วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 วันนี้เป็นวันมาฆะบูชา ฉันได้มีโอกาสไปวัดแห่งหนึ่งที่ อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ชื่อว่าวัดเขาสามยอด ซึ่งการไปครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว สถานที่แห่งนี้ได้ทราบมาจากอาจารย์ท่านหนึ่งว่า "เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ต้องสำรวมกายวาจาใจ" ภายในบริเวณแห่งนี้จะมีถ้ำอยู่บนภูเขาสูง ภายในถ้ำนั้นก็มีอีกถ้ำหนึ่งซึ่งต้องปีนบรรไดขึ้นไปอีกนิดหน่อย ฉันก็รู้เพียงว่าที่นั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรมากนัก วันนี้วันที่ 18 มี.ค. 57 ฉันจึงหาข้อมูลตามเว็บไซด์ต่างๆ ก็ไปเจอข้อมูลในเว็บๆ หนึ่ง เขียนไว้ว่า
"ถ้ำอรหันต์ วัดเขาสามยอด ภูผาม่าน ขอนแก่น(ใกล้กับชุมแพ)
ติดกับจ.เลย ย่านภูกระดึง ภูหอ ภูหลวง
ตามตำนาน เป็นถ้ำที่พระมหากัสสปะ ทิ้งสังขารไว้
ที่ภูเขาสามลูกพิงกัน
ภูเขาได้งอกหุ้มร่างไว้
รอให้พระศรีอริยะเมตไตย มาปลงสังขารให้
ตามสัญญา ที่มีไว้ ในนิทานธรรม
ช้างแสนรู้(พระมหากัสสปะ) และครวญช้าง(ชาติหนึ่งของพระศรีอริยะเมตไตย)"
จาก http://www.navagaprom.com/oldsite/show1.php?id=1075
 
และ​ได้​เปิดเจอข่าวๆ หนึ่ง ขอคัดลอกข่าวมาจากเว็บไซด์นั้น เมื่อปี 54 ดังนี้ (http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=1&qid=27556)
 
"เหตุพระธุดงค์ปลงสังขารนานกว่า 2 ปี ร่างกายยังสมบูรณ์ไม่เน่าเปื่อย พบในถ้ำลึกอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ได้รับการเปิดเผยขึ้นวันที่ 3 มี.ค.2554 เวลา 09.30 น. ร.ต.อ.ชนะ โกรธา ร้อยเวรสอบสวน สภ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น รับแจ้งเหตุพบศพพระมรณภาพในถ้ำเขาสามยอดผานกเค้า เขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน หมู่ 11 ต.นาหนองทุ่ม จึงพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยเต็กก่า จีแชเกาะ และหน่วยกู้ภัยเทวาภูผาม่าน เดินทางไปชันสูตรศพ
 
ที่เกิดเหตุอยู่ในป่าลึกเจ้าหน้าที่ต้องเดินด้วยเท้าลัดเลาะไปตามป่าเขา บางช่วงต้องปีนป่ายข้ามหุบเหว การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก รวมระยะทางไปกลับกว่า 10 กม. ใช้เวลานานกว่า 8 ชั่วโมงจึงสามารถนำศพออกจากถ้ำได้ ในที่เกิดเหตุพบศพพระภิกษุนอนขดตัวภายในถ้ำที่คับแคบ สภาพศพสวมใส่สบงจีวรอย่างเรียบร้อย เนื้อหนังแห้งรูปร่างยังสมบูรณ์ไม่เน่าเปื่อยเหมือนซากศพทั่วไป มีเชือกไนลอนสีแดงผูกคอโยงกับโขดหิน ในทางเอนกึ่งนั่งกึ่งนอนลักษณะเหมือนนั่งสมาชิกก่อนล้มสิ้นลมหายใจ ค้นในตัวไม่พบหลักฐานแสดงชื่อ-นามสกุล ที่เกิดเหตุมีบาตรพระ กรดสำหรับจำศีลและเครื่องใช้จำเป็นของพระสงฆ์ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วหลายเดือน สอบถามนายไพบูลย์ ยอดมา อายุ 28 ปี ชาวบ้านที่พบศพทราบว่า ได้เดินลัดเลาะหาของป่าเพื่อดำรงชีพตั้งแต่เช้าวานนี้ จนตกเย็นขณะไต่หุบเขาเพื่อออกจากป่ากลับเข้าหมู่บ้าน จึงมาพบศพพระมรณภาพดังกล่าวอยู่ภายในถ้ำ แล้วแจ้งให้นายบุญตุ้ม หันเผือก ผู้ใหญ่บ้านทราบ
 
