ถึงแม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองของเราจะวุ่นวายแตกแยกความสามัคคีหนักข้อขึ้นทุกวัน ไม่มีใครฟังใครใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายใช้ช่องว่าง ช่องโหว่ของกฎหมายนำมาพูดแต่ด้านที่ให้ประโยชน์แก่ตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง คุณธรรม จริยธรรมความดีงาม เอาแต่ถูกกับผิดเพียงอย่างเดียว ทำให้บ้านเมืองเราอยู่ในสภาวะที่คลายดังว่าเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ อาการมีแต่ทรงกับทรุดถึงแม้จะมีสถานการณ์ด้านบวกหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนประเทศเรากี่หนกี่ครั้ง ก็ใช่ว่าจะช่วยทำให้เราตื่นฟื้นจากสถานการณ์วิกฤตินี้ออกไปได้ ตราบใดที่คนไทยยังไม่รักกัน

พล่ามและบ่นยาวไปหน่อยครับท่านผู้อ่าน ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ... อย่างไรก็ตามคนไทยเราทุกคนก็จะต้องพร้อมใจกันฟันฝ่าวิกฤตสถานการณ์ในครั้งนี้ออกไปให้ได้ ด้วยการใช้สติอยู่กับตัว อยู่กับอาชีพการงานของเรา โดยเฉพาะด้านการเกษตรนั้น จะต้องหาวิธีการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณค่า ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยไร้สารพิษเพื่อจะได้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค ก็จะเกิดพลังความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ แบบเกษตรอินทรีย์นั้น ต้นทุนจะต่ำกว่าการใช้สารเคมี เพราะไม่ได้ทำลายดิน ทำลายน้ำ ทำลายจุลินทรีย์แมลงดีให้ล้มตายลงไป สิ่งต่างๆเหล่านี้เมื่อมิได้ถูกทำลายก็จะกลับมาช่วยกันสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติ ทำให้ระบบนิเวศน์มีความสมบูรณ์สมดุล สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างภูมิต้านทานให้แก่พืชที่เพาะปลูกอยู่ในระบบนิเวศน์ที่ไม่มีสารพิษเหล่านั้น อยู่กันปกป้องดูแล ทั้งไส้เดือน จุลินทรีย์ ตัวห้ำ ตัวเบียน อยู่กันแบบพึ่งพิงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน

สถานการณ์ด้านบวกหรือปัจจัยบวกด้านการเกษตรที่จะช่วยพี่น้องเกษตรกรในขณะนี้คือ การยกเลิกการห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทย ของญี่ปุ่น ที่หยุดการนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทยเรามานานเกือบ 10 ปี สถานการณ์นี้จะทำให้อีกหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ เกาหลี จีน ยุโรป อเมริกา มีความมั่นใจคุณภาพไก่สดแช่แข็งจากไทยเราที่จะปลอดจากเชื้อไข้หวัดนกเพิ่มมากขึ้น และจะช่วยทำให้อาชีพเลี้ยงไก่นั้นกลับมาสดใสได้อีกครั้งหนึ่งเนื่องด้วยในปีนี้จะมีเป้าการขายเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 550,000 ตัน เป็น 650,000 ตัน มูลค่าจาก 70,000 ล้านบาท เป็น 80,000 ล้านบาทอีกทั้งในเรื่องของสัตว์น้ำอย่างกุ้งก็มีความเบาบางลงในเรื่องการกีดกันทางการค้าแอนตี้แอนดั๊มปิ้ง (A&D) และเรื่องของโรคตายด่วน EMS (Early mortality syndrome) ของกุ้งขาวแวนาไมด์ที่บรรเทาบางบางลง ทั้งสัตว์ปีกและกุ้งในปีนี้ก็น่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทสไปได้ไม่น้อยพอสมควร

อีกทั้งสถานการณ์ด้านอ้อย นั้นก็มีโรงงานน้ำตาลได้เข้าไปเปิดโรงงานงานทางภาคอีสานมากกว่า 13 แห่ง แต่ละแห่งนั้นกำลังการผลิตเรียกได้ว่าเกือบจะเต็มและมีความต้องการเพิ่มกำลังการผลิตมากกว่า แสนตัน เนื่องด้วยมีความต้องการนำผลผลิตจากอ้อยไปอุปโภคบริโภค ดังนั้นในพื้นที่ภาคอีสานปีนี้นอกจากจะมีรายได้จากยางพาราและมันสำปะหลังแล้ว พี่น้องชาวอีสานจะยังมีอ้อยอีกหนึ่งตัวที่จะเป็นเศรษฐกิจน้องใหม่ในพื้นที่ที่จะมาช่วยสร้างรายได้ มันสำปะลังนั้นปีนี้จีนมีความต้องการมากเป็นพิเศษ ส่วนยางพารานั้นผลผลิตปีนี้ออกมามากกว่าปีก่อนอีกทั้งจีนและกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์และเวียดนาม) ก็มีผลผลิตที่กรีดได้ออกมามากเช่นกัน หลังจากที่จีนได้ส่งเสริมมาเกือบสิบปีแล้ว

สรุปว่าอาชีพที่สดใสสำหรับเกษตรกรหลักๆ ในปีนี้ก็ไม่น่าจะหนีอาชีพเลี้ยงไก่, เลี้ยงกุ้ง, ยางพารา, มันสำปะหลัง และอ้อยไปได้นะครับ พี่น้องเกษตรกรที่เบื่อๆกับปัญหาจำนำข้าวแล้วไม่ได้สตางค์จะลองหันมาปลูกอ้อยหรือพืชอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่และความชำนาญของตนเองก็ลองดูได้นะครับ เพราะอย่างน้อยพืชเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะห่างไกลหรือใหม่เกินไปสำหรับฝีมือเกษตรกรบ้านเรา

มนตรีบุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com