ปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย/ คนหนีภัยความตาย


              จาก  
https://www.unhcr.or.th/th/news/general/697


            อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ให้คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัย หมายถึง  บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง(1 ) ในขณะที่ผู้ลี้ภัยไม่อาจพึ่งพาหรือได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลของตนได้ จึงมีความจำเป็นต้องอพยพออกจากที่ตนอยู่ไปยังประเทศเทศที่ปลอดภัย  เช่น สถานการณ์ที่ซีเรียกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ประชาชนต้องหนีภัยสงครามกลางเมืองจากการที่รัฐบาลตัดสินใจใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา  เหตุเหล่านี้นำมาซึ่งความสูญเสียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บ้านเรือน ทรัพย์สิน รวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่หรือแม้กระทั่งครอบครัวของผู้ลี้ภัยเอง  ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งทำให้ประชาชนในซีเรียต้องลี้ภัยไปยังประเทศอื่นที่ปลอดภัยกว่า

           สหประชาชาติเรียกคนเหล่านี้ว่า “ผู้ลี้ภัย” ส่วนรัฐบาลไทยเรียกว่า “ผู้อพยพหรือผู้หนีภัยความตาย”  แม้ประเทศไทยได้ให้ที่หลบภัยแก่กลุ่มบุคคลที่หนีภัยจากการสู้รบ หรือการปราบปรามทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงที่หนีความขัดแย้งภายในประเทศพม่า แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้ลงนามในอนุสัญญา ค.ศ.1951 ว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย หรือในพิธีสาร ค.ศ. 1967 ของอนุสัญญาดังกล่าว  อีกทั้งไม่มีกฎหมายไทยในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ หรือการได้รับความคุ้มครองที่ผู้ลี้ภัยพึงจะได้รับ(2)

           แต่รัฐบาลไทยก็ได้ร่วมมือกับ UNHCR เพื่อช่วยเหลือผู้ขอลี้ภัย ซึ่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มีผ่อนผันให้ฝ่ายบริหารของรัฐบาลเลี่ยงการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้อย่างเข้มงวด โดยอาศัย มาตรา 17 ซึ่งระบุว่า  ในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใดหรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีใด ๆ ก็ได้ภายใต้มาตรานี้(3) ข้อบังคับทางการบริหารได้ถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการรับบุคคลเฉพาะกลุ่มเข้าประเทศ และให้อยู่ในประเทศไทยจึงถือว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สองหรือประเทศผู้รับ ซึ่งได้มีการจัดสถานที่พักพิงชั่วคราวให้แก่ผู้หนีภัยความตาย โดยมีองค์กร NGOs ต่างประเทศตกลงจดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยในการให้ความช่วยเหลือ(4) ในด้านปัจจัยสี่อาทิเช่น อาหาร เครื่องห่ม ยารักษาโรค

          สิทธิของผู้ลี้ภัยตามกฎหมายระหว่างประเทศ ในการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ตามที่ระบุในอนุสัญญาว่าสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์  ดังปรากฏในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948(5) ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิต เสรีภาพ ความปลอดภัย อิสรภาพจากเป็นทาส  ได้รับการรับรองสถานภาพของบุคคลตามกฎหมาย สิทธิที่จะได้รับการศึกษา สิทธิในการแสวงหาและพักพิง ผู้หนีภัยความตายเมื่อมาอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวก็มีข้อจำกัดอยู่ว่าบุคคลผู้หนีภัยความตายนั้นไม่อาจออกไปนอกศูนย์ได้  เมื่อมีการจำกัดบริเวณเป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัยความตามมา คือ ความไม่เท่าเทียมกับบุคคลทั่วไปในสิทธิที่ผู้หนีภัยความตายซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งพึ่งมีพึ่งได้ตามหลักสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐาน สิทธิในการเดินทางโดยเสรีหรือสิทธิที่จะทำงาน ซึ่งตัวอย่างปัญหาที่พบเห็นโดยทั่วไปเช่น  เมื่อบุคคลเหล่านี้แอบออกจากศูนย์เพื่อหางานทำ  ทำให้กลายเป็นการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งรัฐไทยก็ไม่อาจยอมรับที่จะผูกพันตามกฎหมายที่จะให้สิทธิเข้าเมืองและสิทธิอาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมายเข้าเมืองแก่คนหนีภัยความตายเหล่านั้น ตามกฎหมายไทยนั้นก็จะถือว่าเป็น "บุคคลเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย”ซึ่งอาจจะไปสู่ปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติในเวลาต่อมา(6) และแม้ว่าภายในศูนย์พักพิงชั่วคราวจะมีการจัดให้มีการศึกษาก็ตาม แต่เมื่อเด็กที่เรียนจบแล้วก็ไม่อาจนำความรู้ที่เรียนมาใช้ในการประกอบอาชีพได้เพราะมีการห้ามทำงานนอกค่าย จึงอาจทำให้การพัฒนาในศักยภาพความเป็นมนุษย์ลดลง

