นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้ดูรายการ "คนค้นคน" กระทั่งในวันนี้ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๗ เป็นวันที่ได้อยู่บ้านทั้งวัน จึงเปิดทีวีดูกับเขาบ้าง และได้มีโอกาสเจอรายการโปรดที่เคยดูทุกคืนวันอังคารเวลา ๔ ทุ่ม
วันนี้เป็นตอนสัปเหร่ออรุณ คนที่มีความผูกพันกับการช่วยงานศพ เผาศพ ทำหลายงานชนิดที่เรียกว่างานศพเชิงบูรณาการ ผมรู้สึกถูกใจ ที่เขาเอาเพลง Okuribito มาเป็นเพลงประกอบรายการ มันคือเพลงหลักของหนังเรื่อง Departures ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับสัปเหร่อญี่ปุ่น มันเข้ากันได้อย่างดี
บ่ายวันหนึ่ง ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่พยาบาลเรื่องงานที่เขาทำบนวอร์ด ได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตามประสาเพื่อนร่วมงาน ฟังเขาเล่าเรื่องราวความยุ่งเหยิงของงานที่ทำบ้าง ความสุขจากงานบ้างอย่างหลากหลาย ไปๆมาๆเราก็มาจบที่เรื่อง "ดวง"
ผมเริ่มต้นที่ดวงของหมอสูติฯ ที่บางคนเมื่ออยู่เวร ผู้ป่วยหนักจะต้องมาหาเขาเสมอ ราวกับว่าใครที่รู้ตัวว่าตัวเองป่วยหนักแน่ๆ และเธอจะต้องรอดจากการป่วยไข้ครั้งนี้ เธอจำเป็นต้องรอให้ถึงช่วงเวลาที่หมอคนนั้นอยู่เวรเสียก่อน รับรองว่าเธอจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด ตอนนั้นผมเรียกมันว่า "ดวง" ดวงยุ่ง ดวงยุ่งตลอดเวลา ดวงยุ่งที่สุด และมันที่สุดตรงที่บรรดาลูกศิษย์ต่างก็สะพรึงเมื่อต้องอยู่เวรกับอาจารย์ที่ดวงยุ่งๆ
เคยสังเกตไหมครับ คนบางคนเวรยุ่งเกือบตลอดชีวิต และมักเป็นคนที่เอาใจใส่คนไข้เป็นอย่างดี เสมือนวาระที่กำหนดให้เขาต้องเหนื่อย เหนื่อยเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นี่ผมแอบรู้สึกเองนะครับ
เราได้คุยเรื่องนี้กันสักพัก คุณพยาบาลท่านนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องราวเรื่องหนึ่งให้ฟัง
เธอบอกว่า ที่วอร์ดเองก็มีเรื่องราวคล้ายๆกัน เพียงแต่ไม่ใช่เป็นการช่วยชีวิต แต่เป็นเรื่องของพยาบาลที่เมื่อไหร่ขึ้นเวรก็มักจะมีคนไข้เสียชีวิตบ่อยกว่าเพื่อนๆคนอื่น พูดกันเล่นๆว่า เธอเป็นคนเก็บเคส คนไข้บางคนป่วยระยะสุดท้ายอยู่นานมาก ก็ต้องมาเสียชีวิตในวันที่เธออยู่เวรเสมอๆ เป็นแบบนี้บ่อยขึ้นเจ้าตัวก็เครียด
สงขลานครินทร์มีชื่อเสียงด้าน palliative care และการดูแลหลังการเสียชีวิต
