วันที่ ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗ เป็นวันที่ผู้มาร่วมประชุม PMAC ไป Site Visit มีคนลงทะเบียนไป site visit ทาง online ๒๘๑ คน ยืนยันว่าจะไป ๑๐๘ คน ไปจริงๆ ๙๑ คน ศ. ดร. วีระพงศ์ ปรัชชญาสิทธิกุล คณบดีคณะ เทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลเล่าว่า คณะของท่านเป็นจุดหนึ่งของการดูงาน มีคนสมัครไปกว่า ๖๖ คน ไปจริง ๒๖ คน เป็นจุดที่มีคนไปมากที่สุดใน ๕ จุด คณะนี้เด่นตรง นศ. ได้เรียนรู้ชุมชนด้วย ไม่ใช่แค่เรียนทำ Lab
มหาวิทยาลัยมหิดลถือโอกาสจัด MURE (Mahidol University Research Expo) ขึ้นในช่วง PMAC เพื่อถือโอกาสเชิญผู้มาประชุม PMAC เป็นวิทยากร MURE ครั้งนี้ จัดวันที่ ๒๗ - ๒๘ ม.ค. ๕๗ ที่ศิริราช โดยในวันที่ ๒๘ ได้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์เป็นองค์ประธานในพิธีเปิด และบรรยายเรื่อง Multi-disciplinary Approaches for Prevention and Treatment of Cancers
เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฟังการบรรยายของพระองค์ท่าน ทรงบรรยายได้ดีมาก สาระของการบรรยาย ทำให้คนเรื้อวิชาอย่างผม ได้เข้าใจธรรมชาติของมะเร็งเพิ่มขึ้นอักโข ประเด็นที่สำคัญในระดับกระบวนทัศน์คือ ที่เราเรียกชื่อมะเร็ง ว่าเป็นมะเร็งชนิดนั้นชนิดนี้ นั้น จริงๆ แล้ว มะเร็งชนิดเดียวกันมีความแตกต่างกันมาก และการเกิดมะเร็งนั้น กว่าจะกลายเป็นมะเร็งได้ เซลล์ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือผิดปกติที่หลายตำแหน่งมาก
หลังจากนั้น เป็นการบรรยายเรื่อง The Role of Universities in Improving Global Health โดย Prof. Julio Frenk, Dean, Harvard School of Public Health ท่านที่สนใจอ่านคำบรรยายของท่าน ที่นี่ โดยสรุป ท่านบอกว่าขอพูดตามหัวข้อโดยเน้นการวิจัย เพราะนี่เป็นการประชุมด้านการวิจัย
จุดสำคัญคือมีการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนของเรื่องสุขภาพ ที่โลกเผชิญปัญหาสุขภาพสามชั้นในเวลาเดียวกัน คือ (๑) โรคของความยากจนส่วนหนึ่งยังอยู่ ได้แก่การขาดอาหาร สุขภาพของแม่และเด็ก (๒) โรคของลีลาชีวิตที่เปลี่ยนไป มีความฟุ่มเฟือย เวลานี้การตายในโลก ร้อยละ ๖๐ เกิดจากโรคไม่ติดต่อ (๓) เกิดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากโลกกาภิวัตน์ เช่น เอ็ชไอวี การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
ท่านบอกว่า มีการปฏิวัติ ๖ ด้าน (๑) ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (๒) เทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ (๓) การคิดกระบวนระบบ คิดซับซ้อน (๔) การจัดการความรู้ สร้างข้อมูลหลักฐาน (๕) สิทธิของคน เช่นสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน (๖) ปฏิวัติการเรียนรู้ โดยเฉพาะความรู้ด้านการเรียนรู้ และการเรียน ออนไลน์
มหาวิทยาลัยมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ในการบูรณาการการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๖ ด้านนี้ เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง หรือสังคม โดย (๑) ทะลายไซโลระหว่างสาขาวิชา (๒) ยกระดับของการวิเคราะห์ (๓) ให้ความสำคัญทั้ง excellence และ relevance (๔) วิจัยด้านการศึกษาหรือการเรียนรู้
มหาวิทยาลัยมีโอกาสดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่จะสร้างทางออกใหม่ๆ ให้แก่สังคม
ต่อด้วย Panel Discussion : Transformative Health Professional Education in Thailand : How to Implement โดย ศ. Frenk, ศ. พญ. วณิชา ชื่นกองแก้ว และ ศ. นพ. ภิเศก ลุมพิกานนท์ โดย ศ. เฟร้งค์ บอกว่า ต้องดำเนินการ ๒ ขาไปพร้อมกัน คือเปลี่ยนที่ระดับ (๑) การเรียนการสอน (๒) สถาบัน
ด้านการเรียนการสอน ต้องเป็น Competency-based learning, Inter- & Trans-professional, และใช้ ICT ช่วยให้เกิด Engaged learning คือมีลักษณะ active, interactive, self-paced, และได้รับ feedback โดย ICT
ด้านการเปลี่ยนแปลงสถาบัน ต้องเปลี่ยนให้รองรับการเรียนรู้แบบใหม่ข้างบน และเปลี่ยนให้เข้าร่วมกับการเปลี่ยนแปลงในโลก
ตกบ่าย ผมเข้าฟังการอภิปรายกลุ่ม เรื่อง Research Network of Global Health, OneHealth and EcoHealth : MU Roles and Activities โดย นพ. วิวัฒน์ โรจนพิทยากร, ศ. Bruce A. Wilcox, และ รศ. นสพ. ปานเทพ รัตนากร พูดแทน รศ. นพ. ประตาป สิงหศิวานนท์ ผมได้เรียนรู้ว่า คำว่า Global Health นั้นมองต่างกันได้หลายแบบ นพ. วิวัฒน์ เสนอให้มองเน้นที่ตัวคน
Prof. Bruce Wilcox ซึ่งเวลานี้ทำงานที่ มข. เสนอเรื่อง Integrative Research for Disease Control สาระที่เป็นหัวใจคือ ต้องเลยจาก Biomedical model ไปรวมเอา ecosystem เข้ามาด้วย เข้าใจง่ายๆ ว่า ให้คิดกว้างเข้าไว้ เรื่องสุขภาวะเป็นเรื่องกว้างขวางซับซ้อน
ส่วน อ. หมอปานเทพพูดเรื่อง THOHUN – Thailand One Health University Network ซึ่งเป็นงานต่อเนื่องจาก PMAC 2013 นั่นเอง
ตอนเย็นผมไปทำหน้าที่เดินแถวในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เสร็จงานก็ขึ้นรถบึ่งไปพัทยา เข้าพักที่โรงแรม รอยัลคลิฟ เขาจัดให้พักที่ รอยัล วิง ที่เขาโฆษณาว่า ultimate luxury คือมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากเกินพอดี แต่ผมแทบไม่ได้ใช้เลย เพราะมัววิ่งไปประชุม เพราะสาระการประชุมปีนี้เป็นเรื่องที่ผมสนใจมาก
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ม.ค. ๕๗