จากการเข้าเรียนในวันนี้ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่อง Amazing Grace ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการยกเลิกการค้าทาสในประเทศอังกฤษ เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของ วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ คริสเตียนหนุ่ม ผู้เป็นสมาชิกรัฐสภาอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดในเวลานั้น เพื่อยกเลิกกฎหมายการค้าทาสในสหราชอาณาจักรอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นนับได้ว่าเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงจนแทบประเมินค่าไม่ได้ เนื่องจากมีทาสผิวดำชาวแอฟริกาถูกเกณฑ์มาขายในตลาดค้าทาส ที่พวกเขาถูกมองว่าไม่ได้แตกต่างอะไรจากสัตว์ ซึ่งจากการรับชมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ข้าพเจ้าได้ข้อคิดหลายอย่างจากภาพยนตร์ รวมถึงแง่คิดเกี่ยวกับกฎหมาย ดังต่อไปนี้
ประการที่ 1 การค้าทาสในสมัยนั้น ทำโดยการไล่ล่ากวาดต้อนคนผิวดำจากแอฟริกามาเป็นแรงงานให้กับคนขาว ทั้งรับใช้ในบ้าน ทำงานทำไร่ โดยไม่มีค่าแรง และมองว่าอยู่ในฐานะที่ต่ำพอๆกับสัตว์ ซึ่งคนผิวดำเหล่านั้นจะถูกโซ่ตรวนทั้งที่มือ เท้า และคอ ซึ่งเต็มไปด้วยเลือด ทาสเหล่านั้นจะต้องอาศัยอยู่ในกล่อง บางครั้งเพื่อความสนุกสนานจะมีการแขวนคอทาสผู้หญิงและข่มขืน บางครั้งเมื่อมีพายุก็จะจับทาสที่เจ็บป่วยโยนลงทะเล เพื่อเรือจะได้เบาขึ้น ซึ่งจากการกระทำดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายทารุณ และที่สำคัญคือ การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ ดังจะเห็นได้จากความคิดของคนในสมัยนั้นที่มองว่าทาสนั้นชีวิตของพวกเขามิใช่ของพระเจ้า แต่เป็นของคนอื่น
ซึ่งจากการค้าทาสดังกล่าวเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านของความปลอดภัย เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิในการที่มีชีวิตและสิทธิที่จะไม่ถูกล่วงละเมิด ซึ่งรวมไปถึงการห้ามทรมาน ห้ามบังคับใช้แรงงาน แต่จากการกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า ได้มีการทรมาน และดูถูกเหยียดหยามคนเหล่านั้น โดยมองว่าฉันสูงกว่าเธอ ประเสริฐกว่าเธอ เพราะสีผิวเราไม่เหมือนกัน มองว่าทาสเหล่านั้นเป็นสัตว์ และมองว่าการค้าทาสเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเชื่อว่าการนำคนผิวสีดำจากแอฟริกาซึ่งเป็นคนป่า ไม่มีวัฒนธรรมมาอยู่กับคริสเตียน นำมาเป็นทาสในประเทศอังกฤษ จะเป็นการช่วยเหลือพวกทาสให้มีชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามข้อ 4 “บุคคลใดจะตกอยู่ในความเป็นทาส หรือสภาวะจำยอมไม่ได้ ทั้งนี้ ห้ามความเป็นทาส และการค้าทาสทุกรูปแบบ” และ ข้อ 5 “บุคคลใดจะถูกกระทำการทรมานหรือ การปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีไม่ได้” ว่าด้วยปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน[1]
อีกทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านเสรีภาพ คือ ทาสเหล่านั้นควรได้รับอิสระจากความเป็นทาส เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาอย่างเท่าเทียมกันและยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องของความเสมอภาค คือ การที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย แต่จากแนวความคิดความเชื่อเรื่องการค้าทาสของคนในสมัยนั้น ทำให้ทาสเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป เป็นต้น
