“การค้ามนุษย์” หรือ “การค้าทาส”นั้น ในอดีตถือเป็นเรื่องที่ชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น ขุนนาง พ่อค้า คนร่ำคนรวยได้กระทำกันเป็นปกติ เพราะในสังคมแต่ละประเทศก็ได้ทำการซื้อขายคนเอาไปเป็นทาส เหมือนกับเป็นการซื้อขายสิ่งของทั่วไป เมื่อซื้อทาสไปแล้วจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรก็ได้ ถือว่าทาสคนนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของชนชั้นสูงที่ได้ซื้อไป โดยคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิด หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด เนื่องด้วยในตอนนั้นแนวความคิดในเรื่องการรับรองและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนยังไม่เด่นชัดขึ้นมา

                ในภาพยนตร์เรื่อง Amazing Grace ได้ถ่ายทอดถึงเหตุการณ์ในประเทศอังกฤษ ที่มีการเคลื่อนไหวให้ ‘ยกเลิกการค้าทาส’ จนนำไปสู่การต่อสู้ของ วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ นักการเมืองที่มีแนวความคิดจะยกเลิกกฎหมายการค้าทาสในสหราชอาณาจักร แต่การต่อสู้ของเขาในสภาไม่ได้ราบรื่นนัก เนื่องจากมีสมาชิกในสภาที่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดที่สุดโต่งของวิลเบอร์ฟอร์ซ เพราะสมาชิกในสภาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยอ้างว่าทาสส่วนใหญ่นั้นเป็นแรงงานที่ใช้ทำการเกษตร และผลิตพืชผลทางการเกษตรให้แก่ประเทศเพื่อนำไปค้าขาย ส่งออกไปยังนอกประเทศ ทำให้มีเงินไหลเวียนเข้ามาในอังกฤษ ดังนั้นเมื่อวิลเบอร์ฟอร์ซเสนอความคิดที่จะยกเลิกกฎหมายการค้าทาส จึงทำให้สมาชิกในสภาวิตกกังวล และไม่ยอมรับข้อเสนอในการดำเนินร่างกฎหมาย จากประเด็นนี้ทำให้เกิดข้อคิดอย่างหนึ่งว่า การดำเนินการที่มีผลเปลี่ยนแปลงสภาพสังคม ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆดำเนินการเพื่อเปลี่ยนแปลงแนวความคิดในเรื่องการค้าทาส โดยต้องทำให้คนในสังคมเห็นว่าการค้าทาสเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักความเป็นมนุษย์เนื่องจากทุกคนก็เกิดมามีความเท่าเทียมกัน คนจึงไม่ควรถูกนำมาซื้อขาย ไม่ควรถูกนำมาใช้แรงงานและทารุณอย่างโหดร้าย ในท้ายที่สุดหากคนในสังคมมีจิตสำนึกขึ้นมาได้ว่าการใช้แรงงานจากมนุษย์ด้วยกันเป็นเรื่องที่ผิด คนเหล่านั้นก็จะเปิดใจยอมรับและมาสนับสนุนแนวความคิดนี้เอง เหตุผลที่ต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็เพราะว่าเรื่องดังกล่าวมันเกี่ยวโยงกับความคิดของคนในสังคมซึ่งมองว่าการค้าทาสไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่กลับเป็นสิ่งที่ให้กำไรและผลประโยชน์แก่ชนชั้นสูงอีกต่างหาก แม้ความคิดที่เราเสนอให้แก้ไขนั้นจะเป็นเรื่องที่ดี และมีเหตุผลเพียงใด แต่ถ้าหากเรื่องนั้นไปขัดกับผลประโยชน์ของคนอีกฝ่าย คนเหล่านั้นก็จะไม่เปิดใจยอมรับ ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็จะสร้างกำแพงกั้นและไม่สนใจรับฟังความคิดเห็นของเราเลย

