ภาษาที่เราพูดกันปกติ มาจากพฤติกรรมในโลกวิสัย จึงสื่อสารเพียงเพื่อสะท้อนความต้องการ อารมณ์ เจตนา ฯ เพื่อเรียกร้อง ก่นด่า โน้มน้าว ระบาย ฯ ซึ่งมีสองทางคือ ๑) ผลักเจตจำนงร้ายออกไปใส่คนอื่น ๒) เรียกร้องให้คนอื่นใส่ใจตน.. จนกลายเป็นพฤติกรรมซ้ำซาก ติดในวังวนของกลกิเลส ความอยาก และความไม่รู้เท่าทันตนเอง

               คำพูดเหล่านั้น จึงไม่น่าฟัง ไม่น่าคิด ไม่น่านำมาเป็นสิ่งเตือนใจ ให้สาระต่อการดำเนินชีวิตเชิงสร้างสรรค์ หากจะเป็นก็อาจเป็นได้แค่ "อย่าทำเป็นตัวอย่างคนนั้น" ในเชิงลบ จากนั้นก็คงไม่มีใครจดจำเอาสิ่งดีๆ ของเขาไปใช้เป็นแบบอย่าง

               ส่วนคำพูดของนักปฏิบัติ นักคิด นักสร้างสสรรค์ จรรโลงสังคม ที่ประดิษฐ์คำ และข้อคิด ให้เป็นมิตร เป็น (ทอง) คำ ที่ชักนำไปสู่การแสดงออก ให้เหมาะสมถูกต้อง ดีงาม ในสังคมมนุษย์ ครั้นเมื่อสิ้นกาย คำพูด ข้อคิด ยังสถิตย์ เสถียรอยู่ในสมองของผู้คนมากมาย จนอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจ หรือเป็นระหัสไขธรรมไปสู่ทางบรรเทาทุกข์ได้ด้วย

               บุคคลดังกล่าวนี้ ได้แก่ พระราชา นักบวช นักปรัชญา ผู้นำสังคม พ่อแม่ ครูอาจารย์ ฯ ในที่นี่ขอนำคำของนักบวชที่เรียกว่า พระอริยสงฆ์  มาเป็นเครื่องบรรเทาให้เรา ที่ถูกกระแสทุกข์ผูกใจ จนเกิดความมืดมน หาทางแก้ไม่ได้ จงใช้หลักคำ ที่ซ่อนธรรมไว้คิดดังนี้ครับ

               ๑) พระพุทธเจ้า ตรัสว่า "ความอยาก ละได้ยากในโลก สัตว์เป็นอันมาก ข้องอยู่ในความอยากเหมือนลิงติดบ่วง"

               ชีวิตปัจจุบัน ดำเนินไปสู่เส้นทางความอยาก ที่ไร้ขีดจำกัด ความอยากจึงกัดเราทุกเช้าค่ำ อยากได้สารพัด จนตอบสนองใจไม่ทัน ที่สุดใจก็ทุกข์เอง  เพียงแค่รู้ใจในความอยาก แล้ววางมันลงบ้าง อย่าเที่ยวเดินห้างหวังสิ่งของต้องประสงค์ จ่ายมาก ความอยากก็ไม่ลดลง มีแต่เข้าดงพงอยาก จึงยากใจ

               ๒) หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต กล่าวว่า "ติดดีนี้แหละแก้ยากกว่าติดชั่วเสียอีก"

               เห็นจะเป็นเช่นนั้น เพราะมนุษย์ทำดี มักจะหลงยึด ติดในตัวดี โฆษณาตัวดี จนเหลิงว่าทำดี ลืมความดีที่ทำไม่ลง ที่จริงความดี เป็นแค่คุณธรรมให้จิตสะดวกเท่านั้น เพื่อจะได้มีโอกาสสรา้งความดีให้สูงขึ้นไปนั่นคือ "จิตสากล" (อวกาศว่าง) แม้ในองค์กรศาสนามักจะย้ำนำทางว่า ดีคือ "คุณธรรมสากล" ซึ่งไม่ใช่เลย พุทธทาสเคยบอกว่า ทำดี อย่าติดดี แล้วให้ติดอะไร คำตอบคือ ติดปัญญาครับ

               ๓) หลวงปู่ ฝั่น อาจาโร กล่าวว่า "ให้พากันเข้าวัดนะ วัดจิตใจ..นั่งวัด นอนวัด เดินวัด ไม่ (เข้า) วัดจะได้อะไร"

               วัดที่ว่าคือ วัตร แปลว่า วัตรประพฤติ ปฏิบัติทางใจ เพื่อให้รู้ว่า ตนเองมีน้ำหนัก กว้างหนา ตื้น ลึก หนาบางแค่ไหน มิฉะนั้น ก็จะไม่รู้ว่า ใจหนักเท่าไร อารมณ์แน่นเท่าไร ปัญญาลึกแค่ไหน อยู่กับตนเอง แต่ไม่รู้รัศมีพื้นที่กาย ใจ ปัญญา ของตน ใครละจะมาเที่ยววัดให้ เออจริงแฮ!

