เค้าครอบงำประชาธิปไตยกันอย่างไร?


ระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วยสององค์ประกอบหลักใหญ่ๆ คือ

  1. ประชาชนผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
  2. โครงสร้างพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แบ่งออกเป็นอำนาจการปกครองทั้งสามคืออำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ

เราลองมาวิเคราะห์กันเล่นๆ นะคะว่าถ้าเราต้องการจะครอบครองความเป็นหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยเราต้อง โน้มน้าว หรือครอบงำอะไรบ้างและต้องโน้มน้าว หรือครอบงำที่ส่วนไหน และอย่างไร


พอพูดถึงเรื่องการโน้มน้าว หรือครอบงำต้องเข้าใจนะคะว่าทุกคนในโลกนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องถูกโน้มน้าวหรือครอบงำ ทั้งการโน้มน้าวหรือครอบงำไม่ใช่เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี โง่หรือฉลาด ทุกคนหนีการโน้มน้าวหรือครอบงำไม่พ้น ถามว่าในโลกนี้ใครบ้างที่ไม่ถูกโน้มน้าวหรือครอบงำ ไม่มีคะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณถูกใครโน้มน้าวหรือครอบงำ แน่นอนคนที่ฉลาดกว่าก็ถูกโน้มน้าวหรือครอบงำยากกว่าเป็นธรรมดา การโน้มน้าวหรือครอบงำมีหลายแบบ บางคนใช้กะลาครอบ กว้างขึ้นมาหน่อยก็ใช้กะละมังครอบ กว้างที่สุดก็ใช้จักรวาลครอบ อันนี้ครอบด้วยหลักคิด วิธีคิด ด้วยข้อมูลที่เพียงพอ แต่ละอย่างที่ใช้ครอบทำให้คนที่ถูกครอบเป็นอิสระแค่ไหน การครอบที่ดีต้องให้คนที่ถูกครอบรู้สึกเป็นอิสระที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะธรรมชาติของมนุษย์รับไม่ได้ที่จะคิดว่าตัวเองถูกครอบ จริงๆการครอบด้วยสิ่งทีดี มีเหตุผล ก็สมควรจะให้ครอบไม่ใช่หรือคะ


ทีนี้มาถึงการโน้มน้าวหรือครอบงำเพื่อให้ได้ซึ่งชัยชนะ หรือครอบครองพื้นที่ในระบบประชาธิไตย ก็คือใช้วิธีการครอบงำหรือแทรกแซง ทั้งสององค์ประกอบหลักดังกล่าวข้างต้น คือ การโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชน และการครอบงำเชิงโครงสร้างหลัก

การโน้มน้าวหรือครอบงำที่แน่นอนที่สุดคือ การครอบงำประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยด้วยวิธีการต่างๆ หลากหลายวิธี แต่วิธีที่เป็นที่รู้จักกันดีคือประชานิยม จริงๆ ถ้าเราคิดให้ดีๆประชานิยมก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร และนโยบายประชานิยมเองก็มีหลายระดับความลึก ระดับตื้นๆ หน่อย ง่ายๆไม่ซับซ้อน หวังผลระยะสั้น เช่น การเอาเงินมาแจกหรือให้โดยตรงกับประชาชนเช่นแจกน้ำท่วมแจกเงินผู้ที่จบการศึกษาแต่ยังไม่งานทำอะไรประมาณนี้ แน่นอนที่สุดคะ การที่นโยบายประชานิยมจะได้ผลตามระดับความลึกของ นโนบายคะ หรือพูดง่ายๆ เข้าใจง่ายคือโครงการที่ให้กับประชาชนแล้วประชาชนได้ประโยชน์ในระยะยาว คุณภาพชีวิตของเค้าดีขึ้นก็ได้ผลกว่า โครงการเอาน้ำพริกละลายแม่น้ำเป็นธรรมดาคะ

