William Wilberforce    

        จากการดูภาพยนต์เรื่อง Amazing Grace ทำให้ผมรู้สึกถึงความสำคัญของสิ่งที่เราเห็นอยู่ในทุกๆวัน คือความเท่าเทียมของมนุษย์ทุกๆคนที่ได้มาอย่างยากลำบาก เพราะส่วนตัว ผมเองไม่ค่อยทราบถึงเรื่องประวัติศาสตร์การเลิกทาสของจักรวรรดิอังกฤษเท่าไหร่นัก

        นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อของ William Willberforce เลย แต่ต่อจากนี้นี่คงเป็นชื่อที่ผมไม่ลืมง่ายๆหลังจากเห็นถึงความอดทนและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของเขาที่ต้องการเลิกทาส ไม่แพ้กับคนสำคัญอื่นๆในโลกที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนเลย เขาเริ่มต่อสู้ตั้งแต่ปี 1780s จนกระทั่งกฏหมายเลิกทาสอย่างเป็นทางการ The Slave Trade Act ในปี 1807 เขาต่อสู้และอุทิศแทบทั้งชีวิตของเขาให้กับเพื่อนมนุษย์ นับเป็นบุคคลที่น่านับถือและเอาอย่างยิ่งนัก

        แต่ที่น่าแปลกใจคือจุดเริ่มต้นของการนำไปสู่การเลิกทาสในอังกฤษ กลับกลายเป็นการออกกฏหมายเพื่อห้ามมิให้เรือของอังกฤษเปลี่ยนธงชาติเป็นธงอเมริกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เรืออังกฤษไปค้าขายกับฝรั่งเศสที่กำลังทำสงครามกันอยู่ ซึ่งรวมไปถึงอาณานิคมของฝรั่งเศสด้วย ซึ่งอาณานิคมฝรั่งเศสส่วนใหญ่นั้น ก็คือแอฟริกานั่นเอง และสินค้าที่เรืออังกฤษค้าขายก็รวมไปถึงทาส ซึ่งทาสทั้งหลายที่อยู่ในอังกฤษนั้นล้วนแต่มาจากแหล่งที่มานี้เป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้นายทาสนำทาสมาไม่ได้อันนำไปสู้ความล้มเหลวในการค้าทาส และเป็นจุดเริ่มต้นในการนำไปสู่การเลิกทาสในที่สุด ซึ่งกฏหมายฉบับนี้ถือเป็นกลอุบายที่แยบคายเป็นอย่างยิ่งของฝ่ายต่อต้านการค้าทาสที่ลงมือในจุดที่ฝ่ายตรงข้ามคาดไม่ถึง ทำให้กฏกหมายฉบับนี้ผ่านสภาในปี 1806 ก่อนที่การเลิกทาสอย่างจริงจังจะเกิดขึ้นเพียงปีเดียวเป็นการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกฏหมายนี้ที่เป้นจุดเริ่มของกรเลิกทาสในอังกฤษนั่นเอง

