เค้าครอบงำประชาธิปไตยกันอย่างไร?
ระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วยสององค์ประกอบหลักใหญ่ๆ คือ
- ประชาชนผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
- โครงสร้างพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แบ่งออกเป็นอำนาจการปกครองทั้งสามคืออำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ
เราลองมาวิเคราะห์กันเล่นๆ นะคะว่าถ้าเราต้องการจะครอบครองความเป็นหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยเราต้อง โน้มน้าว หรือครอบงำอะไรบ้างและต้องโน้มน้าว หรือครอบงำที่ส่วนไหน และอย่างไร
พอพูดถึงเรื่องการโน้มน้าว หรือครอบงำต้องเข้าใจนะคะว่าทุกคนในโลกนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องถูกโน้มน้าวหรือครอบงำ ทั้งการโน้มน้าวหรือครอบงำไม่ใช่เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี โง่หรือฉลาด ทุกคนหนีการโน้มน้าวหรือครอบงำไม่พ้น ถามว่าในโลกนี้ใครบ้างที่ไม่ถูกโน้มน้าวหรือครอบงำ ไม่มีคะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณถูกใครโน้มน้าวหรือครอบงำ แน่นอนคนที่ฉลาดกว่าก็ถูกโน้มน้าวหรือครอบงำยากกว่าเป็นธรรมดา การโน้มน้าวหรือครอบงำมีหลายแบบ บางคนใช้กะลาครอบ กว้างขึ้นมาหน่อยก็ใช้กะละมังครอบ กว้างที่สุดก็ใช้จักรวาลครอบ อันนี้ครอบด้วยหลักคิด วิธีคิด ด้วยข้อมูลที่เพียงพอ แต่ละอย่างที่ใช้ครอบทำให้คนที่ถูกครอบเป็นอิสระแค่ไหน การครอบที่ดีต้องให้คนที่ถูกครอบรู้สึกเป็นอิสระที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะธรรมชาติของมนุษย์รับไม่ได้ที่จะคิดว่าตัวเองถูกครอบ จริงๆการครอบด้วยสิ่งทีดี มีเหตุผล ก็สมควรจะให้ครอบไม่ใช่หรือคะ
ทีนี้มาถึงการโน้มน้าวหรือครอบงำเพื่อให้ได้ซึ่งชัยชนะ หรือครอบครองพื้นที่ในระบบประชาธิไตย ก็คือใช้วิธีการครอบงำหรือแทรกแซง ทั้งสององค์ประกอบหลักดังกล่าวข้างต้น คือ การโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชน และการครอบงำเชิงโครงสร้างหลัก
การโน้มน้าวหรือครอบงำที่แน่นอนที่สุดคือ การครอบงำประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยด้วยวิธีการต่างๆ หลากหลายวิธี แต่วิธีที่เป็นที่รู้จักกันดีคือประชานิยม จริงๆ ถ้าเราคิดให้ดีๆประชานิยมก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร และนโยบายประชานิยมเองก็มีหลายระดับความลึก ระดับตื้นๆ หน่อย ง่ายๆไม่ซับซ้อน หวังผลระยะสั้น เช่น การเอาเงินมาแจกหรือให้โดยตรงกับประชาชนเช่นแจกน้ำท่วมแจกเงินผู้ที่จบการศึกษาแต่ยังไม่งานทำอะไรประมาณนี้ แน่นอนที่สุดคะ การที่นโยบายประชานิยมจะได้ผลตามระดับความลึกของ นโนบายคะ หรือพูดง่ายๆ เข้าใจง่ายคือโครงการที่ให้กับประชาชนแล้วประชาชนได้ประโยชน์ในระยะยาว คุณภาพชีวิตของเค้าดีขึ้นก็ได้ผลกว่า โครงการเอาน้ำพริกละลายแม่น้ำเป็นธรรมดาคะ
การครอบงำเชิงโครงสร้างอันนี้ประชาชนดูยากหน่อย และยากมากด้วย บางคนไม่สามารถรู้ได้เลย โดยเฉพาะถ้าประชาชนที่ถูกครอบงำเรียบร้อยแล้ว จะมองไม่ออกเลยคะ เพราะเป็นการทำลายหรือแทรกแซงโครงสร้างหลักพื้นฐานที่กลืนไปกับกฏหมาย หรือหลักเกณฑ์กติกาทางการเมือง คือแทรกแซงควบคุมแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักทั้งสามอำนาจที่ว่า คือ อำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ เช่น ร่างกฏหมายให้เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตัวเอง แต่งตั้งพวกพ้องตัวเองในอำนาจบริหาร ตั้งองค์กรพืิเศษเพื่อแทรกแซงอำนาจตุลาการ การครอบงำเชิงโครงสร้างนี่แหละสำคัญที่สุด เป็นการแทรกแซงที่ส่งผลกับระบอบประชาธิปไตยโดยตรง คือ ทำให้เจตนารมณ์ของประชาธิปไตยเปลี่ยนไป เป็นปัญหาแน่นอนในระยะยาว ดังตัวอย่างปัญหาการแทรกแซงที่สะสมมานานของไทยตั้งแต่ 2475 จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ประชาชนออกมาแย่งชิงประชาธิปไตยกลับคืนในขณะนี้ ซึ่งนอกจากจะมีการแทรกแซงเชิงโครงสร้างแล้ว ยังบวกกับใช้วิธีโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชนให้เห็นดีเห็นงามกับวิธีการของตัวเอง โดยวิธีเบี่ยงเบนความสนใจ ของประชาชนไปที่ประชานิยม เป็นการโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชนคนละแบบกับแบบแรก แต่ได้ผลเหมือนกัน แน่นอนถ้าในระยะยาววิธีที่แรก คือการโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชน ได้ผลดีกว่า และทำให้ประเทศเจริญกว่า ไม่อยุดชะงักในระยะยาว
