โฆษณาเหยียดผิว
หลังวิดีโอแคมเปญโฆษณา “Citra ค้นหาสาวใสเด้งวิ้ง 3D” ถูกปล่อยออกมาก็ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์จากชาวโลกออนไลน์โดยทันควัน เนื่องด้วยคอนเซ็ปต์สาวนักศึกษาคนไหนขาววิ้งก็จะได้คว้าทุนการศึกษาไปครอง ทำให้กลุ่มคนบางส่วนคิดว่าการโฆษณาแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการเหยียดสีผิว ยิ่งในคลิปวิดีโอแล้วมีภาพเปรียบเทียบกับสาวผิวคล้ำยิ่งจี้ใจดำคนไม่ขาวให้รู้สึกไม่พอใจไอเดียโฆษณาชิ้นนี้
ค่านิยมของสาวไทยในปัจจุบันต้องมีผิวขาวอมชมพู เปล่งปลั่งเป็นประกาย ดังนั้น เหล่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ จึงมักเน้นอวดอ้างสรรพคุณที่ว่า ใช้แล้วขาวใน 7 วัน, กินแล้วขาววิ้ง ไม่เป็นอันตราย, แค่ดื่มง่ายๆ วันละซอง ก็ขาวสวยดั่งใจ แม้กระทั่งดาราศิลปินก็ช่วยออกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าเหล่านี้ ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมคลั่งความขาว ใครขาวกว่าก็ได้เปรียบ
โฆษณาล่าสุดชิ้นนี้ของซิตร้าจึงตกเป็นผู้ร้ายเหยียดสีผิวคนไทยแท้ๆ กระแสที่ถูกตีกลับจากสังคมที่ไม่พอใจสำหรับทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาผิวขาวใส เลยเป็นประเด็นร้อนในตอนนี้ อย่าง thana clarks ผู้ใช้งานในเว็บไซต์ยูทิวบ์คนนี้ที่ได้รับเลือกเป็นความเห็นยอดนิยมจากคลิปวิดีโอแคมเปญครั้งนี้
“ในขณะที่หลายๆ ประเทศในโลกกำลังต่อต้านเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว แต่ประเทศของเรากลับมีเรื่องแบบนี้กันมากขึ้น มากขึ้นทุกที ทั้งยังส่งเสริมการเหยียดผิวแบบไม่รู้ตัว มันน่าเศร้าจริงๆ ที่คนหลายๆ คน รวมถึงนักการตลาดและนักทำโฆษณางี่เง่าที่ส่งเสริมการเหยียดผิว หรือ ทัศนคติของคนในประเทศนี้คือ ผิวขาว = สวย, คนดี, เรียนเก่ง, มีการศึกษา ถึงได้เอามาผูกเป็นแคมเปญให้ทุนการศึกษาแบบนี้”
“ทำไมไม่เปิดโครงการ ผิวดีเรียนเก่ง อะไรเถือกนั้น ไม่ก็ทุนสำหรับคนเก่งแล้วอยากขาว มอบให้น้องๆ ผิวคล้ำเรียนดี เพื่อเป็นกำลังใจ เก่งด้วยสวยด้วย ดูสร้างสรรค์มากกว่าเยอะ” ความคิดเห็นจากเว็บไซต์พันทิป
ทั้งนี้ ก็มีเสียงสะท้อนอีกด้านว่า ก็ไม่เห็นแคมเปญชิ้นนี้จะทำผิดตรงไหน แค่ให้ทุนกับกลุ่มเป้าหมายของบริษัทเท่านั้น ไม่เห็นจะเป็นการเหยียดผิวตรงไหน ซึ่งเกิดการโต้เถียงไป-มา ว่าแคมเปญนี้เหยียดผิวจริงหรือไม่??
“ติดใจตรงที่พิธีกรถามว่า ทำยังไงให้ดูโดดเด่นในชุดนักศึกษา แล้วก็ไปถามก็มี นศ .ที่เหมือนทาสีตัวดำๆ เลย มาตอบ ทำไงเหรอ? ความรู้สึกมันเหยียดตรงนี้แหละครับ!”
