ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นรัฐภาคีขององค์การสหประชาชาติและได้ให้การรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรวมทั้งเข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนหลายฉบับทำให้มีผลผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญารวมถึงข้อตกลงระหว่างประเทศในเรื่องต่างๆซึ่งแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นแนวคิดหนึ่งในการประชุมระดับโลกที่ประเทศไทยได้นำกรอบแนวทางมาดำเนินการโดยได้จัดทำและประกาศใช้แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาแล้ว

กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย [1]

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

          เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลงเมื่อปีพ.ศ. 2488 (ค.ศ.1945) โดยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีอังกฤษฝรั่งเศสรัสเซียและสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำนั้นสงครามโลกครั้งที่สองได้นำความหายนะซึ่งนำมาสู่การสูญเสียแก่โลกอย่างมหาศาลชาวโลกได้ประจักษ์ถึงความทารุณโหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กว่า 1,200,000 คนการย่ำยีสิทธิสตรีเด็กถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างชัดแจ้งหัวหน้ารัฐบาลประเทศสัมพันธมิตรต่างเห็นพ้องกันว่าจะต้องแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมป้องกันมิให้มีการทำลายศักดิ์ศรีของมนุษย์เกิดขึ้นอีกด้วยเหตุนี้จึงมีการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมพ.ศ.2488 (ค.ศ. 1945) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทาหน้าที่ในการดูแลความมั่นคงปลอดภัยและรักษาสันติภาพของโลกความมุ่งหมายของสหประชาชาติหากพิจารณาตามข้อความในอารัมภบทและข้อ 1 ของกฎบัตรสหประชาชาติและความมั่นคงระหว่างประเทศมีด้วยกัน 4 ประการ (United Nation Organization, 2012) ดังนี้

1) เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศโดยที่ประเทศต่างๆจะดำเนินมาตรการร่วมกันอย่างจริงใจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว

2) เพื่อพัฒนาสัมพันธไมตรีระหว่างประชาชาติทั้งปวงโดยยึดหลักแห่งความเท่าเทียมกันและโดยเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพของประชาชน

3) เพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมมนุษยธรรมและส่งเสริมสนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนโดยปราศจากความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติศาสนาเพศหรือภาษา

4) เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับประสานการดำเนินการและความร่วมมือของนานาประเทศมนุษยชนละเมิดสิทธิของผู้อื่นสังคมและโลก

สนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน

          เป็นกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่มีพันธะผูกพันให้รัฐต่างๆที่เข้าเป็นภาคีต้องปฏิบัติตามโดยประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนจำนวน 7 ฉบับได้แก่

1)กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR)

2)กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR)

3) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบและพิธีสารเลือกรับเรื่องการรับข้อร้องเรียน (Convention on The Elimination of All Forms of Discrimination against Women - CEDAW)

4)อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและไทยได้เข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาสิทธิเด็กจานวน 3 ฉบับได้แก่

          (1) เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันทางกาลังอาวุธ (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child on the involvement of children in armed conflict.)

          (2) เรื่องการขายเด็กการค้าประเวณีเด็กและสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child on the sale of children, child prostitution and child pornography)

          (3) เรื่องกระบวนการติดต่อร้องเรียน (Optional Protocol to the Convention on theRights of the Child on a communications procedure.)

5) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination - ICERD)

6) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ายีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment)

7) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities – CRPD) และประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from EnforcedDisappearance - CED)

          นอกจากการเป็นภาคีสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนแล้วประเทศไทยยังเป็นภาคีอนุสัญญาเจนีวาค.ศ. 1949 รวมอีก 4 ฉบับและล่าสุดไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 รวมทั้งได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization – ILO) จานวน 14 ฉบับได้แก่อนุสัญญาILO ฉบับที่ 80, 116, 104, 105, 127, 14, 19, 29, 88, 122, 100, 182, 138 และ 159 และมีเจตนารมณ์ที่จะให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวพ.ศ. 2491 (ค.ศ.1948) ซึ่งมีหลักการสาคัญคือการให้คนงานและนายจ้างมีเสรีภาพในการจัดตั้งหรือเข้าร่วมในองค์กรที่ตนเองเลือกได้โดยมีความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่ที่มีอานาจทั้งนี้เพื่อปกป้องคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของตนเองและอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรองพ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ซึ่งมีหลักการสาคัญคือการให้ความคุ้มครองลูกจ้างมิให้มีการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างหรือได้รับการกระทาอันไม่เป็นธรรมโดยคุ้มครองให้ปลอดจากการแทรกแซงซึ่งกันและกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างและองค์การแรงงานและส่งเสริมให้มีการเจรจาร่วมกันโดยสมัครใจทั้งนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ดาเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับแล้วและจะจัดการประชุมหารือกับหน่วยงานตามที่สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอได้แก่กระทรวงกลาโหมกระทรวงมหาดไทยสานักงานตารวจแห่งชาติสภาความมั่นคงสานักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงการต่างประเทศในเดือนสิงหาคม 2556 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับได้แก่ร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. .และร่างพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์.. .อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา


[1] “บทวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์และเชื่อมโยงเพื่อวางทิศทางแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่3 (พ.ศ.2557-2561)” (ออนไลน์).http://www.rlpd.moj.go.th/rlpdnew/images/rlpd_1/2556/thaigov_Plan3/2plan3.pdf ht (สืบค้นวันที่ 22 เมษายน2557)