ข้อคิดที่ได้จาก ภาพยนตร์ Amazing Grace

เนื้อเรื่องโดยสรุป

เป็นภาพยนตร์ที่ดำเนินเรื่องผ่านชีวประวัติของ William Wilberforce นักอุดมการณ์หนุ่มผู้มีชื่อเสียง ผู้เป็นสมาชิกของรัฐสภาอังกฤษ ที่อายุน้อยที่สุดในเวลานั้น เพื่อมายกเลิกกฎหมายการค้าทาสในสหราชอาณาจักรอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นการค้าทาสเป็นการค้าที่นับว่าเป็นการค้าที่มีมูลค่าสูงจนแทบประเมินค่าไม่ได้ เนื่องจากมีทาสผิวดำชาวแอฟริกาถูกเกณฑ์มาขายในตลาดค้าทาส ผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลเกิดขึ้นบนเลือดเนื้อ ความตายและความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์ ที่พวกเขาไม่ต่างอะไรกับสัตว์ใช้งาน ซึ่งในขณะนั้น ใครๆก็มีสิทธิที่จะกอบโกยผลประโยชน์จากชีวิตทุกหยาดเหงื่อของทาสได้อย่างชอบธรรม เพียงเพราะเขาเกิดมามีสีผิวและหน้าตาที่แตกต่างจากคนบางกลุ่มเท่านั้น[1]

ข้อคิดที่ได้รับจากภาพยนตร์ Amazing Grace

      ประการที่หนึ่ง ภาพยนตร์ Amazing Grace  เป็นภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของผู้ซึ่งมีหน้าที่บริหารประเทศ โดยแสดงให้เห็นได้จากตัวละครผู้ซึ่งเป็นผู้ดำเนินเรื่อง คือ William Wilberforce ซึ่งเป็นสมาชิกสภาอังกฤษที่ได้แสดงบทบาทที่การเป็นผู้แทนของประชาชนที่แท้จริงซึ่งได้กระทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของตนภายในประเทศได้อย่างดีเยี่ยม โดยการผลักดันบทกฎหมายการยกเลิกการค้าทาส ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่แม้จะมีผลกระทบต่อการค้าของประเทศแต่เป็นบทบัญญัติที่แสดงเจตจำนงแทนประชาชนบางส่วนภายในรัฐของตน ซึ่งถือได้ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี

       ประการที่สอง การเสนอร่างกฎหมายการเลิกทาสที่ William Wilberforce ได้เสนอต่อสภาอังกฤษเป็นช่วงเวลาที่การค้าทาสนับว่าเป็นการค้าที่ผู้ค้าจะได้รับผลตอบแทนที่มีมูลค่าสูงมาก นอกจากนั้นแล้วผู้ค้าทาสมักจะค้าทาสที่เป็นชาวแอฟริกาซึ่งเป็นคนผิวสีและมองว่าการค้าทาสนี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ทาสชาแอฟริกามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงเป็นการเสนอแนวความคิดที่ขัดต่อคนส่วนใหญ่ภายในประเทศ ซึ่งในขณะนั้นการดำเนินงานซึ่งต้องใช้แรงงานภายในประเทศล้วนเป็นการใช้แรงงานจากทาสทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วการเสนอร่างกฎหมายที่  William Wilberforce  เสนอจึงใช้เวลายาวนานมากกว่าจะผ่านการอนุมัติในสภาของอังกฤษ โดยการเสนอร่างกฎหมายนี้แสดงให้เห็นความพยายามที่จะผลักดันความถูกต้องของการไม่ใช้แรงงานทาสด้วยการค้าทาสเยี่ยงสัตว์นี้ เพื่อคุ้มครองความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนที่เกิดมาบนโลกอย่างเป็นธรรม ซึ่ง William Wilberforce ต้องใช้เวลากว่า 20 ในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว และได้ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กรกฎาคม  1833[2]

          ประการที่สาม การที่ William Wilberforce นั้นได้มีความพยายามผลักดันร่างกฎหมายการยกเลิกทาสในสหราชอาณาจักรเป็นเวลากว่า 18ปีนั้นเป็นความพยายามที่มาจากความศรัทธาในความถูกต้อง จึงเห็นได้ว่าเมื่อเรามีความศรัทธาที่ถูกต้องแล้วเราควรเชื่อว่าเราจะสามารถทำได้อย่างสำเร็จ และเมื่อเราทำได้จนสำเร็จแล้ว ย่อมนำมาซึ่งการยอมรับจากคนในสังคม ซึ่งเห็นได้จากตอนท้ายของภาพยนตร์ เมื่อประธานรัฐสภาได้ประกาศว่าร่างกฎหมายการเลิกทาสนั้นได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ได้รับเสียงปรบมือจากประชาชนรวมทั้งสมาชิกรัฐสภาคนอื่นๆ ซึ่งเห็นด้วยกับการกระทำ ความศรัทธาในความเชื่อที่ถูกต้อง และความพยายามของ William Wilberforce ซึ่งได้กระทำจนสำเร็จ

