HR-LLB-TU-2556-TPC-ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ Amazing Grace

ภาพยนต์เรื่องAmazing Grace เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของWilliam Wilberforce เพื่อให้มีการยกเลิกการค้าทาส

โดยวิลเลียมยื่นฎีกาขอให้มีการล้มเลิกการค้าทาสในปี1815 แต่ไม่สำเร็จ นับจากนั้นตลอด18ปีต่อมาเขายังคงเสนอฎีกาและต่อสู้ด้วยความทรหดอดทนจนในที่สุดพระราชบัญญัติเลิกทาสก็ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี1833[1]

                จะเห็นได้ว่าวิลเลียมใช้ความพยายามอย่างมากในการต่อสู้เป็นระยะเวลาอันยาวนาน  สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากมีผู้ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก เพราะเห็นว่าจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจในขณะนั้น ซึ่งต้องใช้แรงงานทาสเป็นสำคัญ อีกทั้งในสมัยนั้นทุกประเทศต่างมีทาสด้วยกันทั้งนั้น การยกเลิกทาสจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจเป็นเรื่องแปลกในยุคนั้น

โดยความสำเร็จนี้เกิดจากการที่วิลเลียมได้เสนอกฎหมายให้เรือขนส่งสินค้าใช้ธงกลาง เพื่อลดปัญหาเรือค้าทาส โดยเรือค้าทาสนี้จะให้ทาสอยู่ในกล่องขนาดเล็ก มีการล่ามโซ่ และหากเกิดเหตุที่ต้องทำให้เรือเบาขึ้น ก็จะโยนพวกทาสลงน้ำ เพียงเพราะพวกทาสเป็นคนผิวสีและพูดคนละภาษาเท่านั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของทาสเหล่านั้น

ซึ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(Universal Declaration of Human Rights)ได้มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวไว้ดังนี้

ข้อ 1 มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ต่างในตนมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ

ข้อ 2 ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพทั้งปวง ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าชนิดใด อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น พื้นเพทางชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิด หรือสถานะอื่น นอกเหนือจากนี้ จะไม่มีการ แบ่งแยกใดบนพื้นฐานของสถานะทางการเมือง ทางกฎหมาย หรือทางการระหว่างประเทศของ ประเทศ หรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไม่ว่าดินแดนนี้จะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดอธิปไตยอื่นใด

ข้อ 3 ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งบุคคล

ข้อ 4 บุคคลใดจะตกอยู่ในความเป็นทาส หรือสภาวะจำยอมไม่ได้ ทั้งนี้ ห้ามความเป็นทาส และการค้าทาสทุกรูปแบบ

ข้อ 5 บุคคลใดจะถูกกระทำการทรมานหรือ การปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีไม่ได้

ข้อ 6 ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับทุกแห่งหนว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย

                ซึ่งการกระทำต่อทาสดังที่ได้กล่าวมาเห็นได้ชัดว่ามีการแบ่งชนชั้นระหว่างทาสกับบุคคลธรรมดาไม่มีความเสมอภาคกัน โดยจะสามารถทำอะไรกับทาสก็ได้ซึ่งขัดกับหลักตามตามข้อ1 ทาสไม่มีอิสระและเสรีภาพถูกกักขัง ถูกแบ่งแยกเพราะความแตกต่างของสีผิว เชื้อชาติ รวมถึงภาษาซึ่งขัดกับหลักข้อ2 ทาสไม่สิทธิและเสรีภาพในชีวิตของตนเองโดยถูกครอบงำโดยนายค้าทาสหรือเจ้าของทาสนั้นๆ ให้ต้องทำตามที่เขาต้องการซึ่งขัดกับหลักข้อ3 และที่สำคัญคือการเป็นทาส การค้าทาสขัดกับหลักข้อ4 และการที่ทาสถูกล่ามด้วยโซ่ ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกฆ่า เป็นการขัดกับหลักข้อ5 และเจ้าของของทาสนั้นมองเห็นทาสเป็นเพียงสิ่งของ จะทำอะไรกับทาสก็ได้ จะขาย จะยกให้ใคร หรือจะทำร้ายอย่างไรก็ได้ เป็นการขัดกับหลักข้อ6

                จะเห็นได้ว่าการกระทำต่อทาสดังกล่าวเป็นการขัดกับหลักมนุษยชน แม้ในปัจจุบันจะไม่มีทาสให้เห็นอย่างในอดีต แต่ก็ยังมีความเป็นทาสแฝงอยู่ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างต่างด้าวที่เห็นกันมากในสังคมไทยปัจจุบัน อยากเช่นการที่นายจ้างบังคับ กดขี่ข่มเหงลูกจ้าง ข่มขู่ ใช้กำลังกับลูกจ้าง หรือในกรณีของโรงงานนรกที่ใช้แรงงานเด็กมีการทำร้ายร่างกาย กักขัง ให้อดน้ำ อดอาหาร

โดยการชมภาพยนตร์เรื่องAmazing Graceนี้ ได้ข้อคิดในเรื่องความพยายามของวิลเลียมในการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เป็นการต่อสู้เพื่อผู้อื่นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และได้ข้อคิดว่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายแม้ว่าการเลิกค้าทาสจะประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ก็ทำให้มีผลกระทบต่างๆตามมา ต้องมีการปรับตัว อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียวก็ไม่สามารถทำให้ปัญหาหมดลงอย่างสิ้นเชิง ยังมีทาสในรูปแบบต่างๆที่ไม่เหมือนในอดีต

 

[1] Michael. Amazing Grace สู้เพื่ออิสรภาพหัวใจทาส.oknation. [Website] 2007 Dec [cited 2014 Apr 1]. Available from: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=181700

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556-TPC



ความเห็น (0)