2. ข้อดีและข้อเสียจากการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ด
จากโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดเป็นนโยบายประชานิยม ที่เป็นการกระจายทุนส่วนกลางไปช่วยเหลือบุคคลที่มีรายได้น้อย โดยผ่านการเลือกตั้ง จึงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นเป็นอย่างมาก การเขียนบทความนี้ ผมได้ศึกษาเอกสารจาก บทความของอาจารย์วิโรจน์ ณ ระนอง เรื่อง การแทรกแซงด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย (http://prachatai.com/journal/2012/11/43882), ซีรีส์จำนำข้าว: ปัญหาและทางออก ( http://prachatai.com/journal/2012/10/43107), วิเคราะห์โครงการรับจำนองข้าวอีกครั้ง (http://prachatai.com/journal/2014/01/51541) และอาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์ เรื่อง ความล้มเหลวของการจำนำข้าวทุกเม็ด : การสร้าง “ ความต้องการเทียม” ในตลาดเปราะบาง (http://prachatai.com/journal/2012/11/43476) และบทความอื่นๆในทางเศรษฐศาสตร์ สามารถสรุปได้ดังนี้
2.1 รัฐบาลจำเป็นต้องแทรกแซงด้านเศรษฐกิจในหมู่ประชาชนด้วยตนเองหรือไม่
ในปัจจุบันนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าควร ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้
1.ในระบอบประชาธิปไตยนั้น การแทรกแซงของรัฐบาล (เช่น การเอาเงินภาษีไปอุดหนุนคนบางกลุ่มเป็นพิเศษไม่ว่าชาวนา นายทุน หรือผู้มีบารมี การกู้และนำเงินกู้มาใช้ในโครงการต่างๆ การกำหนดราคา ค่าจ้างขั้นต่ำและกติกาต่างๆ) เป็นสิทธิ (และในบางกรณีเป็นหน้าที่ด้วย) ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่จะตัดสินใจ
2. การตัดสินใจเหล่านี้ ถือเป็นการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลย่อมได้รับเครดิตและในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองจากผลการตัดสินใจเหล่านั้น ซึ่งรวมถึงเสียงสะท้อนทั้งบวกและลบ การถกเถียงทั้งในและนอกสภา ความนิยมซึ่งอาจมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป
3. แต่นโยบาย มาตรการ โครงการ ต่างๆ มีทั้งที่มีและไม่มีประสิทธิผล มีผลกระทบที่แตกต่างกัน การเลือกใช้เครื่องมือที่ได้ผลตามเป้าหมายที่วางไว้จึงมีความสำคัญในการบริหารในทุกระดับ โดยเฉพาะการบริหารประเทศ
4. โครงการต่างนั้นมีหลายกรณีที่จะต้องทำความเข้าใจในตัวโครงการอย่างลึกซึ้ง สามารถคาดการณ์ผลได้ผลเสียในตัวโครงการนั้นอย่างมีเงื่อนไข กล่าวคือ รู้ว่าทำอย่างนี้แล้วจะโดยผลดีหรือผลเสียเท่าไร
5. การมีอำนาจและหน้าที่ที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจะสมเหตุสมผลเสมอไป (มีตัวอย่างให้เห็นในหลายประเทศ) ความเห็นและความเชื่อของผู้เชี่ยวชาญอาจจะผิดหรืออาจมองในแง่มุมที่ไม่ครบถ้วน (หรืออาจมีอคติจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้) แต่ก็เช่นเดียวกับความเห็นหรือสามัญสำนึก (common sense) ที่มักฟังดูน่าเชื่อถือ (make sense) จากผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญ ทุกคนจึงควรมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แต่ก็ควรระมัดระวังในการปักใจเชื่อความเห็นหรือเหตุผลของตัวเอง (ไม่น้อยกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญควรต้องทำ) และสนใจรับฟังแง่มุมที่ต่างจากตัวเอง
6. ก่อนที่รัฐจะแทรกแซงประชาชนทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ รัฐต้องตระหนักว่าตนเองทำได้ดีกว่าเอกชนหรือไม่ ถ้าทำได้ไม่ดีหรือแย่กว่า ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเอกชนจะดีที่สุด
กล่าวโดยสรุป การแทรกแซงด้านเศรษฐกิจจากรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิทธิ หรือแม้แต่เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะทำในหมู่ประชาชน แต่การกระทำนั้นย่อมต้องมีผลดีและผลเสียในการกระทำนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อนึ่งถ้าจะทำโครงการดังกล่าว รัฐบาลต้องรู้จักโครงการของตนเองให้ดี รู้ว่าเงื่อนไขอะไรจึงก่อให้เกิดผลดีและผลเสีย และหากภาคประชาสังคม (civil society) ไม่เข็มแข็งแล้ว รัฐบาลก็อาจหลงทาง ก่อให้เกิดการคอรัปชั่นได้ง่าย ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ หากเอกชนทำสิ่งที่รัฐจะทำให้กับประชาชน รัฐต้องดูว่าเอกชนทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีหรือไม่ ถ้าดี ให้เอกชนทำ แต่ถ้าไม่ดี ให้รัฐทำ
"จำได้ว่า...เมื่อเด็กๆกินข้าว..หก..ออกไปนอกจาน..ย่า..จะบอกว่า..ให้เก็บข้าวแต่ละเม็ดไปโยนน้ำ..ให้ดัง..ตูมๆๆๆ..."..สรุปว่า
คงเป็น..ความคิด..ของคนโบราณ..ถึง..คุณค่า..เมล็ดข้าว..ที่..แทรกแซง..ทางการเมือง(นอกระบบ)ไม่ได้...เพราะเป็นการทุบหม้อข้าว.."ข้าว"..ไม่ได้หกออกนอก..จานเช่นเคย..