เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว...น้องสาวของฉัน (ซึ่งทำงานเป็นหัวหน้า
แผนกฝ่ายบุคคล ณ บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี)...ได้กลับมา
เยี่ยมพ่อที่ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์...เป็นแบบนี้ทุก ๆ ๒ เดือนที่เธอและ
สามีจะต้องขับรถยนต์มาเยี่ยมพ่อเสมอ...สมัยที่สามียังไม่ได้ย้ายไปทำงาน
ที่จังหวัดราชบุรี ก็จะพากันมาทุก ๆ เดือน...แต่เมื่อสามีย้ายไปทำงานที่
ราชบุรีก็ทำให้การเดินทางมาเยี่ยมพ่อที่บ้านจากเดือนละ ๑ ครั้งเป็น...
๒ เดือนต่อ ๑ ครั้ง เนื่องจากการเดินทางไกลมากขึ้น...
แต่ด้วยหน้าที่ของคำว่า "ลูก" ซึ่งมีพ่อเหลืออยู่เพียงคนเดียว
น้องสาวก็ไม่เคยปริปากบ่นว่า "เหนื่อย" ต่อการทำงานหรือเดินทาง
ก็ยังคงมาเยี่ยมพ่ออย่างสม่ำเสมอ...น้องสาวของฉันเล่าให้ฉันฟังว่า...
การเข้าสู่ AEC เริ่มเข้ามามีบทบาทสำหรับเมืองไทยบ้างแล้ว เช่น
ที่บริษัทของน้องที่ทำงานอยู่ ก็รับคนพม่าเข้าทำงานแทนคนไทย
เนื่องจากค่าแรงถูก และเพราะความขยันของคนพม่า...และเป็นการ
เร่งผลิตสินค้าออกสู่ตลาดต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องจ้างคนพม่าที่มีแรงงาน
ต่ำกว่าคนไทย...
น้องเล่าว่า...มีอยู่วันหนึ่ง...ลูกน้องซึ่งเป็นคนไทยนำอัลกอฮอร์
ซึ่งเอาไว้ใช้ในการลบกระดานไวท์บอร์ด ใส่ไว้ในขวดน้ำกิน และก็เขียน
คำว่า "อัลกอฮอร์" ซึ่งเขียนเป็นภาษาไทยติดไว้ที่ขวด...คนพม่าที่
ทำงานด้วย ไม่รู้ว่าเป็นอัลกอฮอร์ คิดว่าเป็นน้ำ จึงยกขึ้นดื่มเพราะหิวน้ำ...ดีแต่ว่า
พอเข้าปากกลิ่นมันออก ยังไม่ทันกลืน...น้องสาวคุมงานอยู่เห็นและก็
ตกใจ...เรียกสอบกันทั้งแผนก...ถามพม่าคนนั้น เขาบอกว่า...เขาไม่รู้
เพราะอ่านหนังสือไทยไม่ออก...น้องบอกว่า...ดีนะที่ยังไม่ทันกลืนลงไป
นี่คือ "อุบัติเหตุ" ย่อย ๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดกับการทำงาน...
น้องสาวเล่าให้ฟังว่า...คนพม่าเป็นคนขยัน อดทน ไม่เรียกร้อง
เรื่องค่าแรง เหตุเพราะเขาอยู่บ้านเมืองของเขายากแค้นกว่าบ้านเมืองของเรา
แต่คนไทยกลับขี้เกียจ อู้งาน ไม่ขยันเช่นคนพม่า...น้องยังบอกว่า...
อีกหน่อย คนไทยก็จะถูกพม่าแย่งงานหมด...นี่คือ ข้อคิดในการดำเนินชีวิต
อีกแบบหนึ่งที่ต่อไปในอนาคต "คนไทยต้องปรับตัวในเรื่องของการทำงาน"
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาอ่านบันทึกนี้ค่ะ
บุษยมาศ แสงเงิน
๑๐ มีนาคม ๒๕๕๗
ขอขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจค่ะ