เมื่อคนไข้ตาย ทีมพยาบาลจะได้รับการปลูกฝังเรื่องการทำความสะอาดร่างกายผู้ตาย การ pack ร่างกายตามรูเปิดต่างๆอย่างมิดชิด ไม่ประเจิดประเจ้อ ลองนึกภาพคนตายในโรงพยาบาลสมัยก่อนสิครับ ในรู้จมูกจะมีสำลีอุดไว้ให้เห็นชัดเจน แสดงออกถึงการตายอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในโรงพยาบาลแห่งนี้จะดูแลผู้เสียชีวิตอย่างดีและสมเกียรติ ลูกศิษย์แพทย์ที่เคยร่วมพิธีกรรมนี้ได้มาเล่าให้ฟังว่า หลานตัวเล็กของผู้เสียชีวิตเปรยออกมาหลังการจัดการศพอย่างสวยงามว่า "คุณยายยังดูสวยอยู่เลย" นั่นเป็นความรู้สึกภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของนักศึกษาแพทย์ที่ได้ร่วมกิจกรรมเพียงเล็กน้อย และครั้นเมื่อเสร็จกิจกรรมจัดการตกแต่งร่างกายจนเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการกล่าวขออโหสิกรรมต่อผู้ตายอย่างบริสุทธิ์ใจ หลายๆครั้งญาติๆก็ได้กล่าวขออโหสิกรรมต่อทีมรักษาพยาบาลด้วยเช่นเดียวกัน ผมรู้สึกว่า หากจะต้องตาย แม้ไม่ใช่ที่บ้านก็ขอตายในสงขลานครินทร์นี่แหละ อย่างน้อยศพผมก็สะอาดและดูดี
ผมยังคงดำเนินการสนทนากับพยาบาลท่านที่เล่าเรื่องเพื่อนผู้ร่วมงาน กับเวรที่ต้องเจอการตายของผู้ป่วยในวอร์ดมากกว่าชาวบ้านเขา ผมถามไปว่า "แล้วพยาบาลคนนั้นดูแลคนไข้เป็นอย่างไรล่ะ" "อ๋อ เป็นที่ขึ้นชื่อว่าดูแลคนไข้ดีมากค่ะอาจารย์ น้องเขามีความรับผิดชอบสูง ทุ่มเทกับงานที่ทำมาก" เป็นคำตอบที่ไม่ได้ทำให้ผมผิดความคาดหมายนัก จึงบอกเธอไปว่า "กลับไปบอกน้องเขาเถอะ ว่าคงต้องเป็นอย่างนี้อีกนานครับ เพราะคนไข้เองก็คงเลือก เลือกที่จะกำหนดวาระของตัวเองให้ตายในวันที่เขาคิดว่า ศพเขาจะได้รับการดูแลด้วยน้องคนนี้ เขาอยากให้น้องคนนี้ดูแลร่างกายหลังความตายของเขา ผมว่ามันเป็นบุญจริงๆครับ"
ไม่รู้เหมือนกัน ว่าคิดและพูดออกไปอย่างนั้นได้อย่างไร แต่ผมมีความเชื่อเรื่องวาระ ผมมีความศรัทธาในวาระแห่งกรรมต่างๆ ทุกอย่างไม่น่าจะเป็นความบังเอิญไปเสียทั้งหมด
คนค้นคนวันนี้ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง มันยังคงมาตรฐานอย่างดีเสมอต้นเสมอปลาย ได้ข้อคิด ได้พบคนดี คนแปลก คนที่ทำให้ชีวิตคนอื่นมีพลัง คนค้นคน
ลูกศิษย์คนหนึ่งเขียนมาหา
เห็นที่ อ. โพสแล้วคงต้องบอกว่าในอนาคตผมคงได้ส่งคนไข้ไปหา อ. และ Ob ที่ pro เรื่อง abortion อีกเยอะครับ
วันก่อนราชวิทยาลัย FM จัดประชุม แล้วมีหัวข้อเรื่อง Unwanted pregnancy โดย อ. กำแหง จาตุรจินดา พวก Resident รุ่นพี่รุ่นน้องพระมงกุฎของผมที่จบ พบ. ที่เดียวกันจากสถาบันแห่งหนึ่งดูประหลาดใจมากที่โลกนี้มีการทำแท้งอย่างอื่นโดยไม่ใช่ indication ทางกายของแม่ และพวกเขาบอกว่าเกิดมาเพิ่งเคยเห็น MVA
ช่วง break เลยนั่งคุยดูว่าคิดเห็นอย่างไร ทุกคนบอกตรงกันว่าถ้าคนไข้ walk in ไปสถาบันของตน จะโดนตะล่อมจนต้อง go on pregnancy สถานเดียว พอถามว่าแล้ว you จะทำ/refer เคสพวกนี้มั้ย ทุกคนส่ายหน้าเหมือนกันหมดว่าไม่ เพราะไม่อยากแปดเปื้อน +ไม่มั่นใจเรื่องกฏหมาย+ conscientious objection