นิยามตามพระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2542 มาตรา 3 “สิทธิมนุษยชนหมายถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  หรือตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม”

             การรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศ (ประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญา)  อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก   อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ  กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง  กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ ทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ส่วนการรับรองในกฎหมายภายในประเทศ ได้แก่  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกฎหมายและพระราชบัญญัติต่างๆ[1]

             สิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในส่วนที่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ อันอาจมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยตรง  โทษทางกฏหมายอาญาซึ่งได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขังปรับริบทรัพย์สิน

        สำหรับโทษประหารชีวิตเป็นโทษลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายอาญา มีความหมายว่า การปฎิบัติของรัฐต่อผู้กระทำผิด โดยทำให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายเป็นการทดแทนกับความผิดของผู้กระทำ เมื่อพิจารณาแล้วโทษประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 5 “บุคคลใดจะถูกทรมานหรือได้รับการปฏิบัติหรือการลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีไม่ได้” ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้มีการรวมตัวกันเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต เพราะถือว่า การที่รัฐบาลประหารชีวิตนักโทษซึ่งถือว่าเป็นประชาชนคนหนึ่งนั้น เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ ซึ่งรัฐเองไม่ควรทำแบบเดียวกับที่อาชญากรกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติเอง ก็ได้มีการเรียกร้องให้ทั่วโลกพักการลงโทษประหารชีวิต ส่วนในประเทศไทยนั้น โทษประหารชีวิตยังคงมีผลบังคับใช้ และเมื่อทบทวนประวัติศาสตร์โทษประหารชีวิตในประเทศไทย แม้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประหารชีวิตให้มีความทรมานน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้โทษประหารชีวิตก็ยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งรัฐเป็นผู้กระทำเสียเอง[2] 

             นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแม้วิธีการประหารชีวิตจะมีความทรมานน้อยลง หากแต่โทษประหารชีวิตของไทยกลับทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ในปี พ.ศ. 2499 ได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ ซึ่งระบุโทษประหารชีวิตในหลายกรณี เช่น ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ, ความผิดเกี่ยวกับการปกครองและกระบวนการยุติธรรม, ความปลอดภัยของสาธารณชน, การคุกคามทางเพศ, ชีวิตและความปลอดภัยทางร่างกาย, เสรีภาพและทรัพย์สินส่วนบุคคล, การขู่เข็ญเรียกค่าไถ่, การขู่กรรโชกและการปล้นทรัพย์สิน นอกจากนั้น ยังมีพระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ. 2522 ซึ่งโทษสูงสุดคือการประหารชีวิตเช่นกัน ปัจจุบัน พระราชบัญญัติยาเสพติดได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม เป็น พระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ. 2544 โดยโทษประหารชีวิตยังคงอยู่ ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมาโทษประหารชีวิตส่วนใหญ่มาจากคดียาเสพติด โทษประหารชีวิตของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในปี พ.ศ. 2546 เมื่อรัฐสภาไทยผ่านกฎหมายห้ามโทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตสำหรับผู้เยาว์ นอกจากนี้ ยังได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประหารชีวิตจากการยิงเป้าเป็นฉีดยาหรือสารพิษเข้าเส้นแทน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายและวิธีการประหารชีวิตในกฎหมายไทย ประเทศไทยยังคงมีจุดยืนในการบังคับใช้โทษประหารชีวิต ในปี พ.ศ. 2551 ประเทศไทยออกเสียงคัดค้านมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่เรียกร้องให้ทั่วโลกพักการประหารชีวิต และถัดมาในปี พ.ศ. 2552 นี้ นักค้ายาเสพติดสองรายถูกตัดสินให้รับโทษประหารชีวิต โดยการฉีดยาเข้าเส้น ซึ่งนับเป็นคดีประหารชีวิตสองรายแรก หลังจากที่ประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตมาเป็นระยะเวลา 6 ปี การมีอยู่ของโทษประหารชีวิตตั้งแต่ พ.ศ. 1978 จนถึงปัจจุบัน น่าจะนำไปสู่การทบทวนถึงความจำเป็นและประสิทธิภาพของโทษประหารชีวิตในการต่อสู้กับอาชญากรรมร้ายแรงรวมถึงยาเสพติด และการที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเสียเอง เช่นเดียวกันกับการพิจารณาถึงความเห็นที่ว่า สังคมไทยสนับสนุนโทษประหารชีวิตซึ่งเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งในการแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นหรือไม่[3]

[1]กฎหมายสิทธิมนุษยชน - WordPress.com

[2] “บทความ โทษประหารชีวิต - Pantownwww.pantown.com/board.php?id=8476

[3] โทษประหารชีวิตในประเทศไทย - Amnesty International Thailand http://www.amnesty.or.th/en/component