ซึ่งในสมัยนั้นวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซได้พยามยามที่จะนำเสนอเรื่องการค้าทาส แต่ก็จะได้รับการคัดค้านโดยมองว่า ถ้ามีการยกเลิกค้าทาสจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษ โดยกล่าวว่า เรือแห่งประเทศชาติจะต้องไม่มีวันจมด้วยความปรารถนาดี ทั้งที่ในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมมีสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ใดจะมาละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ดังกล่าวมิได้ เพราะสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับ ในการที่จะมีความสุขในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งเป็นไปตามข้อ 1 “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ต่างในตนมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ” และข้อ 2 “ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพทั้งปวง ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าชนิดใด อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา” ว่าด้วยปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน[1] ดังนั้นการเคารพสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อความสงบสุขของสังคม
ประการที่ 2 จากที่วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซได้เสนอร่างฎีกายกเลิกการค้าทาส แต่ไม่สำเร็จ จนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปถึง 18 ปีนับจากเสนอร่างฎีกา วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ ได้ความคิดจากทนายเจมส์ สตีเว่น โดยเสนอให้ร่างกฎหมายเรื่องธงชาติของเรือฝรั่งเศสที่มีการเดินเรือภายใต้ธงชาติของอเมริกา ประมาณ 80 % ซึ่งเป็นเรือค้าทาสนั้น ซึ่งเป็นการออกกฎหมายพระราชบัญญัติสัญชาติเรือ เพื่อจัดเก็บภาษี โดยกฎหมายดังกล่าวได้ออกมาเพื่ออำพรางการยกเลิกค้าทาสทำให้เลิกการค้าทาสได้อย่างราบรื่นขึ้น
ซึ่งจากการกระทำดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าได้ทราบว่าเรือนั้นก็มีสัญชาติเป็นของตนเอง เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องมีสัญชาติ โดยการแจ้งเกิดสูติบัตร เรือก็เช่นเดียวกันต้องมีการจดทะเบียน โดยสัญชาติของเรือจะเป็นตัวกำหนดว่าเรือลำนั้นมีความผูกพันกับกฎหมายของประเทศใด อีกทั้งเรือมีสัญชาติได้เพียงรัฐหนึ่งรัฐเดียว เรือที่ไม่มีสัญชาติจะถือว่าเป็นเรือเถื่อน และไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ดังนั้นเรือจึงต้องจดทะเบียนเพื่อได้รับสัญชาติ อีกทั้งเรือต้องชักธงของชาตินั้นๆด้วย ซึ่งสัญชาติของเรือกับมนุษย์อาจจะมีความแตกต่างกัน คือ มนุษย์นั้นเมื่อเกิดมาย่อมมีสัญชาติตามที่ตนเองเกิด เช่น เกิดบนเครื่องบิน หรือ เรือ ชักธงชาติใดก็จะได้รับสัญชาตินั้น แต่จะขอจดทะเบียนเปลี่ยนสัญชาติก็ได้ แตกต่างกับสัญชาติของเรือ จะเป็นไปตามที่เจ้าของเรือแต่ละลำต้องการ[2]
ประการที่ 3 จากเหตุการณ์ในอดีตที่มีการค้าทาสโดยใช้โซ่ตรวน เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเลิกทาส โดย วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ ในประเทศอังกฤษ ส่งผลให้ประเทศอื่นๆค่อยๆประกาศยกเลิกการค้าทาสตามมาทีละประเทศ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการทำลายโซ่ตรวนของทาสนั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันจะได้มีการออกพระราชบัญญัติเลิกทาส แต่ในสังคมก็ยังคงมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม การแบ่งแยกชนชั้นคนในสังคมให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญที่สังคมต้องรีบหาทางแก้ไขแะป้องกันปัญหาดังกล่าว
เขียน 1 เมษายน 2557
เมธสา เอื้อโอภาพัฒน์
[1] กระทรวงการต่างประเทศ. 2491. "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน." [ระบบออนไลน์].
เข้าถึงได้จาก http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/bo... สืบค้น 1 เมษายน 2557
[2] "เจ้าของเรือ และ ธงของเรือ นั้นสำคัญไฉน?." 2545. [ระบบออนไลน์].เข้าถึงได้จากhttp://elib.coj.go.th/Article/article-F1.pdf. สืบค้น1 เมษายน 2557