ชีวิตที่พอเพียง : ๒๑๒๘. วิกฤติยิ่งยวด คือโอกาสยิ่งใหญ่ ๑. มุ่งเป้าระยะยาว ลงมือทำและมุ่งมั่น

 

          วิกฤติการเมืองไทยกำลังก้าวสู่สภาพการทำลายล้าง    แบบที่ไม่มีความรุนแรงแบบเลือดตกยางออกมากนัก    ไม่มีการรบราฆ่าฟันรุนแรง (ในขณะที่เขียน)    โดยการทำลายล้างเกือบทั้งหมดจะเป็นสภาพการง่อยเปลี้ยเพลียแรงทั่วทั้งสังคม    ที่เรียกว่า failed state

          วันที่ ๒๕ ก.. ๕๗ ผมฟังนักเศรษฐศาสตร์บรรยายผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว    และในฉากสถานการณ์ว่ามีรัฐบาล ที่ทำงานได้ในไตรมาสที่ ๓ ของปี ๒๕๕๗    ก็สรุปกับตนเองว่า ผู้รับผลลบรุนแรงคือคนเล็กคนน้อยส่วนใหญ่ของประเทศ    โดยที่ภาคเศรษฐกิจที่กระทบมากที่สุดคือ ภาคบริการ (services sector)    และส่วนที่เดือดร้อนมากที่สุดคือธุรกิจขนาดเล็ก (SME)   

          จริงๆ แล้ว ระบบเศรษฐกิจของไทยเป็นเศรษฐกิจเทียม ที่แขวนอยู่กับนโยบายประชานิยม    เป็นตัวระบายเงินงบประมาณ แผ่นดิน ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ    โดยที่ผลร้ายอย่างหนึ่งคือหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว    เวลานี้หนี้ครัวเรือนของไทย สูงที่สุดในอาเซียน คือสูงร้อยละ ๘๐ ของ จีดีพี    เขาอธิบายว่า คนไทยที่มีเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท จะต้องใช้หนี้ ๖,๒๐๐ บาท    จะเห็นว่า ที่ผ่านมาเราดูกันเฉพาะตัวเลขผิวเผินเฉพาะหน้า คืออัตราเพิ่มของ จีดีพี    ไม่ได้ดูตัวเลขหรือดัชนีที่สะท้อน ความมั่นคง ของเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างแท้จริง

          เมื่อวันที่ ๕ ก.พ. ๕๗ ผมพบคุณอาคม ภูติภัทร์ นักพัฒนาประชาสังคมแห่งจังหวัดตราด    ได้รับคำบอกเล่าว่า ลูกกลุ่มออมทรัพย์ของพระอาจารย์ สุบิน ปณีโต ที่มีเงินออมของกลุ่มหลายพันล้านบาท   แต่ลูกกลุ่มออมทรัพย์เหล่านั้น กลับมีหนี้สินส่วนตัวกันคนละมากมาย    สะท้อนปัญหาการดำรงชีวิตที่ไม่พอเพียง ไม่พอดี    เป็นหนี้จากการกระตุ้นให้จ่าย โดยไม่จำเป็น    เป็นวิกฤติการดำรงชีวิตที่ไม่รู้เท่าทันระบบเศรษฐกิจทุนนิยม

          แต่ที่ไม่รู้เท่าทันกันทั้งเมือง (รวมทั้งผมด้วย) คือระบบการเมืองที่เราใช้กันอยู่ในเวลาเกือบ ๒๐ ปี    ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐    ที่หวังกันว่าจะทำให้การเมืองไทยมีความมั่นคง    โดยมีพรรคการเมืองที่มั่นคง ไม่โดน สส. ขายตัวย้ายพรรค หรือขายเสียง   

          รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งได้จริง    แต่ก็ผ่านการทำลายระบบตรวจสอบคานอำนาจ    ผ่านการซื้อตัว สส.    ด้วยการใช้อำนาจเงิน    การเมืองไทยกลายเป็น money politics, crony politics    สู่ corrupted politics  ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย    แต่เป็นอัตตาธิปไตยโดยคนคนเดียว    กลายเป็นความมั่นคงของอำนาจที่รวบไว้ที่คนคนเดียว    เข้าสู่สภาพ Absolute power corrupts absolutely    ที่เราเห็นกันแล้วว่า ทำลายสังคมเพียงไร

          กลับมาที่วิกฤติยิ่งยวด คือโอกาสยิ่งใหญ่     ตอนนี้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพวิกฤติยิ่งยวดจริงๆ    ความขัดแย้ง ลุกลามไปทั่ว     และความรุนแรงมีโอกาสเกิดเมื่อไรก็ได้

 

 

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ก.พ. ๕๗

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (2)

ขอบคุณค่ะ

ขออนุญาตนำไปเผยแพร่บน Facebook เช่นเคยนะครับอาจารย์

www.facebook.com/peerawas.keesiri