ในช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ปีนี้สิ่งหนึ่งที่ได้จากการสนทนากันกับมวลญาติ ๆ จากต่างถิ่นที่ได้มาพบกันมาคุยกันในหลายเรื่อง บางวันขณะนั่งคุยกันบนเรือที่ลากขึ้นมาจอดบนฝั่งอยู่ในสวนมะพร้าวนั้น

 

เราได้คุยกันถึงคราวยังเป็นเด็กราว 40 กว่าปีได้ตรงบริเวณทรายริมหาดเคยขุดลงไปประมาณสองเมตรกว่าเพื่อตักเอาน้ำจืดรดกร่อย ๆ เพราะอยู่ห่างจากน้ำทะเลไม่ถึง 10 เมตรได้ สมัยโน้นแถบเมืองหัวไทรนิยมทำนากันและใช้วัวคู่ไถ่นาที่บ้านคุณตาเองก็เลี้ยงวัวฝูงหนึ่ง และสร้างคอกวัวเอาไว้ใต้ถุนบ้าน 

 

พอตื่นขึ้นมาวันหนึ่งไม่มีวัวสักตัวตามแกะรอยตีนวัวเห็นมันลงชายหาด ไอ้โจรมันเก่งเพราะน้ำทะเลขึ้นมาก็ลบรอยตีนวัวหมดเลยต้องออกสืบตามบ้านผู้มีบารมีขอความช่วยเหลือประมาณสามวันจึงรู้ว่าฝูงวัวอยู่บ้านใดแล้วตามกลับมาก็ได้วัวไม่ครบฝูงยิ่งถ้านานวันจักไม่ได้วัวสักตัวเพราะโจรนำไปฆ่าหรือขายไปไกล ๆ แล้ว


เมื่อมองออกทะเลสมัยก่อนจะมีเรือเมล์รับโดยสารคนเดินทางมีท่าเรือที่เมืองหัวไทรไปปากพนังใช้เรือยนต์มีชื่อสุขสวัสดิ์ เป็นเรือชั้นเดียวบรรจุคนได้ประมาณ 40 คน, เรือเลิศไพบูลย์มี 2 ชั้นบรรจุคนได้ 100 คน , เรือเหมพันธ์ชั้นเดียวบรรจุคนได้ 40 คน สำหรับเวลาเรือออกจากท่าเมืองหัวไทรเวลา 07. 00 น. ไปถึงเวลา 14.00 น. ถึงเมืองปากพนังในยุคนั้นเมืองปากพนังมีความเจริญมาก ๆ ครับ