การครอบงำเชิงโครงสร้างอันนี้ประชาชนดูยากหน่อย และยากมากด้วย บางคนไม่สามารถรู้ได้เลย โดยเฉพาะถ้าประชาชนที่ถูกครอบงำเรียบร้อยแล้ว จะมองไม่ออกเลยคะ เพราะเป็นการทำลายหรือแทรกแซงโครงสร้างหลักพื้นฐานที่กลืนไปกับกฏหมาย หรือหลักเกณฑ์กติกาทางการเมือง คือแทรกแซงควบคุมแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักทั้งสามอำนาจที่ว่า คือ อำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ เช่น ร่างกฏหมายให้เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตัวเอง แต่งตั้งพวกพ้องตัวเองในอำนาจบริหาร ตั้งองค์กรพืิเศษเพื่อแทรกแซงอำนาจตุลาการ การครอบงำเชิงโครงสร้างนี่แหละสำคัญที่สุด เป็นการแทรกแซงที่ส่งผลกับระบอบประชาธิปไตยโดยตรง คือ ทำให้เจตนารมณ์ของประชาธิปไตยเปลี่ยนไป เป็นปัญหาแน่นอนในระยะยาว ดังตัวอย่างปัญหาการแทรกแซงที่สะสมมานานของไทยตั้งแต่ 2475 จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ประชาชนออกมาแย่งชิงประชาธิปไตยกลับคืนในขณะนี้ ซึ่งนอกจากจะมีการแทรกแซงเชิงโครงสร้างแล้ว ยังบวกกับใช้วิธีโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชนให้เห็นดีเห็นงามกับวิธีการของตัวเอง โดยวิธีเบี่ยงเบนความสนใจ ของประชาชนไปที่ประชานิยม เป็นการโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชนคนละแบบกับแบบแรก แต่ได้ผลเหมือนกัน แน่นอนถ้าในระยะยาววิธีที่แรก คือการโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชน ได้ผลดีกว่า และทำให้ประเทศเจริญกว่า ไม่อยุดชะงักในระยะยาว

ในการต่อสู้ที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยขณะนี้ ฝ่ายอำมาตย์ใช้วิธีการแทรกแซงเชิงโครงสร้างเป็นหลัก บวกกับโน้มน้าวประชาชนให้เห็นดีเห็นงามกับฝ่ายตัวเอง ในขณะที่ฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยใช้การโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นหลัก โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า ประชานิยม แต่ส่วนใหญ่เป็นประชานิยมที่หวังผลระยะสั้น ไม่สามารถที่จะบังเกิดผลที่ยั่งยืนได้เพราะ ไม่ได้ไปแก้ไข หรือแตะรากของปัญหาอย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุดต้องสร้างคุณภาพของประชาชนไปพร้อมๆ กันด้วย (แต่ก็ยังหวังผลได้ระยะยาวกว่าพรรคประชาธิปัตย์)

การแข่งขันในสนามประชาธิปไตย เป็นเรื่องของการชักจูง โน้มน้าว ครอบงำทางความคิด ดังนั้นประชาธิปไตยจะประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับผู้ทีถูกโน้มน้าว (ประชาชน) และผู้โน้มน้าว (นักการเมืิอง นักปกครอง นักวิชาการที่เป็นคลังสมองของชาติ ฯลฯ) ว่ามีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน การพัมนาประชาธิปไตยที่ดีที่สุดคือการพัฒนาการศึกษาแก่คนรากหญ้า เป็นการสร้างคุณภาพให้กับประชาชน ช่วยให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าการโน้มน้าวอย่างไรที่ให้ผลดี และผลเสียกับพวกเค้าและประเทศในระยะยาว และต้องสร้างนวัตกรรมทางการเมืองการปกครองซึ่งเป้นภาระกิจหลักของ นักการเมือง นักปกครอง และนักวิชาการที่เป็นคลังสมองของชาติทั้งหลาย เพื่อนำพาประเทศให้สามารถแข่งขันในสังคมโลกได้