๘. มีนาคม. ๒๕๕๗
เรียน. เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
วันจันทร์ที่ ๓. มีนาคม. ๒๕๕๗. เช้าไปต้อนรับผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดในภาคกลาง ซึ่งมาประชุมกันที่โรงเรียนอนุบาลปทุมธานี ได้พูดคุยกันเล็กน้อยเพราะเสียงเป็นอุปสรรค นั่งตรงช่องแอร์กำลังแพ้อากาศ จึงต้องหารันเวย์ลงก่อนเครื่องจะน็อค ในบรรดาโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด เท่าที่เห็นมาของนนทบุรีและปทุมธานี มีพื้นที่น้อยจนขยายไม่ออก เว้นแต่รื้อให้หมดแล้วออกแบบอาคารใหม่ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่เหมือนจีนที่สร้างโรงเรียนแต่ละแห่งครบถ้วนบริบูรณ์ในตัวเองครั้งเดียวจบ กลับมาเขตทำงานแฟ้มเอกสารต่าง ๆ จนบ่าย เดินทางไปประชุมคณะอนุกรรมกรรมการกำกับและขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านการสหกรณ์ระดับจังหวัด ที่ชั้น ๕ ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน วันนี้พิจารณาอนุมัติโครงการตามยุทธศาสตร์เพื่อของบประมาณ ปี ๒๕๕๘ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการสหกรณ์ ทั้งในโรงเรียน โรงงาน ชุมชน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนราชการต่าง ๆ เป็นเจ้าภาพ.
เลิกประชุมไปแวะดูการก่อสร้างอาคารสำนักงาน. ที่แวะบ่อยเพราะงานไปเร็ว จะได้ช่วยกันดู เกิดผิดพลาดจะได้แก้ไขทันท่วงที สะดวกทุกฝ่าย
วันอังคารที่ ๔. มีนาคม. ๒๕๕๗. เช้าเดินทางไปประชุมเชิงปฏิบัติการกำหนดแนวทางจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีความชำนาญหรือเชี่ยวชาญระดับสูง เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และ พิจารณาร่างหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป ซึ่งจัดประชุมระหว่างวันที่ ๔ - ๕ มีนาคม ๒๕๕๗ ณ โรงแรมบัดดี้ โอเรียลทอล ริเวอร์ไซด์ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดแนวทางฯ และร่างหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความความสำคัญ โดยเป็นการดำเนินการที่จะทำให้ได้มาและคงไว้ซึ่งบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไป ในการประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการ ก.ค.ศ., นายวิวัฒน์ แหวนหล่อ รองเลขาธิการ ก.ค.ศ., นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ รองเลขาธิการ ก.ค.ศ., ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนส่วนราชการและหน่วยงาน ผู้บริหารสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ปรึกษาสำนักงาน ก.ค.ศ. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวนกว่า ๖๐ คน เข้าร่วมประชุมฯ ด้วย สำหรับวันนี้ได้กำหนดแนวทางจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการบรรจุบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีความชำนาญหรือเชี่ยวชาญระดับสูง เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยสำนักงาน ก.ค.ศ. จะสรุปความคิดเห็นในแต่ละประเด็น และนำมาจัดทำเป็นหลักเกณฑ์ฯ เพื่อเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาต่อไป
วันพุธที่ ๕. มีนาคม. ๒๕๕๗. เช้านี้ประชุมต่อเนื่องจากเมื่อวาน แต่เป็นการพิจารณาร่างหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป กฎหมายครูไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้เหมือนข้าราชการพลเรือนสามัญ จึงเป็นการคิดล่วงหน้าเผื่อสามารถแก้กฎหมายสำเร็จในอนาคต. ภาษานักเลงเรียกว่าฝันก่อนซื้อหวย. การอภิปรายยังเข้มข้นจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อดีตผู้บังคับบัญชา อาทิ ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์ ดร.พรนิภา ลิมปพยอม. นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ดร.บุญลือ ทองอยู่ ดร.วินัย. รอดจ่าย. เป็นต้น. เที่ยงก็เลิก. กลับไปทำงานที่เขตจนเย็น
วันพฤหัสบดีที่ ๖. มีนาคม. ๒๕๕๗. ภาคเช้าติดต่อข้อราชการที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งอพยพมาทำงานที่สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ไม่ได้เข้ามานานหลายปี โครงสร้างส่วนใหญ่เหมือนเดิม ทำให้รำลึกอดีตประสาคนแก่ที่มีความหลังกับสถาบันแห่งนี้มายาวนาน เพราะเป็นศิษย์เก่าหลายหลักสูตร อาทิ เตรียมศึกษาธิการอำเภอ พ.ศ.๒๕๒๕. เตรียมผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด พ.ศ. ๒๕๓๘ เตรียมศึกษาธิการจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหลักสูตรระยะสั้นอีกหลายรายการ . บ่ายกลับสำนักงานเพื่อทำงานแฟ้มเอกสาร แต่ก็เลยไปดูงานก่อสร้างอาคารสำนักงาน ที่คืบหน้าไปมากแล้ว
