/// สังคมไทยน่าสมเพช ประชาชนน่าเวทนา ///

/// สังคมไทยน่าสมเพช ประชาชนน่าเวทนา  ///

จากเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านสายตาทุกท่าน มา 6 เดือนแล้ว ทั้งจากหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บบอร์ด และโลกในโซเชี่ยล ทั้งเฟสบุ๊ค ไลน์ เป็นต้น

ผมเชื่อว่า ถ้าท่านผู้ใดแค่รักความยุติธรรม หรือ “ยอมรับ” ว่าบ้านเมืองต้องมีกฏกติกาในการอยู่ร่วมกัน ย่อมเกิด “สติ” และ “ปัญญา” เห็นชัดถึงความเป็นไปที่ โกหก หลอกลวง ปลิ้นปล้อน สร้างภาพคนดี คนเลว (เหมือนฝ่ายเทพ-ฝ่ายมาร เมื่อปี 2535), เอาเปรียบ ขู่เข็ญ ตลบตะแลงตัดสินอีกฝ่ายหนึ่งผิดตลอดกาล อีกฝ่ายไม่ผิดอะไรเลยแม้จะทำกรรมบาปหยาบช้า ก่อความวุ่นวาย ฆาตกรรมผู้คนก็ตาม, โลภเอาแต่ได้ โกรธอาฆาตแค้น โมหะหลงเชื่อแบบขาดความยั้งคิด ของคนกลุ่มหนึ่งที่สร้าง “ทุรเข็ญ” ในสังคมไทย 

ทุกท่านคงเห็นด้วยสายตา ได้ยินกับหูแล้วว่า “กลุ่มบุคคลที่อ้างว่าจะมากอบกู้บ้านเมือง จะมาปฏิรูปประเทศไทยให้ดีขึ้น” นั้น แท้จริงเขาไม่ได้มาทำอย่างที่พูดสักนิดเดียว แต่เขากลับทำทุกอย่างให้บ้านเมืองวุ่นวาย สับสน ทั้งปิดล้อมสถานที่ราชการ บุกรุกทำลายทรัพย์สินทั้งของราชการและเอกชน ปิดถนน จนประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว เศรษฐกิจเสียหายอย่างมหาศาล 

แต่ที่น่าเกลียดมาก สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทย ก็เกิดขึ้น คือหน่วยงานราชการบางหน่วยทั้งทหาร องค์กรอิสระต่างๆ กลับคุ้มครองคนที่ก่อความเดือดร้อน กระทำการรุนแรง โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการคลี่คลายความเดือดร้อนนั้นๆ ทุกคนอ้างว่าอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกหน่วยงานขององค์กรอิสระ และฝ่ายความมั่นคง กลับขัดขวางต่อต้านระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่น่าสมเพชใจมาก อยากได้ “อำนาจ” จนทำลาย “ความดีงาม” หมดสิ้น

***สรุปกันง่ายๆ: ความวุ่นวายโกลาหลในบ้านเมืองของเราขณะนี้ สาเหตุมาจากมีบุคคลกลุ่มหนึ่ง “ต้องการมีอำนาจ” ในการบริหารปกครองประเทศแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่อยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองอย่างเด็ดขาด***

และเขาไม่ต้องการให้นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองจากพรรคไหนๆ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน คือ พรรคเพื่อไทย เข้ามา “มีอำนาจ” อย่างแท้จริง 

เขาต้องการเป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว เขาอยากควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองนี้ ให้เป็นไปตามความคิด และความต้องการของเขา 100 เปอร์เซ็นต์

แต่...โชคร้ายของประเทศไทย และของเขา ที่เขาไม่สามารถทำได้ตามที่ต้องการ

 

สาเหตุที่เขาไม่สามารถทำได้ตามที่ต้องการ ก็เพราะคำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ที่เขาได้ประกาศในรัฐธรรมนูญ และไปรับรองกับนานาชาติว่าประเทศไทยจะปกครองในระบอบนี้ 


เพราะสาเหตุนี้ สร้างปัญหาให้เขามาตลอด ทำให้เขาต้องยอมหน้าด้าน “ยึดอำนาจรัฐ” จากอำนาจประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ทุก 2-3 ปี (รวมที่เขาทำมา 18 ครั้ง) และเมื่อเขา “ยึดอำนาจรัฐ” ไปได้แบบเบ็ดเสร็จในแต่ละครั้งแล้ว เขาจะรีบปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารใหม่ และเอาคนของเขาเข้ามาดำรงตำแหน่งทุกภาคส่วนจนครอบคลุมทุกหน่วยงานราชการ แต่ถ้าอะไรที่รูปแบบโครงสร้างราชการเดิมๆ ไม่เอื้อให้ เขาก็จะจัดตั้งหน่วยงานนั้นเป็นองค์กรอิสระ หรือองค์การมหาชน เพื่อไม่ให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาเสวยอำนาจง่ายๆ หรือบริหารงานได้สะดวก ราบรื่น จนประชาชนศรัทธาวิธีการบริหาร การทำงานของนักการเมืองคนนั้น

แต่...โชคร้ายของประเทศไทย เมื่อเขาจำยอมต้องให้มีการเลือกตั้ง หลังจาก “ยึดอำนาจรัฐ” ไป เขาก็ไม่สามรถทนต่อกระแสกดกันจากนานาชาติได้ ต้องยอมให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อเลือกตั้งได้นักการเมืองเข้ามาแล้ว นักการเมืองก็ต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ไม่ช้านักการเมืองก็เปลี่ยนแปลงบุคคลตามตำแหน่งต่างๆ ที่เขาวางคนของเขาไว้ เพื่อสนองงานตามนโยบายการบริหารใหม่ พอผ่านไป 1 ปี 2 ปี คนของเขาถูกเปลี่ยนไปมาก ชักเหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ เขาก็จะทนไม่ได้ที่เขาไม่สามารถควบคุมอำนาจได้เต็มร้อยอีก 

