ตามกฎหมายแล้วสิทธิมนุษยชนได้ถูกบัญญัติเอาไว้ในกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศและในกฎหมายภายในของหลายรัฐอย่างไรก็ตามสำหรับคนจำนวนมากแล้วหลักการของสิทธิมนุษยชนนั้นกินขอบเขตเลยไปกว่ากฎหมายและก่อร่างขึ้นเป็นหลักศีลธรรมพื้นฐานสำหรับวางระเบียบภูมิศาสตร์การเมืองร่วมสมัยสำหรับคนกลุ่มนี้แล้วสิทธิมนุษยชนคือความเสมอภาคในอุดมคติ

          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2540[1] เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีสาระสำคัญเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้นตลอดจนปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญซึ่งมีบทบัญญัติมาตรา199 และมาตรา200 บังคับไว้ในส่วนที่8 ที่ว่าด้วย“คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่อมาได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2550 ได้บัญญัติไว้ในหมวด11 ส่วนที่2 ว่าด้วยองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ 

          สิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 ในส่วนที่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษอันอาจมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยตรง  โทษทางกฏหมายอาญาซึ่งได้แก่ประหารชีวิตจำคุกกักขังปรับริบทรัพย์สิน

          สำหรับประเทศไทยการประหารชีวิตมีมาตั้งแต่สมัยโบราณคือการใช้ดาบตัดคอและเสียบหัวประจานและยกเลิกการตัดคอไปในสมัยการปฏิรูปการปกครองปี2475 ให้เหลือเพียงการเสียบหัวประจานในปี2477 ได้มีปรับเปลี่ยนเป็นการยิงเป้า กระทั่ง19 ตุลาคม2546 การประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าก็กลายเป็นอดีตเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประหารชีวิตนักโทษจากการยิงเป้าไปเป็นการนำมาฉีดยาหรือสารผิดให้ตาย

          หากมองในมุมนักสังคมวิทยาการประหารชีวิตตามความเชื่อพื้นฐานทางอาชญาวิทยาให้เหตุผลหลักๆของโทษประหารชีวิตไว้3 ประการคือหลักการตอบแทนเป็นบทลงโทษที่สมน้ำสมเนื้อหลักการแก้แค้นแทนผู้ถูกกระทำความผิดและญาติและหลักการเป็นเยี่ยงอย่างคือเป็นตัวอย่างให้สังคมและคนในสังคมไม่กระทำความผิดในแบบเดียวกัน

          แต่ในความเป็นจริงข้อกฎหมายการประหารชีวิตก็ได้รับการคัดค้านจากบางฝ่ายมาตลอด  ดังเช่นองค์กร“แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล” องค์กรนิรโทษกรรมสากลรวมทั้งกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ถือว่าการประหารชีวิตเป็นการปฎิเสธริดรอดสิทธิที่มนุษย์พึงมีปฏิญญาสากลนั้นถือเป็นการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรูปแบบนี้ถูกกระทำในนามของความยุติธรรมหรือล่าสุดแผนแม่บทสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่2 (2552-2556) ประเทศไทยได้ระบุว่าหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนคือการพิจารณากฎหมายที่มีอัตราโทษประหารชีวิตให้ยกเลิกเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตภายในปี2556 [2]

          สำหรับประชาคมอาเซียน [3] กัมพูชาและฟิลิปปินส์ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภทส่วนลาวพม่าและบรูไนได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ   ส่วนประเทศไทยอินโดนีเซียมาเลเซียสิงคโปร์และเวียดนามยังคงมีและใช้โทษประหารชีวิตอยู่

          เมื่อพิจารณาตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน [4]ข้อ5 โทษประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน“บุคคลใดจะถูกทรมานหรือได้รับการปฏิบัติหรือการลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหดร้าย, ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีไม่ได้” ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้มีการรวมตัวกันเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตเพราะถือว่าการที่รัฐบาลประหารชีวิตนักโทษซึ่งถือว่าเป็นประชาชนคนหนึ่งนั้นเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจซึ่งรัฐเองไม่ควรทำแบบเดียวกับที่อาชญากรกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนองค์การสหประชาชาติเองก็ได้มีการเรียกร้องให้ทั่วโลกพักการลงโทษประหารชีวิตส่วนในประเทศไทยนั้นโทษประหารชีวิตยังคงมีผลบังคับใช้และเมื่อทบทวนประวัติศาสตร์โทษประหารชีวิตในประเทศไทยแม้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประหารชีวิตให้มีความทรมานน้อยลงแต่อย่างไรก็ตามการบังคับใช้โทษประหารชีวิตก็ยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งรัฐเป็นผู้กระทำเสียเอง

         ความเห็นส่วนตัว

          ในความเห็นของข้าพเจ้าข้าพเจ้าคิดว่าการประหารชีวิตถือว่าขัดหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกหรือสนับสนุนให้คนกระทําผิดไม่รับโทษเพียงแต่เห็นว่าการประหารชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าสมเหตุสมผลและยังเป็นการลงโทษที่โหดร้ายลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสี่ยงต่อการประหารชีวิตคนบริสุทธิ์อีกทั้งตไม่ได้เป็นแนวทางที่จะยับยั้งอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้จริงในสังคมให้มีความปลอดภัยหรือทําให้คนเกรงกลัวไม่กล้าที่จะกระทําผิดได้จริงจะยิ่งทําให้สังคมเกิดความเลวร้ายมากขึ้นเพราะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบและช่างน้ําหนักว่าแม้จะตัดสินโทษร้ายแรงแต่ก็คุ้มค่าต่อสิ่งที่ตนกระทําที่ต้องหาหนทางอื่นมาแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นมากกว่าการประหารชีวิต

          จึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการดําเนินงานยกเลิกโทษประหารชีวิตตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ทัดเทียมกับนานาประเทศ โดยส่งเสริมความรู้ให้ประชาชนได้ตระหนักและเห็นความความสําคัญของการรณรงค์ให้เปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตในประเทศไทยว่าโทษประหารชีวิตไม่ใช่หนทางที่แก้ไขปัญหาอาชญากรรมหรือจะลดอาชญากรรม ที่จะเกิดขึ้นได้จริงทั้งนี้ประเทศไทยมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ไม่สมควรลงโทษประหารชีวิตให้เหลือเพียงโทษจําคุกตลอดชีวิตหรือโทษอื่นที่เหมาะสม 

อ้างอิง

[1] "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 ถึง ปัจจุบัน." (ออนไลน์). http://www.nhrc.or.th/2012/wb/th/page.php?id=16&menu_id=2&groupID=1&subID=14&page=page15-1l  (สืบค้นวันที่ 9 เมษายน 2557)

[2] "โทษประหารชีวิตควรมีต่อไปหรือไม่? ." http://news.mthai.com/webmaster-talk/252462.html (ออนไลน์). (สืบค้นวันที่ 9 เมษายน 2557)

[3]"ความหมายและความสำคัญของประชาคมอาเซียน."

http://aec.kapook.com/view50473.html (ออนไลน์). (สืบค้นวันที่ 9 เมษายน 2557)

[4]"ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน." http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf (ออนไลน์). (สืบค้นวันที่ 9 เมษายน 2557)