              ๔) หลวงปู่อ่อนสี  สุเมโธ กล่าวว่า "ผู้ปฏิบัติจะต้องมีสติ มีสมาธิให้แนบแน่นกับจิตตนเองเสมอ อย่าไปตื่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา..."

              สติ แปลว่า ระลึกได้ในตนเอง ถ้าจะให้สมบูรณ์ต้องมีคำว่า สัมปชัญญะ แปลว่า รู้ตัว รู้จิต เข้าไปด้วย เมื่อทำได้ดังกล่าว ก็เชื่อว่า เราทำสมาธิเบื้องต้นได้ (ขณิกสมาธิ) แต่สังคมยุคนี้มีสมาธิอยู่กับไลน์ ไอโฟน ไอแพค แลกเบอร์ เว่อร์เกม ฯ อยู่เสมอ แต่ไม่ตื่นตัว ก้มหน้าหาจอ หัวเราะอยู่คนเดียวอีก จึงไม่รู้ว่า สังคมรอบตัวเกิดอะไรขึ้น จะมีภัยถึงตนหรือไม่ ไม่สน ยิ่งกว่านั้นคือ ไม่ตื่นในใจ ไม่รู้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ อันนี้ ไม่ถือว่า ตื่นตัว แต่กำลังหลับในจอ หรือว่าเขาอาจแย้งว่า กำลังตื่นกับข้อความใหม่ๆ ในสังคมข่าวสารหว่า!

              ๕) หลวงปู่ขาว อนาลโย กล่าวว่า "สนิมเกิดจากเหล็ก ย่อมกัดเหล็กฉันใด ความชั่วเมื่อเกิดแล้ว ย่อมทำลายตัวเอง (ใจ) ฉันนั้น"

              เหล็กถ้าถูกขัดสีบ่อยๆ ย่อมไม่มีสนิม จิตมนุษย์ก็เช่นนั้น หากขัดเกลาบ่อยๆ ความมัวหมอง ความสกปรกก็ย่อมลดลง เหมือนกระจกที่ถูกเช็ด ถูกขัดบ่อยๆ ย่อมมองเห็นเงาในกระจกได้ชัดดี สังคมมนุษย์ได้รับการขัดเกลามาตั้งแต่เด็กจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ กฎกติกา สังคม ศาสนา วัฒนธรรม ฯ จนเกิดความสำนึกได้ว่า อะไรควร อะไร ไม่ควรทำ แล้วสังคมยุคใหม่ขาดการอบรม บ่มนิสัยหรือไม่ จึงเห็นเด็กสนิม ผู้ใหญ่ขี้ทื่อ เต็มบ้านเต็มเมืองอิๆๆ

              ๖) หลวงพ่อพุทธทาส กล่าวว่า "จงตายให้ดีมีศิลป์ที่สุด คือ ตายอย่างรู้ชัดว่า ไม่มีใครตาย มีแต่สิ่งปรุงแต่งเปลี่ยนไป"

              ชีวิตมีเป้าหมายปลายอวสานคือ สิ้นลม ล้มกาย วายชีวาตม์ รู้กันอยู่ รู้มานาน แต่ก็ยากที่จะหาคนรู้และเข้าใจในสายมรรคาแห่งมฤตยูนี้ได้ กายปรากฏแค่ลวงตา สิ่งที่ซ่อนอยู่คือ ความตาย ที่เป็นจริง เราไม่อยากตายโดยสัญชาตญาณ ยกเว้นถูกโกรธารมณ์เข้าสิง หรือถูกอวิชชา ยาบ้า กามา ตัณหา เข้าครอบงำ ตอนนั้นอาจเห็น ความตายที่ปลายขนตาก็ได้ นั่นคือ พฤติกรรมแห่งความตายที่ไร้ศิลปะจริงๆ

              ๗) หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ กล่าวว่า "การปฏิบัติก็เหมือนปลูกต้นไม้ กล่าวคือ ต้องหมั่นรดน้ำ พรวนดินและคอยระวังตัวหนอนมากัดกิน ...ดังนั้น ศีลคือ ดิน สมาธิคือ ลำต้น ปัญญาคือ ดอกผล"