เขาก็จะหาเรื่อง “ยึดอำนาจรัฐ” อีก โดยอ้างว่า “นักการเมืองมันเลว ชอบทุจริต คอรัปชั่น” แต่ถ้ากระแสไม่ตอบรับ เขาก็จะเปลี่ยนไปเป็นข้อหา “ล้มเจ้า” หรือ “ล้มสถาบัน” หรือถ้ายังกระแสไม่ตอบรับอีก เขาก็จะหาเรื่องให้องค์กรอิสระที่เขาสร้างไว้ มาตัดสินว่านโยบายของนักการเมืองยังไม่จำเป็น ใช้ไม่ได้ และสร้างความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง (แบบปี 2556 – 2557) เพื่อให้เห็นว่า นักการเมืองไม่มีอำนาจพอ และไม่ได้ตั้งใจมาทำงานพัฒนาบ้านเมืองจริง เขาทำอย่างนี้จนกลายเป็น “วงจรอุบาทว์” มาแล้ว 18 ครั้ง

สรุป : สาเหตุเพราะ “ต้องการมีอำนาจ” แต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวกับเรื่องคนดี คนชั่ว การทุจริตคอรัปชั่นหรอกครับ เพราะคนของฝ่ายเขาก็มีเรื่องทุจริตคอรัปชั่นมากมายกว่าฝ่ายประชาธิปไตย แต่เพราะสื่อของเขาช่วยกันปกปิด และคนของเขาช่วยกันกลบเกลื่อน และทำเป็นพิจารณาคดีชักช้าจนหมดอายุความ หรือถึงที่สุดก็ช่วยกันแบบ “หน้าด้าน” นั่นแหละ ไม่ได้ตั้งใจจะมาปฏิรูปประเทศอะไรหรอกครับ

ไม่งั้น คงไม่เกิดวาทะดูถูกเหยียดหยามกันขึ้นมาหรอกครับ เช่น 15 ล้านเสียงในชนบท สู้ 3 แสนเสียงที่มีคุณภาพของเมืองกรุงไม่ได้, ไม่ควรให้ทุกคนมีคะแนนเสียงเท่ากัน, คนที่มีฐานะสูงกว่า ตำแหน่งงานดีกว่า เรียนจบสูงกว่า ควรมีคะแนนเสียงมากกว่าชาวบ้านธรรมดาสามัญ. 

จริงๆ คนไทยยุคนี้ ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง รอบรู้เรื่องราวทั้งประวัติศาสตร์ และการปกครองทุกรูปแบบ และที่โชคดีที่สุด คือ นับถือพระพุทธศาสนา เป็นหลักในการดำเนินชีวิต 

ดังนั้น เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดในช่วงนี้ น่าจะทำให้ ทุกท่านได้ “สติ” เข้าถึง “ความจริง” กันสักทีบ้างนะครับ 

...............

แต่...ถ้าท่านใดเห็นว่า ไม่ควรให้ประชาชนเลือก “นักการเมือง” เข้ามาบริหารประเทศ ควรให้บุคคลที่เราเชื่อว่า “เป็นคนดี มีคุณธรรม” มาเป็นผู้บริหาร ผู้นำ หรือผู้ปกครองประเทศ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน 

แต่...ท่านควรประกาศไปให้ชัดเลยว่า ไม่อยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ชอบประชาธิปไตย ไม่ชอบการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ไม่อยากให้ชาวบ้านธรรมดามีเสียงเท่ากับคนเมือง 

ช่วยหน่อยนะครับ ช่วยอย่าสร้างความสับสนให้คนไทยในปัจจุบัน และในอนาคต ชีวิตของพวกเขาจะได้ไม่ต้องมายุ่งยาก ทุกข์มากขึ้น แค่ทำมาหากินเลี้ยงชีพและครอบครัว ก็ทุกข์เต็มทีแล้ว เขาคงไม่เคยประสบกับชะตากรรมแบบประเทศเพื่อนบ้านเราผ่านมาเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ดังเช่น เขมร 3 ฝ่ายรบกันฆ่ากัน 

ไม่ใช่ปากบอกว่าประเทศไทยควรมีประชาธิปไตย แต่การกระทำกลับถูกหลอกให้นิยมใฝ่หาระบอบ “อภิสิทธิ์ชน” ที่สร้างภาพเป็น “คนดี” จนมีคนหลงเชื่อเป็นความจริง บางครั้งหลงเชื่อจนรู้สึกว่าพระพุทธองค์ยังดีไม่เท่า เก่งไม่เท่าเลยครับ (เฮ้อ !!!!)

ถ้าผมเป็นผู้วิเศษ ผมอยากบันดาลให้ผู้คนที่ใฝ่หาระบอบอภิสิทธิ์ชน ไม่นิยมระบอบประชาธิปไตย ย้อนกลับไปใช้ชีวิตแค่เบาะๆ สมัยรัชกาลที่ 6 นี่ก็พอ แค่สังคมที่แบ่งชนชั้น ดูถูกดูหมิ่นกันในขณะนั้น คนเหล่านี้จะอยู่ไหวไหม ? หรือบางทีอยากให้พวกคนเราเหล่านี้ไปอยู่ประเทศเกาหลีเหนือจัง

น่าลองนะครับ.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สังคม บ้านเมือง



ความเห็น (0)