                อีกทั้งยังเกิดข้อคิดที่ว่า การค้าขายทาสในยุคนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษ เนื่องจากแรงงานสำคัญในการผลิตพืชผลทางเศรษฐกิจก็คือ ‘บรรดาทาสที่ได้มาจากประเทศอาณานิคม’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนแอฟริกาที่ต้องมาใช้แรงงานเพาะปลูกพืชผลให้กับพวกนายทุนและขุนนาง เพื่อนำสินค้าไปขายยังประเทศอื่นๆ จึงเกิดเงินหมุนเวียนเข้ามาในอังกฤษ พวกชนชั้นสูงจึงไม่ยอมให้ยกเลิกกฎหมายการค้าทาสเพราะจะกระทบกับผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีการเหยียดผิวของพวกทาสเพราะว่าทาสส่วนใหญ่มาจากแถบแอฟริกา เป็นที่มาของปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศอังกฤษยุคหลังๆเนื่องจากแนวความคิดเหยียดสีผิวก็ยังถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น  แม่ว่าในปัจจุบันจะมีการรับรองสิทธิมนุษยชนของคนในสังคมแล้วก็ตาม

                เมื่อวิลเบอร์ฟอร์ซพยายามผลักดันกฎหมายยกเลิกการค้าทาสต่อมาเรื่อยๆ ซึ่งมีบุคคลที่เห็นด้วยจำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมต่อสู้ร่วมกับวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซด้วย แม้จะใช้ระยะเวลายาวนานในการผลักดันกฎหมาย จนในท้ายที่สุดกฎหมายดังกล่าวก็ได้มีผลบังคับใช้ในประเทศอังกฤษ แสดงให้เห็นข้อคิดอีกมุมหนึ่งว่า การทำงานไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเรื่องใหญ่โตเพียงใด ถ้าหากมีคนให้การสนับสนุน ช่วยเหลือก็จะทำให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่คณะและทำให้ผลของงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

                ถึงแม้ว่าการผลักดันกฎหมายยกเลิกการค้าทาสของวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซจะใช้เวลายาวนาน แต่เมื่อมองจากความตั้งใจของวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ ที่ต้องการให้เกิดความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ไม่ให้มนุษย์กดขี่ข่มเหงกันเอง ซึ่งในท้ายที่สุดความพยายามของเขาไม่ได้สูญเปล่า แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้ประเทศอื่นๆเกิดการเลิกทาสตามๆกันไป เป็นข้อคิดว่า การทำเรื่องดีๆนั้นไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด แต่ถ้าหากมีความพยายาม มีความตั้งใจที่แน่วแน่แล้ว สุดท้ายความพยายามนั้นจะนำมาซึ่งเรื่องราวดีๆ

                และเมื่อพิจารณาในช่วงหลังจากเกิดการปฎิวัติในประเทศฝรั่งเศส ที่วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซตัดสินใจจะทำการผลักดันกฎหมายยกเลิกการค้าทาสให้สำเร็จนั้น เขาได้เบียงเบนความสนใจจากสมาชิกในสภาไปยังเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ปูทางที่จะให้กฎหมายยกเลิกการค้าทาสเกิดขึ้นในอังกฤษ โดยกำหนดให้เรือสินค้าจากประเทศอื่นที่เข้ามาค้าขายในประเทศอังกฤษจะต้องชักธงชาติอังกฤษเท่านั้น เพราะในช่วงนั้นเรือจากต่างประเทศที่เข้ามาค้าขายในอังกฤษจะชักธงชาติอเมริกาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ดังนั้นเมื่อเรือลำใดมีธงชาติอังกฤษอยู่ เรือลำนั้นก็จะอยู่ในความควบคุมของประเทศอังกฤษ เพราะถือว่าเป็นเรือสัญชาติอังกฤษแล้ว ทำให้การเก็บภาษีเป็นไปโดยง่าย และสามารถตรวจสอบเรือทุกลำที่มีธงชาติอังกฤษได้ นำไปสู่การตรวจสอบเรื่องการอพยพทาสเข้ามาขายในอังกฤษได้ง่ายขึ้น จนในที่สุดวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ ก็ทำการผลักดันกฎหมายยกเลิกการค้าทาสได้สำเร็จ จากในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า การวางแผนการทำงานเป็นเรื่องที่สำคัญ แม้จะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ถ้าหากเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงานที่เราลงมือทำอยู่ แผนการนั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า  

                                                                                                                                            จุฬาลักษณ์ หาญนาวี

                                                                                                                                              1 เมษายน 2557