การปล่อยเวลาให้ผ่านไปเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
กว่าสองเดือนที่ผ่านมา ผมมีงานค้างที่ไม่สามารถจะสานต่อได้จำนวน ๒ ชิ้น นั้นคือ ๑) บทความเกี่ยวกับอาจารย์พุทธทาส เป็นงานที่ต้องรังสรรด้วยภาษาวรรณกรรม ซึ่งผมรับปากอาจารย์บรรณาธิการไว้ (โครงการ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทำมือ) งานชิ้นนี้ต้องกลั่นออกมาด้วยจิตใจที่สงบ สำหรับผมนั้นในช่วงหลังมานี้ หาเวลาที่จิตใจสงบยากเหลือเกิน ผมรู้ดีว่า การที่เราไม่สงบเพราะเรานำสิ่งต่างๆเข้ามาในชีวิตโดยยึดมันไว้ สืบสาวราวเรื่องก็คงไปยุติลงที่ไวรัส ๓ ตัว (กิเลส) ที่พุทธองค์เคยตรัสบอกไว้เมื่อสองพันกว่าปี แต่เมื่อผมรับปากท่านไว้แล้ว ผมควรจะต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ แม้ผมจะไม่ใช่นักวรรณกรรมก็ตาม สิ่งที่ผมคิดคือ อาจารย์คงกำลังสอนให้ผมเป็นนักเขียน โดยวิธีการให้เขียนให้มากๆ (เพราะท่านบอกว่า เขียนมาเลย เขียนให้มากๆ เดี๋ยวท่านจะพิจารณาให้) สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผมในอนาคต (มีอนาคตอีกไม่เกิน ๒๐ ปี) เราไม่จำเป็นต้องทำงานในสถาบันการศึกษาตลอดไป เพราะถึงเวลาที่เราจะต้องผสาน สังสารวัฏทางสังคม เข้าด้วยกัน นั่นหมายความว่า นอกสถาบันการศึกษาจะมีโรงเรียนที่กว้างกว่าและนักเรียนเยอะมาก ขณะเดียวกัน ผมก็จะได้เป็นนักเรียนในโรงเรียนที่กว้างใหญ่นั้นด้วย ๒) บทความเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน งานชิ้นนี้ผมเก็บข้อมูลมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้วิเคราะห์ ทุกวันนี้ก็หิ้วไปหิ้วมา งานนี้ผมรับปากที่ปรึกษาซึ่งเป็นอาจารย์ที่ใจดีสองท่านจาก มน.ซึ่งคณบดีได้ติดต่อมาเพื่อพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียน
กว่าสองเดือนที่ผ่านมา ผมหวนกลับมาคิดอีกที แสนเสียดายกับเวลาที่ผ่านไป ผมเดินทางไปโน้น ไปนี้ วิ่งหาอารมณ์ความสงบ แต่เปล่าเลย เมื่อมีสิ่งที่ค้างไว้ในใจ มีหรือที่เราจะพบความสงบ ความสงบจะมีก็ต่อเมื่อเราอยู่กับที่ นอกจากงาน ๒ ชิ้นที่กล่าวไปนั้น ผมมีบางอย่างซ่อนไว้ในใจอีก ดูๆแล้วก็คือความอยากนั่นเอง ที่ทำให้เราต้องดิ้นรน ซึ่งงานที่ซ่อนไว้ในใจนี้ผนวกมากับข้อบังคับของการที่จะต้องทำหน้าที่ในสถาบันอุดมศึกษาด้วย ซึ่งเราถูกทำให้เชื่อว่า เมื่อมีสิ่งนี้แล้วจะแสดงให้เห็นว่าเรามีความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่หารู้ไม่ว่า