ในการต่อสู้ที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยขณะนี้ ฝ่ายอำมาตย์ใช้วิธีการแทรกแซงเชิงโครงสร้างเป็นหลัก บวกกับโน้มน้าวประชาชนให้เห็นดีเห็นงามกับฝ่ายตัวเอง ในขณะที่ฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยใช้การโน้มน้าวหรือครอบงำประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นหลัก โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า ประชานิยม แต่ส่วนใหญ่เป็นประชานิยมที่หวังผลระยะสั้น ไม่สามารถที่จะบังเกิดผลที่ยั่งยืนได้เพราะ ไม่ได้ไปแก้ไข หรือแตะรากของปัญหาอย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุดต้องสร้างคุณภาพของประชาชนไปพร้อมๆ กันด้วย (แต่ก็ยังหวังผลได้ระยะยาวกว่าพรรคประชาธิปัตย์)
การแข่งขันในสนามประชาธิปไตย เป็นเรื่องของการชักจูง โน้มน้าว ครอบงำทางความคิด ดังนั้นประชาธิปไตยจะประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับผู้ทีถูกโน้มน้าว (ประชาชน) และผู้โน้มน้าว (นักการเมืิอง นักปกครอง นักวิชาการที่เป็นคลังสมองของชาติ ฯลฯ) ว่ามีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน การพัมนาประชาธิปไตยที่ดีที่สุดคือการพัฒนาการศึกษาแก่คนรากหญ้า เป็นการสร้างคุณภาพให้กับประชาชน ช่วยให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าการโน้มน้าวอย่างไรที่ให้ผลดี และผลเสียกับพวกเค้าและประเทศในระยะยาว และต้องสร้างนวัตกรรมทางการเมืองการปกครองซึ่งเป้นภาระกิจหลักของ นักการเมือง นักปกครอง และนักวิชาการที่เป็นคลังสมองของชาติทั้งหลาย เพื่อนำพาประเทศให้สามารถแข่งขันในสังคมโลกได้
การให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยอย่างบริสุทธิ์ไม่ใช่การครอบงำนะคะ ประชาชนเรียนรู้ประชาธิปไตยทั้งจากการได้รับการถ่ายทอดบอกเล่าโดยตรง และผ่านประสบการณ์ของตน ต่างคนก็อาจต่างประสบการณ์ และเกิดการซึมซับ ตีความ เลือกที่จะเชื่อ ยอมรับ และกระทำของตนเอง ดังนั้นประชาธิปไตยจึงถูกให้ความหมายที่เหมือนกันในหลักใหญ่ ๆ แต่อาจแตกต่างกันได้มาก ๆในรายละเอียด
ขอบคุณมากคะ คะ อาจารย์ GD สำหรับความเห็น
จริงๆ เหมือนที่ดิฉันเขียนนั่นแหละคะ ในความหมายมีอยู่ 2 แบบ คือการโน้มน้าว หรือการครอบงำ ในความหมาย ไม่ได้หมายถึงไม่ดีอย่างเดียวนะคะ ถ้าเราถูกโน้มน้าว หรือการให้ข้อมูลในสิ่งที่ดี เป็นความจริง มันก็ดีแน่นอนคะ และดีมากๆ ด้วย นั่นคือสิ่งที่เราปรารถนาที่จะเจอในสังคมการเมืองบ้านเรา ไม่ใช่เอาข้อมูลเท็จสาดใส่คู่ต่อสู้อย่างที่เห็นในบ้านเราตอนนี้
สิ่งที่นักการเมือง หรือผู้ต้องการผลประโยชน์ทางการเมืองบ้านเราใช้ในการแทรกแซงหรือครอบงำระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเอง มีอยู่ 2 อย่าง คือ
1. แทรกแซงเชิงโครงสร้าง ที่ฝ่ายอำมาตย์ใช้กับประเทศไทยตลอดมาตั้งแต่ 2475 เป็นการทำลายเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย
2. การเอาชนะใจประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยหรือฝ่ายอำนาจใหม่ (คุณทักษิณและพรรคเพื่อไทย) ใช้อยู่ ที่บ้านเราเค้าเรียกกันว่า ประชานิยม และนี่แหละ คือสิ่งที่นานาประเทศทั่้วโลกที่เป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อเมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ ฯลฯ เค้าใช้กัน และวิธีนี้แหละที่เชื่อว่าในระยะยาว จะนำประเทศไปสู่การแข่งขันในสังคมโลกได้คะ