ไอเดียบูชาคนขาว
ความจริง ในแวดวงโฆษณาไทยเคยได้รับบทเรียนเรื่องการต่อต้านการเหยียดสีผิวเมื่อปี 2554 ไปแล้วครั้งหนึ่ง กับโฆษณาชุด “ขาวอมชมพู” ของเครื่องดื่ม Amino Plus Brighten ที่โฆษณาผลิตภัณฑ์โดยการติดสติกเกอร์ไว้ที่ภายนอกขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสด้วยคำว่า “ขาวอมชมพู ขึ้นตู้นี้” รวมถึงการติดสติกเกอร์ตัวใหญ่ไว้เหนือที่นั่งภายในรถไฟฟ้าบีทีเอส ด้วยคำว่า “สำรองที่นั่งสำหรับคนขาว” ทำเอาผู้โดยสารเหลือบตามองอย่างลังเลว่าจะควรนั่งดีหรือไม่ ซึ่งครั้งนั้นก็ถูกเอาไปตั้งเป็นกระทู้บนโลกออนไลน์ ทำให้เกิดประเด็นเหยียดสีผิวขึ้นมาทันที
อย่างไรก็ตาม ในครั้งนั้นทางบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ และรีบยุติการโฆษณาด้วยการรื้อถอนสื่อโฆษณาดังกล่าวโดยทันที และข่าวคราวเรื่องการเหยียดสีผิวก็กลับมาปรากฏอีกครั้ง เมื่อไม่นานมานี้มีการเปิดตัว โดนัทชาโคล ผลิตภัณฑ์ใหม่จากทางดังกิ้นโดนัท ที่ภาพโฆษณาปรากฏภาพของหญิงสาวที่ถูกทาหน้าสีดำสนิท ทาปากสีชมพู และถือโดนัทสีดำล้วน โฆษณาชิ้นนี้ไม่ได้มีปัญหาต่อความรู้สึกของคนไทยเท่าไรนัก แต่ทางองค์การสิทธิมนุษยชนรู้สึกว่าเป็นการเหยียดสีผิวในรูปแบบหนึ่ง เมื่อเรื่องถึงทางบริษัทแม่ในสหรัฐฯ จึงออกมาขอโทษและขอให้ทางไทยลบโฆษณาดังกล่าวออก
มาล่าสุดกับโฆษณาของซิตร้า แคมเปญที่จะแจกทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาที่มีผิวขาว ใส โดยมีกติกาว่า ให้ถ่ายภาพตัวเองในชุดนักศึกษาพร้อมถือผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ จะได้รับรางวัลทุนการศึกษา 100,000 บาท พร้อมได้ถ่ายแฟชั่นลงนิตยสาร Cheeze
คุณค่าไม่ได้วัดที่สีผิว
ทั้งนื้ เสียงโห่ไม่พอใจของคนบางส่วนยังไม่ดังพอต่อถึงบริษัทเจ้าของแคมเปญแต่อย่างใด แต่คาดว่าหากนักครีเอทีฟควรนำข้อผิดพลาดครั้งนี้มาเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ต่อต้านการเหยียดสีผิวในสังคมอีกต่อไป เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมีมากมายเกินว่าที่คิด เพราะค่านิยมคลั่งความขาวทำให้หนุ่ม-สาวในยุคสมัยนี้เลือกใช้วิธีทางลัด ใช้ผลิตภัณฑ์ปรับสีผิวให้ขาว ใส โดยบางครั้งผลิตภัณฑ์นั้นอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังที่ นายแพทย์ประวิตร อัศวานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนัง ได้เคยแสดงความเป็นห่วงต่อกรณีที่คนอยากขาวกินกลูตาไธโอนเพื่อเร่งความขาว
“เราเกิดมาสีผิวอะไรก็ควรจะต้องภูมิใจในผิวของตัวเอง การที่จะพยายามเปลี่ยนสีผิวด้วยวิธีที่ไม่ปลอดภัย มันไม่สมควร วิธีทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นวิธีชั่วคราว ไม่ได้เปลี่ยนสีผิวเราได้ถาวร”
เช่นเดียวกับ นพ.ทวี ตั้งเสรี ก็กล่าวว่า ควรเน้นเรื่องของความดีงาม มากกว่าวัดความเป็นคนด้วยสีผิว
“ควรเน้นในเรื่องของการเป็นคนดีในสังคมมากกว่าเรื่องสีผิว เพราะสมัยนี้คนที่ตัวเล็กๆ ผิวดำ หรือคล้ำก็สามารถโด่งดัง มีที่ยืนในสังคมได้ เพราะเขามีจุดขายคือความสามารถ จึงอยากให้ใส่ในเรื่องของความดีและความสามารถซึ่งคงทนและยั่งยืน มากกว่าเรื่องสีผิวที่เป็นกระแสนิยมเพียงบางช่วงในสังคมเท่านั้น”
เห็นได้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่านิยมคลั่งความขาว กลายเป็นสิ่งที่ซัดโหมเข้ามาในสังคมไทยจนน่ากลัว จากกระแสคลั่งไคล้อยากมีผิวขาวใสของผู้หญิงไทยลามไปถึงจุดซ่อนเร้น จนมาวันนี้ค่านิยมเหล่านี้ได้กลายเป็นการเหยียดสีผิว ใครไม่ขาวกลายเป็นคนแปลกในสังคมไปเสียแล้วหรือไร??
