ขณะที่ผมเดินลงมาจากชั้น ๕ ของคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ผมได้คิดถึงว่า คนที่เรียนจบปริญญาเอกแล้ว (สำหรับผู้ทำงานในวงการศึกษา) น่าจะถึงจุดหมายแล้ว (มีที่สูงกว่าปริญญาเอก และต่อไปก็มีที่สูงกว่า สูงกว่า และสูงกว่า กว่าที่สูงกว่าปริญญาเอก) คงเหลือเวลาก่อนตายอีกไม่มาก บางคนอาจทบกันกับเวลาที่ผ่านมา ดังนั้น หน้าที่ที่เราจะต้องทำจะมีอยู่ ๓ วงใหญ่ๆ คือ ตัวเราเอง ครอบครัว และสังคม ทั้ง ๓ วงนี้ มีความสัมพันธ์ต่อกัน เพราะเราคือส่วนหนึ่งของครอบครัวและสังคม ครอบครัวคือส่วนหนึ่งของสังคมและยินดีรับเราเป็นสมาชิก ขณะที่สังคมคือภาพรวมของครอบครัวและตัวเรา เวลาที่มีอยู่คือการจัดสรรให้ตัวเรา ครอบครัว และสังคม การให้เวลากับตัวเราก็คือการให้เวลากับครอบครัวและสังคม การให้เวลากับครอบครัวคือการให้เวลากับตัวเราและสังคม การให้เวลากับสังคมคือการให้เวลากับตัวเราและครอบครัว ใน ๓ วงใหญ่นี้ มีงานเป็นตัวกลาง หรืออาจไม่เป็นตัวกลางก็ได้ แต่งานจะอยู่ในทุกวง หมายความว่า ถ้าเราไปพัฒนาหมู่บ้าน ก็เท่ากับเราพัฒนาสังคม ขณะเดียวกัน คือการพัฒนาตัวเองและทำให้ครอบครัวดีขึ้น อย่างน้อยคือ จะรู้ว่าคนคนนี้อยู่ในครอบครัวนี้ (กรณีที่ดีตามแบบสังคม) ที่ผ่านมามีคนแบบนี้อยู่จำนวนหนึ่ง คนเหล่านี้ทำงานเพื่อสังคม ขณะเดียวกัน ผู้เฝ้ามองอย่างเราๆ ก็ยกย่องครอบครัว (หมายถึงสมาชิกด้วย) และตัวเขา ผมตั้งชื่อแนวคิดนี้ว่า "สังสารวัฏทางสังคม" โดยปรับชื่อมาจาก สังสารวัฏในพระพุทธศาสนาอันประกอบด้วย กิเลส กรรม วิบาก โดยมีตัวเราเป็นตัวเชื่อมทั้ง ๓ วงนั้น ปัญหาที่ผมถามตัวเองคือ สังสารวัฏทางสังคมนั้น อยู่บนฐานของ สังสารวัฏในพระพุทธศาสนาหรือไม่ คำตอบในตอนนี้ ผมมองว่า ยังอยู่บนฐานของสังสารวัฏในพระพุทธศาสนา ตรงที่ว่า แม้ว่าเราจะทำงานเพื่อสังคม อันหนึ่งของเราคือการอยากให้สังคมดีขึ้น ความอยากเป็นกิเลส แต่ดีกว่าการอยากที่จะทำลายสังคม เมื่อมีการอยากทำให้สังคมดีขึ้น (กิเลส) เราจึงลงมือปฏิบัติ (กรรม) จะโดยการร่างกฎหมาย วิธีคิดในนามของทฤษฎี รูปแบบชีวิต ฯลฯ อะไรก็ตาม สุดท้ายเรา ครอบครัว และสังคม จะได้รับผลของมัน (วิบาก) ดังนั้น สิ่งที่ตามมาของแนวคิด "สังสารวัฏทางสังคม" คือ ความไม่จบสิ้น ปัญหาที่ต้องคิดคือ ....?