              ถ้าเป็นดังท่านว่า ชาวนา ชาวสวนคงรู้ธรรมกำจายไปหมดแล้ว แต่เอ๊ะการทำงานเพาะปลูกนั้น ชาวบ้านไม่รู้จักนำไปสื่อในใจ จึงขาดฐานธรรม เพราะมัวแต่เป็นหนี้ธกส. อยู่ แถมรัฐบาลกลับไม่จ่ายเงินจำนำราคาสินค้าอีก เวลารดน้ำจึงไม่มีจิตใจใส่พืช ไม่พรวนดินให้มัน ไม่มีทางจะรักษาหนอนรัฐ หนอนพ่อค้าอีก ผลจึงขาดผลผลิต ชาวสวนจึงไม่รู้จะว่าจะปฏิบัติตัวเยี่ยงใด ศีล สมาธิและปัญญา จึงขาดทุนหมดเกลี้ยง

             ๘) หลวงพ่อชา สุภัทโท กล่าวว่า "สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี ตามความเป็นจริงแล้ว เลิกสิ่งทั้งสองนี้ได้ ก็เป็นความสงบ"

             สังคมมนุษย์ต่างแสวงหาความสุข ความสบาย พยายามหนีให้ไกลความทุกข์อยู่เสมอ เป็นเส้นทางที่สวนทางกันอยู่ไม่จบสิ้น แต่ก็ไม่รู้เส้นทางในทั้งสองว่า มันคือ อันเดียวกัน เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน หากสำรวจดูว่า เมื่อถอนเอาสองอย่างนี้ออกไป เรายังต้องการอะไรอีกหรือ ท่านตอบว่า ความสงบ เพราะความสงบ พุทธศาสนาบอกว่า มันคือ ความสุขลึกๆทางใจ ที่เปี่ยมด้วยความปิติ ที่อิ่มเอิบใจ แต่ที่สุดแล้ว รสชาติในความสุขก็ไม่มี นอกจากปัญญารู้เท่าใจที่กำลังเสวยสุขอยู่นั่นเอง

            ๙) หลวงปู่ดุล อตุโล กล่าวว่า "ฝึกสติ ปัญญาให้ดีแล้ว มาพิจารณา (กาย ใจ) นี้ให้แจ้ง เดี๋ยวก็พ้นทุกข์เอง"

            มันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ขึ้นชื่อว่า ทุกข์ มีแต่คนไม่ชอบ รังเกียจไปหมด แต่ชีวิตมนุษย์ทุกคน ล้วนเต็มไปด้วยทุกข์ อันที่จริง ทุกข์ แปลว่า ทนไม่ได้ เป็นสภาวาการของปัจจัยสังขาร ที่ดำเนินไปตามทางนั้น ที่เราปฏิเสธมันตลอดเวลา จึงพลาดโอกาสที่จะแสวงหาความจริงในมัน เพราะมัวแต่วิ่งหนีมัน ไม่มีใครวิ่งเข้าหามัน ที่จริง ทุกข์ คือ ระหัสไขความจริงที่เรียกว่า อริยสัจ นั่นเอง การพ้นทุกข์ คือ การเข้าใจในทุกข์หรือการเข้าไปรู้ ไปสังเกตด้วยสติ จนเกิดปัญญาญาณ นั่นเอง ที่ท่านว่า

            ๑๐) หลวงปู่เทศก์ เทสรังสี กล่าวว่า "สิ่งที่มีอยู่เหมือนไม่มีคือ ๑) โคนม ๒) โคถึก ๓) มีภรรยา ๔) มีเงินให้คนยืมไป"

             สองสิ่งแรก นำไปฝากให้คนอื่นเลี้ยง สองอย่างหลัง ฝากให้คนอื่นดูแล แต่ตนกลับไม่ได้ครอบครอง จึงถือว่า มีเหมือนไม่มี ปริศนานี้ท่านหมายถึงเชิงลึกว่า สังขารร่างกายของเรานี่เอง ที่ประกอบจากธาตุสี่ ที่ก่อรูปเป็นคนขึ้นมา เพียงแค่ครองไว้ชั่วคราว ไม่ใช่ของเรา ไม่มีตัวตนที่ยั่งยืนจีรัง ครอบครองได้ชั่วเวลาหนึ่งแล้วก็ต้องสูญเสียไป เหมือนเราเลี้ยงกายให้เติบโต จนอ้วนพี แต่ก็ไม่มีสิทธิครอบครอง ต้องฝากให้คนอื่นดูแลแทน

 

           ดังนั้น คำสอน ข้อคิดต่างๆ เหล่านี้ อาจนำพาให้เราสติตื่น ในคราวิกฤติได้ หรืออาจเกิดแรงบันดาลใจได้ เมื่อใจเรามีปารมีเต็มเปี่ยม คำสอน ข้อคิดใดๆ ก็ล้วนม้วนลงไปสู่กระแสจิต สร้างทางให้จิตดำเนินไปตามทางพุทธจิตหรือพุทธสติได้ทุกคน

----------------<๑๐-๓-๕๗>------------------