วันที่สองของการฝึกแคดดี้ของลูกชายคนเล็ก ในวันนี้เค้ากลับบ้านเร็วกว่าวันแรกครับ บ่ายสามโมงก็กลับแล้ว ส่วนวันแรกนั้นกลับตั้งหกโมงเย็น มาถึงห้องพักแต่เข้าห้องไม่ได้ เพราะเอาลืมกุญแจห้องไปด้วย จึงต้องบิดมอเตอร์ไซค์มาเอกกุญแจกับพ่อที่ทำงาน
โทรศัพท์มาบอกผมว่า "ให้เอากุญแจห้องมาให้หน่อย ตอนนี้รออยู่ที่ป้อมยาม" ผมก็เดินออกมาหาพร้อมกุญแจ
ผมเดิมยิ้มไปหาเค้า ความรู้สึกข้างในตอนนั้นมันอิ่มเอิบตื้นตันอยู่ประมาณหนึ่ง จึงเอามือไปลูบที่ทรงผมของเค้าพร้อมกับจ้องมองไปที่หน้า และผมพูดกับเค้าว่า"หน้ากับจมูกแดงเป็นปื้นเลยนะ ไม่ใส่หมวกล่ะลูก"
ลูกผมเล่าว่า "วันนี้รู้สึกสบายกว่าเมื่อวานเยอะเลย เพราะไม่ได้เดินไกลๆ ส่วนมากจะนั่งรถไปกันเป็นกลุ่มๆ ไม่เหนื่อยเลย" และยังเล่าต่อว่าได้ขึ้นไปบนภูเขามองลงมาวิวสวยมาก บรรยากาศเย็นสบายดีไม่ร้อนเลยพ่อ
ผมได้แต่ยืนยิ้ม ความกังวลที่คิดในใจไว้ล่วงหน้าลดเหลือค่อนไปในทิศทางที่น้อยลง แต่ก็ยังไม่ได้หมดไปหรอกนะครับ ห่วงอยู่บ้างตามความผูกพันของสายใย ผมจึงบอกเค้าว่า "กลับบ้านเถอะ ไปหาข้าวกินนะ ข้าวมันไก่บ้านคิ้มที่ลูกเคยกินตอนที่มาครั้งก่อน ป้าแกถามหาอยู่อยากเห็นหน้า อย่าลืมหวัดดีป้าด้วยล่ะ"ลูกผมตอบ "ครับ" แล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์ไป
หลังเลิกจากงาน ผมก็พาเค้าไปเดินตลาดนัดแถวบ้าน ผมถามว่าอยากกินอะไรก็บอก ส่วนพ่อจะซื้อหนมจีนไปทำน้ำยากิน ไม่ได้กินมานานแล้ว ลูกก็รุู้ครับว่าขนมจีนเป็นของโปรดของพ่อ แต่ก็มีแซวว่า พ่อทำไม่อร่อยเท่าแม่ทำหรอก ก็ต้องยอมรับกันไปครับ เพราะมันไม่ใช่ความถนัดขอเรา ส่วนภรรยาผมเค้ามีความถนัดทางด้านนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว งานบุญแถวบ้านก็มักจะถูกเชิญไปเป็นแม่ครัวประจำ ประสบการณ์มากมีขนาดนี้ก็ย่อมจะต้องได้รับการยอมรับเป็นธรรมดาครับ
ผมเห็นเค้าเดินไปซื้อหมึกย่าง และกินอย่างอเร็ดอร่อย จึงเดินไปซื้อหมึกมาโลหนึ่ง พร้อมใบกระเพา บอกเค้าว่า "งั้น! พ่อจะโชว์ฝีมือหมึกผัดกระเพาะให้กินละกัน ดูซิว่าจะสู้แม่ได้หรือปล่าว"
ผมผัดหมึกใบกระเพาตามวิธีของผมนะครับ ไม่กล้าเปิดเผยส่วนผสมใดๆ อย่างเป็น Standard เมื่อลิ้นลองสัมผัส รู้สึกว่าขาดอะไรผมก็ใส่เติมลงไป เมื่อได้รสชาติที่มั่นใจแล้วก็ตักใส่จาน จากนั้นก็เสริฟ
พอเค้าได้สัมผัสรสชาติครั้งแรก มีอาการพยักหน้าและมองมาที่ผมครับ และบอกว่า "อร่อยดี" รอยยิ้มผมก็เกิดขึ้นบนใบหน้าอย่างมีความสุขจังเล้ย