจจุบันได้บ้าง





นอกจากนี้ ผมยังฝากฝังให้สืบสานกิจกรรมของการเรียนเชิญ “ผู้เฒ่าผู้แก่” ในชุมชนรอบมหาวิทยาลัยมาร่วมกิจกรรม โดยจัดให้มีการ “รดน้ำดำหัว” ขอพรจากผู้เฒ่าผู้แก่  ซึ่งกิจกรรมนี้ถือเป็นหัวใจหลักของประเพณีสงกรานต์ไทยโดยแท้ และการทำเช่นนี้ก็เป็นการแสดงความขอบคุณต่อชุมชนแถวนี้ที่ได้เสียสละพื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่พื้นที่ส่วนตัวให้มหาวิทยาลัยได้มาตั้งรกรากสืบมาจนทุกวันนี้




ครับ, หากนิสิต หรือเจ้าหน้าที่กลับไปอ่าน Blog เก่าๆ ที่ผมได้เขียนไว้ น่าจะเป็นต้นทุนอันดีให้นิสิตเห็นร่องรอยการทำงานที่สร้างสรรค์ เห็นระบบและกลไกของการ “ประสานชุมชน” เข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดกิจกรรมเหล่านี้ร่วมกันอย่างมีพลัง หรือแม้แต่การประสานงานผ่านทีมวิจัย “ฮักแพงเบิ่งแญงขามเรียง” ก็น่าจะเป็นทางออกอันดีของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ร่วมกันได้...ดังจะเห็นได้จากหากเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ร่วมคิดร่วมออกแบบด้วย จะช่วยให้กิจกรรมน่าสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ แถมยังมีแนวร่วมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในงานอย่างมากมายก่ายกอง มิใช่มหาวิทยาลัยไกลเกินกว่าที่ชุมชนจะแตะต้องได้

แต่อย่างไรก็ตาม กรณีทั้งปวงนั้น ผมก็ได้แต่ตั้งประเด็นให้นิสิตและเจ้าหน้าที่ได้นำกลับไป “ขบคิด” เท่านั้น หาใช่การ”ฟันธง” สั่งการ หรือกะเกณฑ์ให้เขาทั้งหลายได้คิดและทำตามสิ่งที่ผมได้เอ่ยเอื้อยไป เพราะเข้าใจและตระหนักดีว่ายุคสมัยมันต่างกัน ไม่ว่าผมและนิสิต ก็ล้วนต้องเรียนรู้การเติบโตมาจากการลงมือทำด้วยกันทั้งสิ้น




ครับ, ไม่ได้ทำ ย่อมไม่เกิดปัญญา ---
คิด แล้วไม่ลงมือทำ ย่อมไม่เกิดปัญญา
ครับ, เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ คือกระบวนการเติบโตที่มีพลัง-ผมเชื่อเช่นนั้น


หมายเหตุ :  ภาพจาก จนท.กองกิจการนิสิต และทีมช่างภาพ (นิสิตจิตอาสา)
http://202.28.32.22/msuact//index.php?mode=viewrecord&mid=20140411144008_4844&kw=

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 


รู้แล้วต้องลงมีทำ  จึงจะเกิดผลจ้ะ  ขอบคุณบันทึกดี ๆ จ้ะ

เขียนเมื่อ 

ครับ คุณมะเดื่อ

จินตนาการ และความฝัน
ล้วนต้องถูกปลุกปั้น และพิสูจน์ผ่านการปฏิบัติ (พิสูจน์)  ทั้งสิ้นครับ..

เจดีย์ทรายสวยงามมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณ อ.จันทวรรณ ที่แวะมาเยี่ยมเยียนนะครับ
ผมยังไม่สิ้นหวังกับการกระตุ้นให้นิสิตได้ร่วมคิดร่วมสร้างกิจกรรมเหล่านี้กับชุมชขนอย่างจริงๆ จังๆ
บางทีในอนาคตอันใกล้ การก่ีอเจดีย์ทรายอาจมีรูปธรรมในเชิงเรื่องราว เรื่องเล่ามากกว่านี้ ครับ