             ประการที่สี่ การที่William Wilberforce แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามและอดทนอย่างมากในการผลักดันร่างกฎหมายยกเลิกการค้าทาส แต่William Wilberforce ก็ยังคงใช้วิธีการที่ถูกต้องตามระบอบการปกครองของประเทศตนซึ่งต้องผ่านร่างกฎหมายด้วยความเห็นชอบจากสมาชิกสภา โดยเห็นได้จาก ในช่วงต้นเรื่องที่William Wilberforce และผู้สนับสนุนตนได้ร่วมกันค้นหารายชื่อของประชาชนผู้เห็นด้วยกับแนวความคิดของตน เพื่อแสดงให้สมาชิกในสภาได้ทราบความคิดเห็นของประชาชนคนอื่นๆ และการพยายามค้นหาพยาน และหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าการค้าทาสในประเทศนั้นเป็นการค้าที่ไร้มนุษยธรรมจนเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งๆควรจะได้รับ แม้ว่าจะใช้ความพยายามมากเพียงใดแต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันจนสำเร็จ แต่ William Wilberforce ก็ยังคงจะพยายามค้นหาวิธีอื่นๆต่อไปที่ผลักดันร่างกฎหมายนั้นโดยไม่ได้ใช้วิธีที่รุนแรงหรือวิธีที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ดังนั้นแล้วแสดงให้เห็นได้ว่า วิธีของการได้มาซึ่งความสำเร็จนั้นย่อมไม่ใช่เพียงแต่มองว่าสำเร็จหรือไม่เพียงอย่างเดียวแต่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงวิธีที่ถูกต้องอีกด้วย

             ประการที่ห้า เนื่องจากการค้าทาสเป็นการค้าที่การค้ามีได้รับกำไรมูลค่าสูงมาก และเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในสมัยนั้น การที่ William Wilberforce ต้องการผลักดันกฎหมายการค้าทาสนั้นย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก จากภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นการผลักดันร่างกฎหมายเป็นไปอย่างยากลำบาก จนในตอนท้ายของเรื่อง  William Wilberforce ได้ร่วมหาวิธีการผลักดันร่างกฎหมายการยกเลิกทาสกับกลุ่มผู้สนับสนุนของตน โดยการเปลี่ยนวิธีการจากเดิมที่จะเสนอต่อสภาโดยตรงแต่เปลี่ยนเป็นการเสนอร่างกฎหมายอื่นเพื่อเป็นการบังคับผู้ค้าทาสทางอ้อม โดยการผลักดัน ร่างกฎหมายการปักธงชาติบนเรือสินค้า ( การปักธงชาติบนเรือ เป็นการแสดงถึงสัญชาติของเรือแต่ละลำว่าเป็นเรือของชาติใด ดังนั้นแล้วหากเรือลำใดไม่ได้ปักธงชาติใดย่อมหมายความว่าเป็นเรือไม่มีสัญชาติ ไม่ได้เป็นของชาติใด เมื่อเข้ามาในอาณาเขตน่านน้ำของประเทศใดย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับของประเทศนั้น ย่อมรวมถึงการต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆด้วย ) ดังนั้นแล้วเมื่อเรือที่ขนคนเพื่อทำการค้าทาสเมื่อไม่ได้ปักธงของชาติใดย่อมเป็นเรือที่ไม่มีสัญชาติและเมื่อได้แล่นเข้ามาในน่านน้ำของสหราชอาณาจักรแล้วย่อมตกอยู่ภายใต้อาณัติของสหราชอาณาจักรทั้งสิ้น ทำให้สหราชอาณาจักรนั้นสามารถเข้ามาควบคุมการค้าทาสของผู้ค้าทาสได้ด้วยโดยทางอ้อม เป็นกลยุทธิ์ที่แปลกใหม่แต่สามารถนำมาปฏิบัติได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องใดๆ ย่อมสามารถทำได้หลาหลายวิธี ดังนั้นแล้วแม้ว่าวิธีแรกเมื่อทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จแต่ก็ย่อมมีวิธีการอื่นๆอีกที่สามารถนำเราไปสู่เป้าหมายดังที่ตั้งใจไว้ได้

               ในปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่พบเห็นการค้าทาสอย่างชัดเจนอย่างในสมัยก่อนแล้ว ด้วยเหตุที่ว่ากฎหมายได้เข้ามาช่วยควบคุม รวมถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์มีความรู้กันมากขึ้นย่อมมีวิธีในการดำรงเลี้ยงชีพที่ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีการกระทำที่เป็นรูปแบเดียวกับการค้าทาสอยู่ในปัจจุบันแต่ได้เปลี่ยนรูปแบบของการค้าขาย ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการการค้าประเวณีซึ่งการค้าประเวณีจะมีรูปแบบการค้าที่เป็นการค้าขายมนุษย์อย่างเช่นในสมัยก่อนแต่ไม่ได้เป็นการขายแรงเพื่อใช้ในหารประกอบการ แต่เป็นกรณีที่ผู้ค้าขายทำการแลกเปลี่ยนร่างกายของบุคคลกับเงิน ซึ่งเป็นรูปแบบ หรือเป็นวิธีการที่ยังพบเห็นได้ในปัจจุบัน รวมถึง การลักลอบพาคนต่างด้าวเข้าเมือง โดยการขังพวกเขาเหล่านั้นไว้ และพวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้รับเสรีภาพในการดำรงชีวิต แต่จะต้องถูกจำกัดอยู่อย่างไร้สิทธิใดๆภายใต้การควบคุมของผู้ที่ซื้อพวกเขามา

 

[1] ที่มาจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=181700

[2] ที่มาจาก http://www.chihaya.exteen.com