วันศุกร์ที่ ๗ มีนาคม. ๒๕๕๗. เป็นประธานเปิดงานมหกรรมวิชาการและตลาดนัดอาชีพ เปิดประตูสู่อาเซียน ณ โรงเรียนชุมชนวัดหน้าไม้ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมการแสดงของนักเรียนการจัดนิทรรศการแสดงผลงานและกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดจนการจัดจำหน่ายสินค้าจากผลผลิตด้านการเกษตรและการฝึกอาชีพของนักเรียน โดยมีโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายและเจ้าหน้าที่จากองค์กรท้องถิ่นเข้าร่วมกิจกรรม เดินชมทุกกิจกรรม นักเรียนเขาสาธิตและอธิบายที่มาที่ไปได้คล่องแคล่วดี ขากลับมาแวะทานข้าวร้านอาหารป่าปากทางเข้าวัดเจดีย์หอย รสชาติไม่เข้มข้นจัดจ้านเหมือนที่ผ่านมา. บ่ายทำงานแฟ้มเอกสาร ตืดตามการอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดคดีนายถวิล เปลี่ยนศรี ผลออกมาตามคาดคือศาลสั่งคืนตำแหน่งให้ตามเดิม และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๔๕ วัน. ที่สนใจเพราะเป็นบัณฑิตทางกฎหมายปกครอง รุ่นที่ ๒ ลองทำแบบฝึกหัดไว้จะได้ตรวจว่าคำตอบตรงกับเฉลยหรือเปล่า จึงนฉบับย่อคำพิพากษามาเสนอไว้เพื่อประเทืองปัญญา
คดีการแต่งตั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ ห้องพิจารณา ๘ ศาลปกครองกลางได้อ่านผล แห่งคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดําที่ อ.๙๙๒/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ อ.๓๓/๒๕๕๗ ระหว่าง นายถวิล เปลี่ยนศรี ผู้ฟ้องคดี กับ นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีดํารงตําแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) มีหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าหน่วยงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มีฐานะเทียบเท่ากรม สังกัดสํานัก นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ต่อมา เมื่อวันท่ี ๔ กันยายน ๒๕๕๔ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือ ลับมาก ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๒๔๑๘ ลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ เรื่อง การโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจํา (นักบริหารระดับสูง) ถึงรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์) แจ้งว่า สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีอัตราตําแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจํา (นักบริหารระดับสูง) ตําแหน่งเลขที่ ๖ ว่างอยู่ และมีความประสงค์จะขอรับโอนผู้ฟ้องคดี มาดํารงตําแหน่งดังกล่าว รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเห็นชอบในวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ แต่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือ ลับมาก ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๘๓๐๓ ลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ ถึง รองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท วัฒนะ) ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัด และรองนายกรัฐมนตรีได้ลงนาม เห็นชอบในวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ ซึ่งต่อมาสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือ ลับมาก ที่ นร ๐๕๐๘/๑๘๖๑๔ ลงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงเลขาธิการสภาความม่ันคงแห่งชาติ แจ้งว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ อนุมัติตามที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ และสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้สํานัก ราชเลขาธิการนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตําแหน่งเดิมและแต่งตั้งให้ ดํารงตําแหน่งใหม่ต่อไป จากนั้นสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๘๔๐๒ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ แจ้งคําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันท่ี ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการสํานักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนตามสังกัดเดิมไปพลางก่อน ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคําร้องทุกข์เป็นหนังสือลงวันท่ี ๑๒ กันยายน ๒๕๕๔ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีคําวินิจฉัยให้ยกคําร้องทุกข์ และแจ้งผลคําวินิจฉัยร้องทุกข์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสือ ที่ นร ๑๐๑๐.๓.๒.๒/๔๑ ลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคําวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็น การพิจารณาทางปกครองโดยไม่เป็นกลาง กระบวนการโอนย้ายผู้ฟ้องคดีซึ่งกระทําโดยฝ่ายการเมือง ใช้อํานาจหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง กลั่นแกล้ง ลดบทบาทหน้าที่และศักดิ์ศรีในทางราชการของผู้ฟ้องคดี ทําให้ผู้ฟ้องคดีได้รับ ความเสียหายทั้งในแง่ที่ไม่ได้ปฏิบัติงานที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะของผู้ฟ้องคดี และเป็นประโยชน์ต่อราชการ เป็นการลดบทบาทและความสําคัญของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งทําให้เสียสิทธิในการได้รับค่ารถประจําตําแหน่งเดือนละ ๔๑,๐๐๐ บาท ตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นต้นไป จึงนําคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ดังน้ี