ความก้าวหน้าทางวิชาการที่เราขีดเส้นให้เขาเดินนั้น เมื่อไปถึงเส้นนั้นแล้ว จะเป็นเหมือนกับดาบสองคมนั้นคือ (๑) การสร้างตัวตนว่าฉันมีฉันเป็น ฉันเก่ง (๒) กับดักสังคม เพราะจริงๆแล้วเราไม่ได้มี ไม่ได้เป็น อนึ่ง ความคิดแบบนี้เป็นการสวนกระแสสังคม หากใครเสนอออกไปจะถูกมองว่า ขวางทางก้าวหน้าทางสังคม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีของสิ่งนั้นคือ การพัฒนาความพากเพียรพยายาม ส่วนจะเป็นความพยายามชอบ (สัมมาวายามะ) อย่างที่พุทธศาสนาบอกไว้หรือไม่นั้น คงต้องไปตรวจสอบกันอีกที
ผมคิดว่า น่าจะพอแล้วสำหรับการปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างน่าเสียดายนั้น เห็นคณบดีทำงานงกๆๆ (ภาษาท้องถิ่นชุมพร) ไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ปริปากบ่นว่าเหนื่อยอ่อน ตัวเราเองก็ควรทำหน้าที่ของตัวเรา "ต่างผู้ต่างทำหน้าที่ของตนไป"
วันที่ ๒๗ ที่ผ่านมา เป็นงานฌาปณกิจศพพ่อของเพื่อนที่จังหวัดชุมพร ผมได้มีโอกาสไปนั่งฟังสวด ๒ คืน และไปร่วมในวันฌาปนกิจด้วย แต่ไม่ได้ไปวัด (ทำพิธีที่บ้านทั้งหมด ก่อนนำศพไปวัด) คืนสุดท้าย พระมหาปรีชา จกฺกวโร เป็นผู้เทศน์ ผมนั่งฟังด้วยดี มีความคิดบางอย่างเกิดขึ้น ในวันเผา ท่านเจ้าคุณจังหวัด (ธรรมยุติ) เทศน์ให้ฟัง ก็ได้ความคิดบางอย่าง ขณะที่เขากำลังจะเคลื่อนย้ายศพ ผมเข้าไปหาแม่ของเพื่อน ซึ่งเมื่อปี ๒๕๒๘ ท่านเคยใส่อาหารลงในบาตรให้สามเณรเล็กๆคนหนึ่งได้ประทังชีวิต ณ สำนักสงฆ์น้ำผุด บัดนี้ท่านนอนอยู่กับที่ ลุกเดินไม่ได้ ผมไปกราบขอบคุณท่าน แต่ท่านคงจำไม่ได้แล้ว เพราะนานมาแล้ว เดินผ่านหีบศพที่บรรจุร่างกายพ่อของเพื่อน "ชีวิตก็แค่นี้เอง" ผมยังคงจำได้กับบุคลิกของท่าน เป็นคนนิ่งๆ พูดน้อย ใจดี มีแต่ให้ แล้วตัวเราล่ะ ให้อะไรกับใครบ้าง ?
"วันคืนล่วงไป ล่วงไป เจ้าทำอะไรอยู่?" ข้อความนี้ จำได้เมื่อกว่ายิ่สิบปีที่แล้ว วันนี้ได้ความคิดเพิ่มขึ้นว่า "จงให้ในสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ให้ในสิ่งที่ไม่มีอยู่" อย่าปล่อยให้เวลาสูญเปล่าโดยไร้ประโยชน์
ขอให้มีความสงบสุขทุกๆชีวิตครับผม
30.03.2557/12.00


มให้กำลังใจ
ใช้สมาธินั่งทำงาน
แล้วทุกอย่างจะเสร็จไปได้ด้วยดีครับ
ขยันจัง..เจ้าค่ะ...(อย่าปล่อยเวลาไป..เปล่าประโยชน์)...แล้วเมื่อไรจะพบ.."ว่าง"..
...ทำวันนี้ให้ดีที่สุดนะคะอาจารย์
เพลงนี้เลยครับท่านอาจารย์