ส่วนชาวบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียงให้การว่า พระรูปดังกล่าวไ ผาสามยอด 14 กพ. 57 ด้ธุดงค์มาปักกรดจำศีลภาวนาในป่าอุทยานแห่งนี้นานกว่า 6 ปีแล้ว ช่วง 2 ปีหลังได้หายตัวเข้าไปในป่าลึกโดยได้เขียนจดหมายทิ้งไว้กับ ชาวบ้านมีข้อความว่า "วันใดฉันไม่อยู่ โปรดรู้ ฉันไปแล้ว ใครถามให้ตอบตามแนว ว่าไปแล้วก็แล้วกัน อย่าเสียเวลาตามหา เพียงรู้ว่าเช่นนั้น อย่ากังวลไม่สำคัญ ความจริงนั้น ฉันไม่ได้ไป-ไม่ได้มา" เป็นปริศนาธรรมที่ชาวบ้านเก็บเอาไว้นานกว่า 2 ปี พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของญาติพระ เจ้าหน้าที่ติดต่อไปทราบว่าพระที่มรณภาพชื่อพระทวีศักดิ์ จิตรพี อายุ 67 ปี เดิมเป็นชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เคยทำงานเป็นวิศวกรเครื่องกลอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกานานกว่า 20 ปี หลังจากกลับมาอยู่เมืองไทยเกิดเบื่อหน่ายทางโลกจึงออกบวชธุดงค์ไปตามป่าเขาเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้น
 
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำศพมาชันสูตรที่โรงพยาบาลชุมแพ ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างแห่มาดูศพถึงกับตะลึงที่ศพไม่เน่าเปื่อย หลายคนถือโอกาสแย่งกันฉีกเอาผ้าจีวรที่ติดกับศพเอาไว้เป็นเครื่องรางของขลังให้กับตัวเอง โดยพนักงานสอบสวนได้ให้ จนท.กู้ภัยนำศพมาเก็บรักษาไว้ที่พุทธสมาคมฯ เต็กก่า จีแชเกาะ มีนายฉัตรทวัน ถาวรวุฒิประพันธ์ หน.หน่วยกู้ภัยเต็กก่า จีแชเกาะ ได้ถวายผ้าจีวรผืนใหม่สวมใส่ให้กับสังขาร พร้อมจัดดอกไม้สดตกแต่งสถานที่อย่างสวยงาม นำสังขารของพระทวีศักดิ์ ฯ ขึ้นแท่นไว้ ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างให้ความสนใจเดินทางมาดูและกราบไหว้กันแน่นขนัดตลอด 3 วัน
 
ต่อมา น.ส.สุวิทย์ จิตรพี อายุ 80 ปี และนายบุญชัย จิตรพี อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 139 ซอยพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. พี่สาวและน้องชายพระทวีศักดิ์ฯ ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อขอรับศพไปบำเพ็ญกุศล โดยเปิดเผยว่า พระทวีศักดิ์ หรือ "หลวงหน่อย" อดีตเป็นวิศวกรเครื่องจักรทำงานอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกานานกว่า 20 ปี หลังจากเกษียณกลับมาอยู่เมืองไทย ได้อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2536 ที่วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีหลวงปู่ทิม พระเกจิชื่อดังเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า "เขมะธรรมโม" จากนั้นได้ออกธุดงค์ไปตามป่าเข้าลำเนาไพรเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้น ล่าสุดทราบข่าวว่ามาปักกรดในป่าผานกเค้า อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน แต่ขาดการติดต่อกันมานานหลายปี จนกระทั้งทราบข่าวมรณภาพ จึงเดินทางมาขอรับศพเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศล ซึ่งทางหน่วยกู้ภัยเต็กก่า "จีแชเกาะ" ได้จัดรถนำสังขารพระทวีศักดิ์ เขมะธรรมโม ไปส่งที่วัดประค่าว ย่านรามอินทรา กทม. ซึ่งเป็นสถานที่ที่ญาติได้จัดเตรียมเอาไว้ ส่วนเงินบริจาคที่ชาวบ้านได้มีจิตศรัทธาทำบุญกับพระทวีศักดิ์ฯ ทางญาติได้มอบให้กับพุทธสมาคมฯ จีแชเกาะ เพื่อนำไปช่วยเหลือด้านสาธารณกุศลต่อไป"
 