๑. เพิกถอนคําสั่งของผู้ถกู ฟ้องคดีที่ ๑ ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการสํานักนายกรัฐมนตรี และให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปดํารงตําแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต้ังแต่วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔
๒. เพิกถอนคําวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยกคําร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการสํานักนายกรัฐมนตรี และเพิกถอนประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตําแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่คําสั่งและประกาศฉบับดังกล่าวมีผลบังคับ กับเพิกถอนคําวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยกคําร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือ วิธีการดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษาตามมาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง (๘) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ เมื่อคําสั่งพิพาทถูกศาลเพิกถอนโดยให้มีผลย้อนหลังดังกล่าว ย่อมมี ผลทางกฎหมายว่าผู้ฟ้องคดีมิได้พ้นจากตําแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องดําเนินการให้ ผู้ฟ้องคดีสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยเร็ว
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการที่สํานักนายกรัฐมนตรีนั้น มีผลทําให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจาก การปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและให้ไปปฏิบัติราชการที่สํานักนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ต่อมาได้มีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ให้ผู้ฟ้องคดี พ้นจากตําแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจํา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ดังนั้น คําสั่ง สํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวจึงสิ้นผลไปโดยปริยายโดยผลของประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว และเป็น กรณีที่สิ้นผลลงก่อนที่ผู้ฟ้องคดีได้นําคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น เมื่อคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ได้สิ้นผลไปแล้ว ศาลปกครองจึงไม่จําต้องออกคําบังคับให้เพิกถอนคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันท่ี ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่จําต้องวินิจฉัยปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของคําสั่ง สํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว สําหรับประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจาก ตําแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและแต่งต้ังให้ดํารงตําแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจํา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นคําสั่งท่ีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า พระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๗ วรรคหน่ึง บัญญัติว่า สํานักนายกรัฐมนตรี มีส่วนราชการ ดังต่อไปนี้...วรรคสอง บัญญัติว่า ส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี... (๔) สํานักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี... (๘) สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ...จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ทั้งสํานักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีและสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติต่างก็เป็นส่วนราชการท่ีอยู่ในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีและ เป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมือง มีเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี... พระราชบัญญัติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๗ บัญญัติว่า ให้มีสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติมีหน้าที่ดําเนิน กิจการให้เป็นไปตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ และให้มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชา รับผิดชอบ... โดยกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๒ กําหนดว่า ให้สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีภารกิจเกี่ยวกับกิจการความมั่นคงของประเทศโดยเป็น ที่ปรึกษา เสนอแนะนโยบาย มาตรการ และแนวทางปฏิบัติด้านความมั่นคงของชาติ อํานวยการ ประสานงาน ให้เป็นไปตามนโยบาย รวมทั้งการจัดทําแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ป้องกันและแก้ปัญหาด้านความมั่นคงในอนาคต ตลอดจนการพัฒนาและการจัด องค์ความรู้ความมั่นคงที่มีคุณภาพ โดยให้มีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสภา ความมั่นคงแห่งชาติและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (๒) เสนอความเห็นต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือคณะรัฐมนตรี เพื่อประกอบการพิจารณากําหนดนโยบายและยุทธศาสตร์หรือแผนงานและการอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง แห่งชาติ (๓) อํานวยการและประสานการปฏิบัติตามนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันและมีบูรณาการ (๔) ศึกษา วิจัย พัฒนา ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง และประเมิน การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงในเชิงยุทธศาสตร์ (๕) เสนอแนะและจัดทํา นโยบาย อํานวยการ ประสานการปฏิบัติ ติดตาม ประเมินผล และพัฒนานโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ และแผนงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติทั้งในด้านความมั่นคงภายในประเทศ ความมั่นคงในภูมิภาค และความมั่นคงระหว่างประเทศครอบคลุมถึงภัยคุกคามความมั่นคงภายใน ภัยคุกคามข้ามชาติ ภัยคุกคาม ในรูปแบบใหม่ รวมท้ังการป้องกันประเทศและการเตรียมพร้อมแห่งชาติ การอํานวยการข่าวกรอง การจัดการ ความขัดแย้งและการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดน ตลอดจนการอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ และเสนอ ความเห็นต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือคณะรัฐมนตรี (๖) ติดตาม ประเมินผล และรายงานการปฏิบัติ ตามนโยบายความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ (๗) ปฏิบัติการอื่นใด ตามที่กฎหมายกําหนด ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือ คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตําแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นตําแหน่งที่ขึ้นตรงต่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และมีอํานาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับกิจการความมั่นคงของประเทศ โดยเป็นที่ปรึกษา เสนอแนะนโยบาย มาตรการและแนวทางปฏิบัติด้านความมั่นคงแห่งชาติต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติและ คณะรัฐมนตรี ผู้ดํารงตําแหน่งนี้จึงสามารถเสนอแนะนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้โดยตรงอยู่แล้ว ส่วนตําแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจํา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นตําแหน่งที่ ก.พ. กําหนดขึ้น โดย ก.พ. ได้กําหนดหน้าที่ความรับผิดชอบตามลักษณะงานของตําแหน่งที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรีไว้ ดังนี้ (๑) ให้คําปรึกษา เสนอแนะความเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงให้แก่นายกรัฐมนตรี (๒) ให้คําปรึกษาการกําหนดแนวทางและการประสานงาน ท่าทีกลยุทธ์ด้านความมั่นคงให้แก่นายกรัฐมนตรี (๓) เร่งรัด ติดตาม และวิเคราะห์หาข้อสรุปเกี่ยวกับนโยบายสําคัญเร่งด่วนในด้านความมั่นคงตามข้อสั่งการ ของนายกรัฐมนตรี (๔) ประสานงานกับส่วนราชการหรือภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง และ (๕) ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งตําแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการ ประจํานี้เป็นตําแหน่งข้าราชการประจําที่ ก.พ. ได้กําหนดไว้ในสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีซ่ึงมีเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา ผู้ดํารงตําแหน่งนี้จึงอยู่ใต้บังคับบัญชาของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และการ ปฏิบัติราชการของผู้ดํารงตําแหน่งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับการมอบหมายของผู้บังคับบัญชา และผู้ดํารงตําแหน่งนี้ ไม่อาจเสนอแนะนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้โดยตรง แต่จะต้องเสนอ ผ่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ท่ี ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันท่ี ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ให้ผู้ฟ้องคดีมาปฏิบัติราชการสํานักนายกรัฐมนตรีแล้ว เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๘๔๗๙ ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงผู้ฟ้องคดี แจ้งว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีบัญชามอบหมายงานให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติราชการประจํารองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท วัฒนะ) เกี่ยวกับงานด้านความมั่นคงของประเทศในการอํานวยการและประสานการปฏิบัติตามนโยบายและยุทธศาสตร์ ความมั่นคงแห่งชาติ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างในคําฟ้องว่า ตั้งแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคําสั่งแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีดํารงตําแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจํา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้มอบหมายงาน ให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามที่ได้อ้างถึงความสําคัญและความจําเป็นเร่งด่วนในการมีคําสั่งแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีมาดํารง ตําแหน่งดังกล่าวแต่อย่างใด ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจสอบข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่า