กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย
สิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีโดยเสมอภาคกัน เพื่อการดำรงชีวิตได้อย่าง มีศักดิ์ศรีมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่าง เต็มที่และสร้างสรรค์ ดังนั้นจึงเป็นสิทธิที่ได้มาพร้อมกับการเกิดและเป็นสิทธิติดตัวบุคคลนั้น ตลอดไปไม่ว่าจะอยู่ในเขตปกครองใด หรือเชื้อชาติ ภาษา ศาสนาใด ๆ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ให้สัตยาบันปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๑และได้มีการรับรองสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญ ของไทย
ในสังคมปัจจุบัน สถานการณ์ปัญหาอาชญากรรมมีลักษณะก่อเหตุทวีความรุนแรงขึ้นดังเห็นได้จากข่าวหรือหนังสือพิมพ์ รัฐจึงมีมาตรการป้องกันสังคมให้สงบสุขโดยมีการตรากฎหมาย ทั้งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายอาญาเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด และป้องกันการเกิดอาชญากรรม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลจึงได้มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหรืออาจเรียกได้ว่า สิทธิขั้นพื้นฐาน ได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 และตามประมวลกฎหมายอาญา การลงโทษผู้กระทำความผิด มี 5 ประเภท คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน
โทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุด ที่ใช้ต่อผู้กระทำความผิด เพื่อแก้แค้นทดแทนความผิดที่ได้กระทำขึ้นรวมทั้งยังเป็นการข่มขู่ยับยั้ง และสำคัญที่สุดคือการตัดโอกาสการกระทำผิดซ้ำอันเป็นการกำจัดผู้กระทำความผิดออกไปจากสังคมอย่างเด็ดขาดด้วยการกระทำวิธีถึงแก่ความตาย สำหรับประเทศไทยได้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตจากการใช้อาวุธปืนมาเป็นการฉีดสารยาพิษ
แม้การก่ออาชญากรรมจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาแต่การลงโทษประหารชีวิตเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน เนื่องจากสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเป็นหลักการสูงสุด ตามด้วยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมาอิสระเสรี และเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิประสาทเหตุผล และมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง จึงมีประเด็นถกเถียงว่าการลงโทษประหารชีวิตจำเป็นหรือไม่เนื่องจากมีความเห็นว่าการลงโทษประหารชีวิตนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้วยังตัดโอกาสการกลับตัวของผู้กระทำความผิด หรือในกรณีที่ผู้นั้นมิใช่ผู้กระทำความผิดจริงก็จะเป็นการคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์
ในความเห็นข้าพเจ้า แม้การลงโทษด้วยการประหารชีวิตจะเป็นการขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และศีลธรรมทางศาสนาแต่หากคำนึงถึงสังคมไทยแล้วนั้น เมื่อเทียบกับสถิติและปัญหาอาชญากรรมยังคงมีอยู่มากและปัญหาอาชญากรที่โหดร้ายและทารุณกว่าในอดีต อีกทั้งปัญหาความรุนแรงที่มาจากกลุ่มก่อการร้ายต่างๆก็จะมีแต่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อกล่าวถึงโทษในสังคมไทยที่รุนแรงที่สุดก็คือโทษประหารชีวิต ซึ่งก็นับว่าเป็นการลงโทษต่อผู้กระทำผิดที่รุนแรงที่สุดอยู่ แล้ว และการมีโทษประหารชีวิตจะเป็นการป้องกันอาชญากรรมและส่งผลให้ผู้คนเกรงกลัวต่อการกระทำความผิด อันเป็นหลักศักดิ์สิทธิ์ทางกฎหมายให้ผู้คนยำเกรงและเคารพกฎหมายมากขึ้นเพื่อความสงบสุขของสังคมไทย
อย่างไรก็ตามประเทศไทยจะมีการยกเลิกโทษประหารชีวิตได้แต่ควรยกเลิกในภายภาคหน้า โดยมีการเตรียมความพร้อมในสังคมไทยเสียก่อน ดังเช่นพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ มีการเพิ่มงบประมาณ มีการสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคม การควบคุมปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น เมื่อมีการเตรียมความพร้อม การยกเลิกโทษประหารชีวิตจะเป็นได้อย่างง่ายขึ้น
อ้างอิง
file:///C:/Users/ACER/Desktop/jrp2555_10_25.pdf
http://www.lexilogos.com/declaration/thai.htm
http://www.l3nr.org/posts/465841