ดันกิ้น โดนัท ที่ออกมาขออภัยและถอดโฆษณาชุดโดนัทชาโคลออกไป โดยโฆษณาดังกล่าว แสดงแบบโดยนางแบบที่ถูกทาใบหน้าด้วยสีดำ ระบายริมฝีปากด้วยสีชมพู และโดนกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาโจมตีว่าเป็นการเหยียดสีผิว และโดนสังคมโซเชียลออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ล่าสุด นิตยสาร โว้กประเทศไทย ที่รีทัชสีผิวของ นาโอมิ แคมพ์เบลล์ ให้ดูขาวขึ้นรวมทั้งเปลี่ยนสีตา ก็ถูกสื่ออเมริกัน Huffington Post นำไปเสนอในบทความว่า นางแบบสาวดูเปลี่ยนไป จนจำแทบไม่ได้ เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อในสื่อต่างประเทศ โดยทีมงานโว้ก ประเทศไทย อธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ด้วยการนำจดหมายของ Marcin Tyszka ช่างภาพผู้ถ่ายแฟชั่นชุดนี้ มาชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาจะถ่ายภาพ หรือแต่งภาพเพื่อลดความเข้มของสีผิวนางแบบแต่อย่างใด แต่การใช้โทนแสงพาสเทล และสีอ่อนๆ แบบนี้เป็นสไตล์ส่วนตัว ภาพที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการจัดแสง และการแต่งหน้าที่ต้องการเน้นเสน่ห์แบบยุค 60s เป็นหลัก และยืนยันว่าเอเย่นต์ส่วนตัวของ แคมพ์เบล และเจ้าตัวเองก็พอใจกับภาพดังกล่าว โดยถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์อย่างหนึ่ง
จากช่าวการโฆษณาที่เป็นลักษณะของการเหยียดสีผิวดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่าการเหยียดสีผิวยังมีอยู่ในโลกปัจจุบัน และโดยเฉพาะการโฆษณา เป็นการแสดงออกทางสื่อที่สามารถให้ทุกคนได้เห็น ดังนั้นแล้วผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงกำไรและการเหยียดสีผิว ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชน ว่าสิ่งที่กระทำลงไปนั้นมีการกระตุ้นให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างคนผิวขาว หรือผิวดำหรือไม่ นำมาซึ่งความแตกต่าง ความรุนแรงและผลกระทบของการอยู่ร่วมกันในสังคมมาจนถึงปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าการโฆษณาดังกล่าวเป็นหนึ่งในการคิดออกแบบโฆษณาที่นิยมผิวสีขาวมาเป็นตัวสำคัญของสินค้า แต่อย่างไรก็ตามคณะผู้ทำต้องคำนึง และเลี่ยงความเป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของการเหยียดสีผิว เพื่อลดความรุนแรง และความแตกต่าง เพราะการโฆษณานี้ถึงแม้จะเป็นการพัฒนาผิวสี ก็ยังมีหลากหลายวิธีที่ทำให้ไม่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปได้ ผู้ประกอบการจึงต้องคำนึงถึงผลกำไรและคุณค่าของสิทธิมนุษยชนให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างไร้ความแตกต่าง และมีความสุขด้วย
ที่มา
http://www.positioningmag.com/content/%
http://www.manager.co.th/asp-bin/PrintNews.aspx?Ne...