พออ่านจบ...ทั้ง​อึ้งแ้ลงงไปหมด ทั้งปีติ น้ำตาจะไหล นึกย้อนไปว่า "นี่เราไปได้ยังไง (คนเดียว)"...เพราะพุทธานุภาพของ​พระพุทธองค์แท้ๆ และยิ่งทำให้​ศรัทธาใน​พระศาสนายิ่งแน่นแฟ้นขึ้นอีก
-----------------------------------------------------------
ก่อนหน้าวันที่จะไปได้นัดกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งและบรรดาเหล่าเพื่อนๆ ที่สนใจที่จะไป รวมๆ กันแล้วประมาณ 10 กว่าคน แต่ด้วยมีเหตุจำเป็นที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นไม่สามารถไปได้ จึงทำให้โครงการต้องล้มเลิกกันไป และทุกคนก็ต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทาง ส่วนใหญ่ก็ไปกับครอบครัว รวมถึงตัวเองก็มีนัดกับครอบครัวด้วย แต่เผอิญในวันที่ 14 กพ. ทางบ้านก็ยกเลิกการเดินทางเช่นกัน จึงทำให้กิจกรรมต่างๆ ว่างลง ซึ่งฉันก็ได้สำรองแผนไว้ 2 แผน คือ วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร และ ผาสามยอด แต่สุดท้ายเลือกไปผาสามยอด เพราะถ้าไปวัดดอยธรรมเจดีย์จะเป็นเวลาที่สั้นเกินไป จึงโทรหาเพื่อนอีกคนหนึ่งชวนไปด้วยกัน และเค้าเอาลูกน้อยไปด้วย จึงได้เพื่อนร่วมทาง....
 
14 ก.พ. วันนี้ขับรถไป​ใน​จิตใจ​ก็​ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ประกอบ​กับ​ต้องการ​พิสูจน์อะไรบางอย่าง และการไปครั้งนี้ทำให้เกิดมุมมองเกี่ยวกับธรรมะ ในหลายๆ มุม 
 
อย่างที่บอกครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ฉันไปที่นั้น ครั้งแรก​ไปกับ​เจ้านายเพื่อ​จะ​นิมนต์พระและนัดหมายท่าน เพราะจะมีการทำบุญทอดผ้าป่าที่วัดและทุกคนก็พร้อมใจกันไปเกือบทั้งสำนักงานประมาณ 23-24 คน  และได้คุยกันว่าจะพากันเดินขึ้นยอดเขากัน ครั้งที่สอง ก็พากันไปตามที่ได้นิมนต์ท่านไว้ แต่ก็มีเหตุให้แยกกันเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเดินขึ้นเขาตามที่ได้พูดและวางแผนกันเอาไว้ ส่วนอีกกลุ่มก็ไปทำบุญต่ออีก 2 วัดตามที่วางแผนไว้เช่นกัน ส่วนฉันก็เลือกที่จะเดินขึ้นยอดเขาและได้เข้าไปในถ้ำ แต่กลับไม่ได้​ขึ้นไปบนถ้ำอีกชั้นหนึ่ง ซึ่ง​เป็น​ที่​ประดิษฐานพระมหากัสสะปะ เพราะด้วยความไม่รู้กัน และเมื่อมองขึ้นไปชั้นบนแล้วนึกว่าเป็นที่อยู่ของพระ และมองเข้าไป​ใน​ถ้ำก็เป็นมืดๆ จึงไม่กล้าขึ้นไปกัน กลับลงมาผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ได้ด้วยกันจึงไปเล่าให้อาจารย์ผู้ค้นพบฟัง อาจารย์ท่านจึงว่าทำไมไม่ขึ้นไปกัน และท่านก็ได้อนุโมทนาบุญกับพวกเราด้วย...นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องกลับไปที่นั่นอีกครั้ง และเป็นเวลาที่ลงตัวของฉันทีเดียว
 
มาถึงวัดวันนี้ก็เกือบๆ เที่ยงแล้ว ที่คิดไว้ว่าวันนี้คนน่าจะน้อย แต่พอไปถึงจริงๆ คนเยอะมาก เนื่องจากวันนี้เป็นวันมาฆะบูชา พอมาถึงที่นี่สังเกตเห็นว่าเค้าเดินไม่ใส่รองเท้ากันเลยตั้งแต่อยู่ในวัด เพราะตอนที่มาครั้งก่อนนั้นท่านไม่ให้ใส่รองเท้าตอนเดินขึ้นเขา ก็ทำให้นึกถึงวัดในประเทศพม่าซึ่งต้องถอดรองเท้ากันตั้งแต่ลงจากรถ หลังจากนั้นฉันและเพื่อนพร้อมด้วยลูกชายตัวน้อยๆ ก็เดินเข้าไปในศาลาที่ท่านทำพิธีทางศาสนา พอไปถึงท่านก็ทำพิธีเสร็จ ก็ได้พบกับหลวงตาที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส จึงได้ถวายสังฆทานท่านแต่วันนี้ท่านจะยุ่งมาก จึงไม่ได้มีโอกาสสนทนาธรรม และวันนี้ก็มีพิธีสืบทอดพระศาสนาซึ่งฉันกับเพื่อนก็ไม่เคยเห็นมาก่อน และฉันก็ได้เดินไปถามแม่ชีที่ท่านอยู่ที่นั่นว่าวันนี้จะเดินขึ้นเขาได้มั้ย ท่านก็บอกว่าขึ้นไปได้เลย
 
ฉันกับเพื่อนก็เดินออกมาจากศาลาและมองไปที่ทางเดินขึ้นเขา ก็สังเกตุเห็นว่าไม่มีใครเดินขึ้นเขาเลย คงเป็นเพราะเที่ยงๆ บ่ายๆ แล้ว อากาศก็ค่อนข้างร้อนมากด้วย ฉันกับเพื่อนพร้อมด้วยลูกชายก็เดินขึ้นไป แต่เพื่อนไม่เดินไปถึงยอดด้วยกัน เพราะมีลูกน้อยมาด้วย ก็เดินขึ้นไปตรงบริเวณกุฏิหลวงตา ซึ่งก็ไม่ไกลมานัก เดินขึ้นไปสักหน่อยก็เจอผู้หญิงคนหนึ่งเดินลงมากับลูกสาว (ลูกครึ่ง) 2 คน หน้าตาหน้ารัก แต่ดูท่าทางจะหงุดหงิดนิดหน่อย คงเหนื่อยแล้วอากาศก็ร้อนด้วย จึงถามเค้าว่าข้างบนมีคนอยู่มั้ย พี่เค้าก็บอกว่ามีคนเดินขึ้นไปอยู่คะ......ฉันจึงตัดสินใจที่จะเดินขึ้นไปคนเดียว เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว และไม่อยากเสียโอกาสดีๆ ไป ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกมั้ย.....ฉันก็เดินขึ้นไปเรื่อยๆ เท้าสัมผัสกับก้อนดินก้อนกวด ภาวนาพุทโธๆๆ ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุดพัก แต่การพักของฉันไม่เกิน 2 นาทีก็หายเหนื่อยแล้ว ตลอดระยะทางฉันสังเกตว่าอากาศไม่ได้ร้อนอย่างที่คิดเพราะต้นไม้บดบังแสงอาทิตย์ไว้หมด ลมอ่อนๆ พัดโชยมาเป็นระยะๆ เดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดๆ หนึ่งที่เป็นกุฎิสำหรับนั่งพัก รู้สึกว่าเร็วดีจ้ง เพราะถึงบริเวณนี้ก็เป็นกลางทางแล้ว เดินอีกนิดหน่อยก็ถึงยอดเขาแล้ว 
 
 
 
ซึ่งระหว่างนี้ทำให้ได้เห็นธรรมะ 3 ข้อ 
 
๑. เราทุกข์เพราะคิด... ทุกข์เพราะไปคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และสิ่งที่คิดไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่เราคิด  อาจารย์ท่านหนึ่งเรียกว่าทุกข์ฟรี เอาไว้ให้มันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วเวลานั้นก็ค่อยทุกข์...
______________
 
๒. บทพิสูจน์ความคิดคือต้องลงมือทำแล้วจะเห็นความจริง เพราะโดยธรรมชาติแล้วความคิดมักปิดบังความจริง
_______________
 
๓. ใช่...เราจะได้ในสิ่งที่ปรารถนาเมื่อหมดความปรารถนา
     
_______________
 
เดินขึ้นไปอีกสักหน่อยก็เจอสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินลงมา เพราะตลอดระยะทางไม่เจอใครเดินสวนทางเลย....และคิดว่าคงจะมีแค่สองคนนี้แหละมั้ง เดินขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ไม่เจอใครเลย จนกระทั่งถึงยอดเขา เข้าไปในถ้าก็ไม่เจอใคร ฉันก็เลยก้มลงกราบพระพุทธรูปที่อยู่ภายในถ้ำ ตั้งนะโม 3 จบ ตามด้วยไตรสรณคมณ์ และบทพุทธานุภาพ แต่เป้าหมายของฉัน คือต้องปีนบรรไดขึ้นไปบนถ้ำอีกชั้นหนึ่ง..... 
 
 
เมื่อฉันปีนบรรไดขึ้นไปจนจะถึงปากถ้ำ อีกประมาณ 1-2 ขั้น ฉันมองเข้าไปข้างใน ข้างในนั้นมืดมาก ฉันจึงเอาไฟฉายที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือส่องเข้าไป ข้างในเป็นโพรงถ้ำให้เราเดินเข้าไปอีก ฉันจึงหยุดยืนอยู่ที่บรรไดนิดหนึ่ง แล้วตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทางที่ท่านอยู่บริเวณนี้่ก่อน (เพราะถึงยังไงที่นี่ต้องมีเจ้าที่ ซึ่งในแว็บแรกนั้นนึกถึงงูใหญ่) แล้วฉันก็มุดเดินเข้าไปในถ้ำ ซึ่งความสูงของถ้ำไม่สูงมากนักต้องก้มตัวลงสักหน่อย.....เดินไปใจก็เต้นไป ด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้ เดินไปสักระยะหนึ่งก็เห็นมีเทียนจุดไว้ตลอดระยะทาง ก็คิดว่าคงเป็นสองสามีภรรยาที่เดินสวนทางกันเมื่อตะกี้มั่ง แล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ไปจนสุดทาง แสงเทียนก็ส่องทำให้เห็นพระพุทธรูปที่อยู่ด้านในใน แล้วเห็นเงาดำๆ 2 ข้างพระุพุทธรูป ก็นึกว่าเป็นพระพุทธรูปเหมือนกัน เพราะไม่กระดุกกระดิก ซึ่งตอนนั้นสายตาก็เห็นไม่ค่อยชัดเท่าไร สักพักอีกข้างหนึ่งขยับได้ ก็เลย..อ๋อ..คงไม่ใช่แล้วหละ ฉันก็เิดินเข้าไปใกล้ๆๆ ก็เห็นเป็นผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งแต่งชุดขาวนั่งสมาธิกัน ผู้หญิงเห็นฉันก็เลยถามว่า "มาคนเดียวเหรอคะ" ฉันก็บอกว่ามากับเพื่อนแต่เพื่อนไม่ได้ขึ้นมาด้วยกัน.... ฉันก็ก้มลงกราบพระ....สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือ ตั้งนะโม 3 จบ ตามด้วยไตรสรณคมณ์ ซึ่งเป็นบทที่ฉันชอบ เพราะสิ่งที่ฉันยึดอย่างเหนียวแน่นและปักหลักลงไปแล้วไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น คือ พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ฉันไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว.....ฉันจึงนั่งสมาธิสักครู่และสัมผัสได้ถึงความโปร่งโล่งเบา และตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้ามีโอกาสก็จะกลับมาที่นี่อีกครั้ง แล้วจึงเดินออกมาพร้อมกับพี่สองคนนั้น
 
หลังจากนั้นฉันก็เดินลงมาจากเขาคนเดียว เพราะพี่สองคนนั้นเค้าถ่ายภาำพเล็กๆ น้อยๆ กันสักหน่อย พอเดินลงมาได้สักพัก จู่ๆ ฉันก็นึกเอะใจนิดหน่อยว่า ที่เราเห็นสองคนนั้นคนหรือเทวดาน๊า... คือคิดเล่นๆ ไปคะ เพราะเห็นเค้าใส่ชุดขาวทั้งคู่เลย....ขณะที่เดินลงมาก็ได้สัมผัสการเดินลงอีกแบบหนึ่งเพราะก้อนกรวดเม็ดเล็ำกๆ จะปักเท้าค่อนข้างเจ็บกว่าตอนขาขึ้น เพราะขาลงน้ำหนักตัวจะทิ้งตัวลงไปที่เท้ามากกว่าขาขึ้น....สรุปแล้วระยะเวลาที่ฉันเดินขึ้นลงเขาวันนี้ราวๆ 1 ชั่วโมงครึ่ง ........
 
 
 
ขอบคุณภาพจากเว็บไซด์ http://www.navagaprom.com/oldsite/show1.php?id=1075 (สามภาพสุดท้าย)