ในการประชุมสภา มช. เมื่อวันที่ ๒๕ ม.ค. ๕๗    มีการนำเสนอระบบพัฒนาคุณภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดย ผอ. สำนักพัฒนาคุณภาพ รศ. ดร. อุษณีย์ คำประกอบ  เป็นวาระการประชุมที่ใช้เวลามากที่สุดในวันนั้น     และกรรมการสภาฯ ให้ความสำคัญมากที่สุด  

          กรรมการสภามหาวิทยาลัย แนะนำให้ใช้เครื่องมือเดียว คือ EdPEx    แล้วดำเนินการให้รายงานได้ต่อ ทุกหน่วยงานภายนอก   ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ สร้างการพัฒนาคุณภาพงานได้อย่างแท้จริง    ไม่ใช่หลงอยู่กับ เครื่องมือ หรือพิธีกรรม จนไม่ได้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพงานอย่างแท้จริง    ซึ่งหมายความว่าต้องเอาเกณฑ์ ของเราเอง รวมทั้งเกณฑ์ของ world university ranking บรรจุเข้าไปในเกณฑ์ของ EdPEx ด้วย

          กระบวนการคุณภาพ ต้องไม่แยกส่วนออกจากงาน   

          หลักการคือ เรามีเครื่องมือพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานโลก    เพื่อสื่อสารเปรียบเทียบกับโลกได้    แต่เราเองต้องมีจุดเด่นของเราเองด้วย    ไม่ใช่ทำตามโลกเท่านั้น    คือมีส่วนที่เราต้องดี และมีส่วนที่เราต้องเด่น    โดยต้องไม่ลืมว่า เรื่องคุณภาพนั้นต้องเน้นความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ    หรืออาจกล่าวว่า เป็น demand-focus    และใช้กระบวนการคุณภาพ เป็นเครื่องมือเชื่อมต่อกับ อาเซียน 

          ผมให้ความเห็น ๒ ประเด็น คือ               

 

๑. ต้องอย่าให้เอกสารการประเมินมากเกิน จนเป็นภาระต่อผู้ทำงาน    แทนที่จะได้ประโยน์ จากการประเมิน    กลับเป็นภาระ   สำนักงานพัฒนาคุณภาพควรดำเนินการเพื่อลดขั้นตอน และความยุ่งยาก ของหน่วยปฏิบัติให้มากที่สุด    และให้หน่วยปฏิบัติได้รับประโยชน์จาก กระบวนการพัฒนาคุณภาพมากที่สุด    โดยสำนักฯ เน้นทำหน้าที่อำนวยความสะดวก และเอื้อต่อ การพัฒนาคุณภาพ    ข้อมูลที่หน่วยปฏิบัติเก็บและรายงาน ต้องป้อนกลับ ไปใช้ประโยชน์ ต่อการพัฒนาคุณภาพงานของหน่วยนั้นๆ    และควรลดภาระงานโดยเอา ICT มาช่วย

 

๒.การเน้นใช้การประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพงาน ต้องไม่หลงตามกระบวนทัศน์ที่ผิดพลาด ในสังคมไทย เกี่ยวกับการประเมิน    ที่หลงเน้นได้-ตก นำไปสู่ backward thinking ว่าที่ผ่านมาทำดี-ไม่ดี    ซึ่งจะสร้างทัศนคติเชิงลบต่อการประเมิน    ต้องหาทางสร้าง กระบวนทัศน์ใหม่เกี่ยวกับการประเมิน    ให้เน้น Embedded Formative Assessment คือให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นเอง เป็นผู้ประเมินผลงานของตนเองอยู่ตลอดเวลา (นาทีต่อนาที) เพื่อนำผลการประเมินมาปรับปรุงผลงานให้คุณภาพสูงขึ้น    ที่เรียกว่า นำไปสู่ forward thinking    คือคิดไปข้างหน้า เพื่อใช้ผลการประเมินในการปรับปรุงงานของตน

 

          นอกจากนั้น ต้องอย่าหลงกระบวนทัศน์ที่ล้าหลังในเรื่องเป้าหมายงาน    คือขยัน ดำเนินการพัฒนาคุณภาพ    ตามกระบวนทัศน์เก่า    ดังในประเทศไทยมีสำนักจัดการคุณภาพ ๓ สำนัก คือ  (๑) สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เน้นที่ภาคอุตสาหกรรม   (๒) สมศ. ดูแลภาคการศึกษา  และ (๓) สรพ. ดูแลสถานบริการสุขภาพ     จะเห็นว่า แม้จะมี สมศ. แต่คุณภาพการศึกษากลับด้อยลง    เพราะเรามีกระบวนทัศน์ด้านการศึกษาที่ผิดพลาด   

 

          เป้าหมายที่แท้จริงของกระบวนการพัฒนาคุณภาพ คือการพัฒนาวัฒนธรรมคุณภาพ ฝังอยู่ในจิตใจและพฤติกรรมของคน    ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน    และในระบบงาน

 

 

วิจารณ์ พานิช

๒๕ ม.ค. ๕๗