           แม้ว่าผู้หนีภัยความตายจะได้รับการอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยตามกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมและไม่บังคับให้เดินทางกลับสู่ประเทศมาตุภูมิของผู้หนีภัยความตายก็ตาม ซึ่งคำว่า “ระยะเวลาที่เหมาะสม” เป็นคำที่มีความหมายกว้างและเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาได้ว่า สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศมาตุภูมิของผู้หนีภัยความตายจะเป็นไปในทิศทางใด ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศไทยด้วยว่า "ระยะเวลาที่เหมาะสม"นั้นคือระยะเวลานานเท่าใด  ซึ่งอาจจะนำไปสู่การได้รับการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อีก(7)

          หากประเทศไทยร่วมลงนามในอนุสัญญาสถานภาพผู้ลี้ภัยนั้น จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากนัก เพราะมีภาคีร่วมรับผิดชอบด้วยก็จะทำให้มีหลักประกันมากขึ้น และการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ UNHCR ก็จะเข้ามามีบทบาทมีอำนาจในการดูแลผู้ลี้ภัยมากขึ้น  อีกทั้งโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎหมายสิทธิมนุษยชน ฉบับอื่น ๆ ก็จะต้องใช้ฐานที่ว่า  ความเท่าเทียมกัน เมื่อผู้ลี้ภัยเป็นมนุษย์จึงควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับประชาชนในรัฐนั้น เช่น สิทธิการเดินทางโดยเสรี ในประเทศและหากต้องการเดินทางไปต่างประเทศ รัฐที่ดูแลผู้ลี้ภัยอยู่ก็ต้องออกเอกสารเดินทางให้ รวมไปถึงสิทธิทางการศึกษาและสิทธิอื่น ๆ ก็ต้องเท่าเทียมกัน(8)

           เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดจากสถานการณ์ปัจจุบันเห็นได้ว่าผู้หนีภัยความตาย ยังไม่ได้รับการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป ตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งทางการแก้ไขปัญหานี้สำหรับตัวผู้เขียนมีความเห็นว่าหากมีปฏิบัติต่อผู้หนีภัยความตายดีแล้ว การลงนามในอนุสัญญาหรือไม่นั้นก็ไม่สำคัญ แต่เพื่อให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นก็ควรมีมาตรการหรือนโยบายที่ชัดเจนและการออกกฎหมายที่ดีต้องสามารถบังคับใช้ได้กับทุกคนเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายในการถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

____________________________________________________________________________________

(1)ผู้ลี้ภัยคือใคร.สืบค้นเมื่อ 6เมษายน,ปี2557,จากเว็บไซด์:https://www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee
(2) ,(8)บทสัมภาษณ์ : “สิทธิของผู้หนีภัยความตาย”จากมุมมองนักวิชาการด้านสิทธิ,สืบค้นเมื่อ 5 เมษายน,ปี2557,จากเว็บไซด์:  http://salweennews.org/home/?p=986
(3) สืบค้นเมื่อ 6เมษายน,ปี2557,จากเว็บไซด์ :http://www.immigration.go.th/nov2004/doc/act_imm_2...
(4)  เปิดค่ายผู้ลี้ภัย "มองหาชีวิต",สืบค้นเมื่อ 6 เมษายน,ปี2557,จากเว็บไซด์:  http://www.thaingo.org/story/leepai2744.htm
(5)  Natcha Rattaphan. ผู้ลี้ภัย-ปัญหาและแนวทางการให้ความช่วยเหลือ,สืบค้นเมื่อ 4 เมษายน,ปี2557,จากเว็บไซด์:   http://www.l3nr.org/posts/367715
(6) ,(7)  นาย ภาคภพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา.ผู้หนีภัยความตาย แนวทางดี แต่วิธีปฏิบัติยังมีปัญหา,สืบค้นเมื่อ 5 เมษายน,ปี2557,จากเว็บไซด์:  http://www.l3nr.org/posts/535713