เหตุผลของ การมีคําสั่งโอนผู้ฟ้องคดีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างไว้ในคําให้การที่ยื่นต่อศาลปกครองชั้นต้น และที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างเพิ่มเติมในคําอุทธรณ์และคําช้ีแจงที่ได้ย่ืนต่อศาลปกครองสูงสุด นั้น มิได้เป็นไปตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวอ้าง ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด ของข้าราชการประจําของราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาค ย่อมมีอํานาจดุลพินิจในการบริหารงานบุคคล หมุนเวียนสับเปลี่ยนบทบาทหรือการทําหน้าที่ของข้าราชการเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามแนวนโยบายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้ แต่ในการใช้อํานาจดุลพินิจดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นั้น นอกจากจะต้องคํานึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายและอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายแล้วยังจะต้องมีเหตุผล รองรับที่มีอยู่จริงและอธิบายได้ ซึ่งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ประสิทธิภาพ มีข้อบกพร่องหรือไม่สนองนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะถือได้ว่ามีเหตุผลอันสมควรที่ผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งโอนได้ ตามความเหมาะสม โดยที่ในคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจสอบเหตุผลที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้อ้างในการโอนผู้ฟ้องคดี แล้วปรากฏว่ามิได้เป็นไปตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวอ้าง ซึ่งเท่ากับฝ่ายบริหารได้ใช้อํานาจดุลพินิจในการโอน ผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีเหตุผลรองรับ จึงถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบอันเป็นเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประการหนึ่งตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การโอนผู้ฟ้องคดีจากตําแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมาแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจําตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ จึงเป็น การกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนการกําหนดคําบังคับตามคําพิพากษาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดี ตามคําขอ โดยการสั่งให้เพิกถอนประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ จําต้องกําหนดให้ การเพิกถอนมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นวันที่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว มีผลใช้บังคับหรือไม่ หรือให้การเพิกถอนมีผลนับแต่วันที่ศาลมีคําพิพากษา หรือให้การเพิกถอนมีผลไปในอนาคต และจําต้องมีข้อสังเกตหรือไม่ อย่างไร นั้น ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด (๑๔ เสียง) พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับจากประกาศ สํานักนายกรัฐมนตรีเรื่องแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนลงวันที่๓๐กันยายน๒๕๕๔ ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จึงให้การเพิกถอนประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับคือ วันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษา ตามนัย มาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง (๘) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ควรท่ีจะพิจารณาดําเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีได้กลับสู่ตําแหน่งเลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่มีคําพิพากษานี้ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเสียงข้างน้อย ในที่ประชุมใหญ่ฯ (๘ เสียง) มีความเห็นแย้งในประเด็นการกําหนดคําบังคับและข้อสังเกตดังกล่าว พิพากษาแก้คําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนเฉพาะประกาศ สํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตําแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจํา (นักบริหารระดับสูง) สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้การเพิกถอนประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ประกาศ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ คือ วันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ โดยมีข้อสังเกตเก่ียวกับแนวทางหรือวิธีดําเนินการให้เป็นไป ตามคําพิพากษา ตามนัยมาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง (๘) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ควรที่จะพิจารณาดําเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีได้กลับสู่ ตําแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่มีคําพิพากษา
สํานักงานศาลปกครอง ๗ มีนาคม ๒๕๕๗
นายกำจัด. คงหนู.
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑




