การดูแลอารมณ์
ในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ ใครไม่เครียดก็คงระดับพระอริยเจ้า ผู้ปล่อยวางหมดแล้ว หรือไม่ก็สามารถแยกตัวเองออกมาจากเหตุการณ์แวดล้อมได้อย่างสิ้นเชิง กับอีกกลุ่มคือ อัลไซเมอร์ หลงๆลืมๆ หรือ ผู้ที่อาจจะโชคดีที่สุดคือ mental retard สามารถอยู่ในโลกของตนเองไปเรื่อยๆได้
สำหรับปุถุชนคนธรรมดา เรื่องราวตอนนี้มันชวนเครียดจริงๆ
การดูแลอารมณ์ในระยะนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอารมณ์กำหนดพฤติกรรมส่วนใหญ่ของเราในทุกๆวันนี้ กำหนดความเป็นไปและคุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การให้ความหมายหน้าที่การงานและการดำรงชีวิต และลึกๆไปกว่านั้นคือ "แล้วเราจะเป็นยังไงต่อไป" ถ้าหากเราไม่ได้มีสติ และหาเทคนิกการดูแลอารมณ์ความรู้สึกของเราให้ดีๆ ผลที่เกิดตามมานั้นมีมาก
@ รับรู้และยอมรับว่าเรากำลังเกิดอารมณ์
เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และไม่ง่ายนัก แต่เมื่อคิดถึงประสิทธิภาพแล้วก็เป็นวิธีที่น่าทุ่มเทฝึกหัดทำกัน นั่นคือ การสามารถ "เห็น และบอก" ตนเองได้ทุกครั้งว่าขณะนี้เรากำลังเกิดอารมณ์อะไรขึ้น ถ้าเราทำได้ เราจะสังเกตเห็นได้ทันทีว่า เมื่อไรก็ตามที่เรารับรู้ว่าเรากำลังมีอารมณ์อย่างไรอยู่ ความรุนแรงของอารมณ์นั้นๆจะลดลงมาทันทีอย่างมากมาย ใช้ได้ในทุกๆอารมณ์ เช่น โกรธ เสียใจ ดีใจ ผิดหวัง กลัว ฯลฯ เพราะ "สติ หรือ awareness" นี้จะช่วยเปิดมุมมอง perspective สำหรับเรื่องราวใหม่ๆขึ้นมา และเป็นพื้นที่อีกมุมหนึ่ง คือ ความคิดใคร่ครวญ อันมาจากสมองคนละส่วนกับสมองที่รับรู้เรื่องอารมณ์
สามารถฝึกได้โดยเมื่อไรก็ตามที่มีอารมณ์เกิดขึ้น เช่น ถูกล็อตเตอรี่ ทะเลาะกับแฟน เครียดตอนดูรายการทีวี ฯลฯ ก็หยุดแป๊บนึง หายใจเข้าออกลึกๆ และ "มองไปที่อารมณ์ความรู้สึกนั้นๆ" (ไม่ทราบจะใช้ศัพท์ว่าอะไร อาจจะใช้คำว่า "รับรู้" แทนมองก็ได้) และค่อยๆสังเกตเห็นว่าอารมณ์ความรู้สึกนั้นๆ บรรเทาลงต่อหน้าต่อตาทันทีทันใด เนื่องจากอารมณ์เป็นสิ่งที่ "เร็ว" มาก เราอาจจะทำไม่ได้ทุกครั้ง แต่เรื่องนี้ฝึกได้ และจะชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ
@ ลองเปลี่ยนรูปอารมณ์เป็นรูปแบบต่างๆ
อารมณ์เป็นพลังงาน และเมื่อเกิดมีพลังงานขึ้น มันจะไม่สูญหายไปเฉยๆ จะต้องมีอะไรมารับไป เพราะฉะนั้นถ้าเราปล่อยอารมณ์ไปตามยถากรรม พลังงานลบก็ดี หรือบวกก็ดี มันจะหาทางเปลี่ยนรูปมันเองเสมอ บางทีก็ไม่ดี เช่น อารมณ์ลบต่างๆ จะสามารถ feed ตัวเอง และเติบโต แพร่ขยาย และเพิ่มปริมาณมากขึ้นได้ ได้แก่ อารมณ์โกรธ อารมณ์กลัว อารมร์หลง ริษยา อาฆาต
แต่ในขณะที่เกิดอารมณ์นั้น ถ้าเราเบี่ยงเบนไปใช้พลังงานอะไรอย่างอื่น อารมณ์นี้จะสงบลงได้ เทคนิกง่ายๆ เช่น เล่นกีฬา (บางคนบอกว่ากีฬาบางอย่างระบายอารมณ์ได้มากเป็นพิเศษ อาทิ ชกมวย ศิลปการป้องกันตัว เตะบอล ก็แล้วแต่ครับ)
สิ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าเราเปลี่ยนเป็นพลังงานในการทำกิจกรรมที่ไม่ต้องออกแรงมากก็ได้ แต่ควรจะเป็นกิจกรรมที่เรา "ชอบกระทำ" เช่น วาดรูป อ่านหนังสือ ต่อ jigsaw ถางหญ้า ตัดต้นไม้
ข้อสำคัญคือ "อย่าจมลงไปกับอารมณ์ลบ" เด็ดขาด จม คือการหมกมุ่นครุ่นคิดแต่เรื่องลบนั้นๆและไม่หาทางออก กลับจะลงลึกลงไปเรื่อยๆ มีอารมณ์ลบใหม่ๆ ด้านอื่นๆ หรือเรื่องอื่นๆผุดขึ้นมาสะสมอย่างรวดเร็ว ต้องรีบรู้ตัวให้เร็วที่สุด และ "ออกมาจากตรงนั้น" ให้ได้
@ รับรู้ เฝ้าดู และดูแลอารมณ์นั้นๆ
ข้อนี้อาจจะเป็นรายละเอียดหรือ variant ของข้อแรก คือ เมื่อเรามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นมา ไม่ต้องหนี ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเบี่ยงเบน ลอง "บันทึก" ลงเป็นลักษณะต่างๆ ง่ายที่สุดสำหรับผมคือการ "เขียน"
การเขียนอารมณ์ เป็นการพรรณนาก็ได้ บรรยายก็ได้ เป็น narrative ของเราเอง คนอื่นไม่เกี่ยว ดังนั้นไม่ต้องสนใจ "วิธีที่ดีที่สุด" ของใคร เอาของเราเอง จะเขียนเป็นรูป จะเขียนตัวหนังสือ เขียนกลอน โคลง ฉันท์ เรื่องสั้น เรื่องยาว กวีไฮกุ ได้ทั้งนั้น แต่ให้ "คงไว้ซึ่งเรื่องราวที่เป็นที่อารมณ์นั้นๆ หรือเป็นการพรรณนาอารมณ์นั้นๆ" อย่าหนี อย่าเปลี่ยนเรื่อง
เทคนิกนี้ทำให้การ "เฝ้าระวังอารมณ์" เป็นรูปธรรมมากขึ้น อาจจะง่ายกว่าสำหรับบางคนที่นึกไม่ออกว่า "เห็น และเฝ้าดูอารมณ์" นั้นทำยังไง
สมมติว่าเขียนเล่าบรรยายได้แล้ว ลองขยับต่ออีกนิดไปว่า มันมาอย่างไร ไปอย่างไร ทำไมเราถึงได้รู้สึกอย่างนั้น มากขนาดนี้ มันทำให้เกิดอะไรกับเราบ้าง และเราจะเป็นอย่างไรต่อไป สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ถ้าทำได้ถึงตอนนี้ เราอาจจะเห็นตัวเราชัดเจนมากขึ้น เข้าใจตัวเราชัดเจนมากขึ้น อาจจะมากกว่าเดิมอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนก็ได้
พี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์ เคยบอกว่าเราอาจจะพรรณนาอารมณ์เป็นก้อนอะไรสักอย่าง ใส่สีลงไป ใส่ dynamic ลงไปแล้วแต่เราอยาก แล้วแต่ว่าเราจะพรรณนาอย่างไรก็ได้ ผมคิดว่าตรงนี้คงจะ free-style แล้วแต่จริต แต่ละคนจะมีความ abstract หรือ concrete ไม่เท่ากัน แต่ประเด็นก็คือ มี focus กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น และอยู่กับมัน เป็นหลักการ "ภาวนา" ประการหนึ่ง ซึ่งพอ เราใช้สมองครุ่นคิดใคร่ครวญในเรื่องอะไรอย่างละเอียด ประณีต ถี่ถ้วน เราจะพบว่าอารมณ์เราจะ calm ลง ช้าลง และรุนแรงน้อยลงเอง
@ ลองดึงเอา "เครื่องยึดเหนี่ยวชีวิต" ของเรามาใช้
เป็นโอกาสอันดี สำหรับคนที่เคยพิจารณาค้นหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของตนเองเอาไว้ ตอนนี้เป็น great time ที่จะนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ความเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คัมภีร์ scriptures etc อะไรก็ได้ ลองนำเอาเรื่องนั้นๆ สิ่งนั้นๆ เข้ามาประกอบกับการ narrative อารมณ์ของเราดู เอามาเยียวยา เอามาเรียนรู้ใคร่ครวญ เอามาทำให้เราเห็นความจริง ความดี ความงาม ให้กับชีวิตเราให้ได้ แล้วเราจะพบว่าเครื่องยึดเหนี่ยวบางอย่างนั้นใช้งานได้จริงๆ มีมิติความลุ่มลึกของเรื่องราวนั้นๆที่เราไม่เคยทราบมาก่อน หรือเราอาจจะพบว่าเรื่องบางเรื่อง ที่เราเคยให้นิยามว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวชีวิตของเรานั้น มันเป็นแค่ภาพลวงตา ไม่ได้ช่วยอะไรเราเลยก็ได้ เช่น เคยทำทุกอย่างเพื่อเงิน ทำทุกอย่างเพื่ออำนาจ ฯลฯ เมื่อถึงเวลา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงอากาศธาตุ เราก็จะได้เรียนรู้เยอะมากจากการเชื่อมโยงเหล่านี้
ในเหตุการณ์ระเบิดที่ จ.ตราด และราชดำริที่ผ่านมา ผมมีความเศร้าเกิดขึ้นอย่างมาก เพราะเมื่อมีเด็กเสียชีวิต เป็นอะไรที่น่าสะเทือนใจมาก และที่เกิดตามมาคือความโกรธอย่างมาก เกิดความเกลียดชังขึ้นมาจับใจ ยิ่งได้เห็น ได้ยิน มีคนตบมือ โห่ร้อง ยินดียิ้มแย้มอย่างไร้สติกับเหตุการณ์นี้ ก็ยิ่งโกรธ ยิ่งเกลียด เกิดความหวาดกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกๆและครอบครัวของตนเอง กลับบ้านไป เจอทุกคนยังคงมีความสุขดี มีเรื่องเล่า มีการดำเนินชีวิต ก็เบาใจลงชั่วขณะ แต่ความกลัว ความโกรธ และความเกลียดชังนั้น เพียงแค่จางลงไม่มากนักเลย ผมจึงเล่าเรื่องต่อไปว่า เราจะต้องไม่ยอมให้ความรู้สึกเหล่านี้ครอบงำตัวเอง มิฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราจะสูญเสียความสัมพันธ์อันมีความหมายกับคนที่เรารักได้ เนื่องจากในยามที่เราเกลียด กลัว โกรธ มันยากนักที่เราจะรักได้เต็มที่ อารมณ์ทั้งหมดก็ค่อยๆกลับคืนมาเกือบจะปกติ
แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยก็คือ ความศรัทธา ว่าไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ความดีจะต้องชนะความชั่วร้ายทั้งปวง กรรมที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ก่อกรรมจะต้องได้รับวิบากกรรมอย่างสาสม มนุษย์ส่วนใหญ่ จะยังคงมีความดีอยู่มาก และนี่เป็นพลังที่ไร้ขอบเขตจำกัด ที่ความโลภ โทสะ และความหลงใดๆ ไม่อาจจะเอาชนะได้
สกล สิงหะ
เขียนที่หน่วยชีวันตาภิบาล รพ.สงขลานครินทร์
๙ นาฬิกา ๒๔ นาที วันจันทร์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
วันแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเส็ง