         ส่วนประเด็นเรื่องทาสในสังคมปัจจุบันจะมีอยู่หรือไม่นั้น สำหรับผม ผมคิดว่ามันยังมีอยู่ทั้งในกรณีที่เป็นทาสจริงๆจากการเกิดขึ้นอย่างผิดกฏหมายซึ่ง จากการเรียนวิชาอาชญวิทยา(เรียนกับท่านอาจารย์ณรงค์ ใจหาญ)ในวันเดียวกันนี้ทำให้ผมทราบว่า ในประเทศไทยของเรานั้นถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีการค้ามนุษย์กันอย่างล้นหลาม จากสถิติอาจสูงถึง 1 ล้านรายต่อปี และไทยมีความล้มเหลวมากในการปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งการค้ามนุษย์นี้ไม่ต่างอะไรไปจากการค้าทาสในสมัยก่อน เพราะการค้าทาสคือการค้ามนุษย์โดยเห็นว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งของ ใช่แรงงานทาสอย่างทารุณและไม่มีค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ในกรณีของประเทศไทยการค้ามนุษย์มักใช้งานในส่วนของเด็ก ให้ทำงานในโรงงานที่เรียกกันว่า"โรงงานนรก"นั่นเอง ดังนั้นแม้ รัชกาลที่ 5 จะมีการเลิกทาสไปแล้วอย่างเป็นทางการเมื่อหลายทศวรรตก่อน แต่ทาสก็ไม่เคยหายไปจากสังคมไทยและยังมีอยู่จนทุกวันที่เราอยู่นี้ก็ยังมีการใช้แรงงานทาสอยู่ อีกทั้งรวมไปถึงในปัจจุบันยังอาจมีเรื่องทาสที่สมัครใจ     เช่นกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาอย่างผิดกฏหมาย กลุ่มแรงงานเหล่านี้มักจะไม่ได้รับการคุ้มครองในเรื่องสิทธิมนุษยชนเท่าที่ควร แม้คนเหล่านี้จะสมัครใจมาแต่ก็อาจถูกละเมิดสิทธิถูกใช้แรงงานหนักกว่าปกติ แม้จะได้ค่าตอบแทนก็ต่ำกว่าปกติ ผมเองไม่ทราบว่าแรงงานเหล่านี้ได้รับการปฏบัติเช่นไร เลวร้ายมากเหมือนกรณีแรกหรือไม่ แต่ก็พอจะเชื่อได้ว่าอาจเลวร้ายพอตัว จากข่าวที่เกิดขึ้นมากเรื่องของลูกจ้างต่างด้าวฆ่านายจ้างตามหนังสือพิมพ์ แต่เรื่องเหล่านี้ก็ลดลงไปมากแล้ว อาจเพราะปัจจุบันมีการสนับสนุนเรื่องประชาคมอาเซียนซึ่งนับเป็นเรื่องดีมากๆสำหรับผม

         ซึ่งในกรณีที่สองเรื่องแรงงานต่างด้าวนั้น ผมเชื่อว่าเกิดมาจากรูปแบบของระบอบุนนิยมนั่นเองเพราะระบอบทุนนิยมทำให้คนมีความเหลื่อมล้ำกันมากในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากๆขึ้น ก็จะเกิดลักษณะของนายทุนและแรงงานขึ้นซึ่งแรงงานยอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน เสมือนเกิดชนชั้นขึ้นอีกซึ่งจะคล้ายกับทาสแม้จะดีกว่าหน่อย ซึ่งแม้นี่จะไม่ใช่เรื่องของทาสแต่และเป็นเรื่องความไม่เท่าเทียมทั่วๆไปในสังคมปัจจุบันซึ่งไม่ได้เลวร้ายอะไรแต่ถ้ามีความเหลื่อมล้ำมากเกินไปอาจจะแย่กว่านี้ได้ ในอนาคตคนจะเพิ่มขึ้นมากการแข่งขันสูงขึ้น ในอนาคตคนจนระดับล่างสุดอาจไม่ต่างอะไรกับทาสสมัยก่อนก็ได้อาจได้รับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยจนไม่เพียงพอต่อความต้องการก็เป็นได้ ซึ่งทำให้ในยุโรปมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงคือรัฐค่อนไปทางรัฐสวัสดิการมากขึ้นในปัจจุบันด้วย ทำให้ผมคิดว่าเรื่องสิทธิมนุษย์และสวัสดิการเป็นเรื่องสำคัญ และไม่ควรละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันและอนาคตเพราะเราอยู่ในสังคมแบบทุนนิยม จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมขึ้นมาได้ง่ายและอาจทำให้คนธรรมดาๆอยากเป็นทาส แลกกับความอยู่รอดได้หากมีความเหลื่อมล้ำสูง

        ดังนั้นผมคิดว่า"ทาส" ยังมีอยู่ในปัจจุบัน และอาจะจะมีอีกในอนาคตขึ้นอยู่กับสังคมและคนในสังคมนั่นเอง

 

อ้างอิง

http://www.bbc.co.uk/history/historic_figures/wilberforce_william.shtml