เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า พื้นที่ภาคอีสานของเรานั้นส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ดินทราย โครงสร้างดินขาดแคลนอินทรียวัตถุ มีลักษณะเหมือนทรายขี้เป็ดน้ำมาเร็วไปเร็ว ท่วมง่าย แห้งเร็ว จึงทำให้พืชไร่ไม้ผลต่างๆ ที่ปลูกอยู่บนพื้นที่ของดินในลักษณะนี้ก็จะมีปัญหาความต่อเนื่องในเรื่องของการดูดกินปุ๋ย เพราะว่าน้ำหรือความชุ่มชื้นก็ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งในการขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายสารอาหารจากรากของพืชผ่านท่อน้ำ (Xylem) ท่ออาหาร (Phloem) ไปเลี้ยงกิ่ง ก้าน ใบ และส่วนต่างๆของพืช ใช่ว่าจะใส่แต่ปุ๋ยแต่ไม่มีความชุ่มชื้นในดินเป็นตัวทำละลาย ก็ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ของปุ๋ยได้อย่างเต็มที่แน่นอน

การทำให้ดินทรายกลายเป็นพื้นที่ดินดำน้ำชุ่มนั้น คือจะต้องทำให้คุณสมบัติของดินนั้นมีองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ดินป่าเปิดใหม่หรือตามเขาลำเนาไพร ที่ไม่ต้องมีใครนำปุ๋ย ยาฮอร์โมน มาใส่เสริมฉีดพ่นให้สิ้นเปลืองต้นทุนแม้แต่หยดหรือเม็ดเดียวพืชก็สามารถที่จะเจริญเติบโตติดดอกออกผลให้แก่สรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าได้มีแหล่งอาหารให้เก็บกินดำรงชีวิตไปได้อย่างยั่งยืนดินที่มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชคือดินที่มีอินทรียวัตถุ 5 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำ, อากาศอย่างละ 25 เปอร์เซ็นต์มีอนินทรีย์หินแร่45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการที่จะทำให้ได้คุณสมบัติดินตามนี้ก็จะต้องบอาศัยระยะเวลาที่สั่งสมบ่มเพาะนานอยู่พอสมควร แต่อย่างน้อยก็จะทำให้ดินในแปลงไร่นาของพี่น้องเกษตรกรมีคุณภาพที่ดีขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะยิ่งไม่มีการเผาตอซังฟางข้าว จะยิ่งช่วยทำให้อินทรียวัตถุสะสมอยู่ในดินได้รวดเร็วขึ้น

อินทรียวัตถุนั้นจะทำให้ดินมีคุณสมบัติที่อุ้มน้ำได้ดี แต่แร่ธาตุและสารอาหารนั้นจะยังไม่ย่อยสลายปลดปล่อยออกมาได้เพียงพอ เพราะอินทรียวัตถุ 100 กิโลกรัม จึงจะเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หนึ่งกิโลกรัม การใส่อินทรียวัตถุอาจจะมิได้มุ่งเน้นเรื่องแร่ธาตุและสารอาหารเป็นหลัก แต่อาจจะมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างดินให้สามารถอุ้มน้ำอุ้มปุ๋ยและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ ไส้เดือน ส่วนแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นจะต้องใช้เฉพาะหน้านั้น พี่น้องเกษตรกรสามารถที่จะใช้หินแร่ภูเขาไฟที่ได้จากธรรมชาติ อย่าง พูมิช (Pumish), พูมิชซัลเฟอร์ (PumishSulpher) ซึ่งมีคุณสมบัติทดแทนปุ๋ยเคมีได้เกือบครบ จะขาดก็แต่เพียงไนโตรเจนเท่านั้น นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินั่ม นิกเกิ้ล และคลอรีน ในคุณสมบัติของหินแร่ภูเขาไฟเหล่านี้จะทำหน้าที่ตอบโจทย์ได้เกือบทั้งหมด ยิ่งมีการเติมปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกทดแทนแร่ธาตุไนโตรเจนที่ไม่มีในหินแร่ภูเขาไฟก็จะเป็นการเติมเต็มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งธาตุหลักธาตุรองธาตุเสริมและธาตุพิเศษ (ซิลิก้า, ซิลิสิค) ช่วยทำให้อ้อยที่สามารถตอบสนองต่อซิลิก้าได้ดีเป็นอันดับหนึ่งสามารถที่จะดูดกินเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตสร้างน้ำหนัก เพิ่มความหวานได้เป็นอย่างดี

มนตรีบุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษwww.thaigreenagro.com