เกณฑ์การเลือกใช้ Application ในการเรียนภาษา
ในปัจจุบันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและแท็บแล็ต ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนอกจะอำนวยความสะดวกตามหน้าที่การใช้งานของตัวมันเองแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันด้วย โดยในบทความนี้จะอ้างอิงระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันได้แก่ระบบปฏิบัติการ ios, Andrid และ Windows Phone ซึ่งในแต่ละระบบปฏิบัติการจะมีร้านค้า หรือ Store ที่สามารถดาวน์โหลด Application มาใช้งานในอุปกรณ์ของเราได้ โดยมีทั้งแบบเสียค่าใช้จ่ายและใช้งานได้ฟรี คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราจะมีเกณฑ์การเลือกใช้ Application เหล่านี้ได้อย่างไร เนื่องจากใน Store ของระบบปฏิบัติการแต่ละรุ่นมี Application อยู่จำนวนมากในบทความนี้ จึงเป็นการแนะนำและเสนอแนวทางการเลือก Application ที่เหมาะสมกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
1. วัตถุประสงค์ในการใช้ Application
ผู้ใช้งานจะต้องระลึกเสมอว่าเราจะใช้ Application เพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น พัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน หรือ การเขียน รวมไปถึงการพัฒนาคำศัพท์ ซึ่งมี Application ที่หลากหลายรองรับการใช้งานเหล่านี้อยู่ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อไปนี้คือ เราใช้ Application เพื่อพัฒนาทักษะของตนเองหรือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสอนภาอังกฤษซึ่งในหัวข้อต่อไปจะเป็นการลงรายละเอียดสำหรับจุดประสงค์ที่กล่าวมาทั้ง 2 ประการ
2. เนื้อหาหรือ Content ของ Application
หัวใจสำคัญของ Application คือเนื้อหาหรือ Content ที่อยู่ใน Application ว่ามีความสมบูรณ์ถูกต้องและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้มากน้อยเพียงใด โดยจะแบ่งหัวข้อย่อยได้ดังต่อไปนี้
2.1 ใช้ Application เพื่อพัฒนาทักษะของตนเอง
การใช้ Application เพื่อพัฒนาทักษะของตนเอง ตัว Application ต้องมีความสมบูรณ์มากที่สุดโดยตัว Application ต้องมีกระบวนการสอนภาษาอย่างถูกต้อง เช่น การนำเข้าสู่บทเรียน การนำเสนอทักษะ การฝึกฝนทักษะและการใช้ประยุกต์ใช้ทักษะรวมไปถึงการวัดผลประเมินผลที่มีประสิทธิภาพสำหรับ Application ที่ดีนั้นจะสามารถประเมินผู้เรียนและแนะนำผู้เรียนได้ว่าจะต้องฝึกฝนในบทเรียนต่อไปอย่างไร หรือต้องเพิ่มเติมด้านใด
2.2 การใช้ Application เป็นเครื่องมือในการสองภาษา
การใช้ Application เป็นเครื่องมือในการสอนภาษาอังกฤษมีเกณฑ์การเลือกใช้น้อยกว่าระบบเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะว่าเราจะใช้ Application เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยในการสอนเท่านั้นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือตัวผู้สอนเองที่ต้องประยุกต์ใช้ Application มิใช่ Application มาทำหน้าที่แทนผู้สอนการเลือกใช้ Application ในรูปแบบนี้ ตัว Application อาจจะมีกระบวนการนำเข้าสู่บทเรียน การนำเสนอทักษะ เท่านั้นก็ได้เพราะกระบวนการฝึกฝนและทดสอบก็จะเป็นหน้าที่ของผู้สอนเอง ในกรณีนี้อาจจะใช้ Application จากหัวข้อ 2.1 ก็ได้ แต่ใช้เพียงบางส่วนของ Application เท่านั้นที่จะใช้เพียงบางส่วนของ Application เท่านั้น ที่จะใช้ในการสอน
3. รูปแบบการใช้งาน
รูปแบบการใช้งาน Application นั้นจะประสบความจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการใช้ Application นั้น Application ที่ดีจะต้องใช้งานง่าย สวยงาม ใช้งานได้อย่างราบรื่น ไม่ซับซ้อน มีการแบ่งย่อยเมนูอย่างชัดเจน มีการข้าม หรือ เลือกบทเรียนแลองค์ประกอบอื่นๆ ได้อย่างอิสระ ปรับแต่งได้สะดวกและหลากหลาย องค์ประกอบเหล่านี้ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนา Application นั้นๆ ว่าจะพัฒนาปรับปรุงเวอร์ชั้นของ Application บ่อยเพียงใด ยิ่งพัฒนาปรับปรุงบ่อย ตัว Application ก็จะมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะผู้ใช้งานมีการรายงานข้อบกพร่องต่างๆ ใช้กับผู้พัฒนาได้รับทราบอย่าสม่ำเสมอนั้นเอง
4. ระบบปฏิบัติการที่รองรับ
เนื่องจากอุปกรณ์แต่ละชนิดมีระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันเช่น ios, Android หรือ Windows Phone ดังนั้นต้องตรวจสอบอุปกรณ์ของเราว่ารองรับ Application ที่เราต้องการหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณของผู้ใช้งานด้วย เช่น ระบบปฏิบัติการ ios ตัวอุปกรณ์จะมีราคาอยู่ระหว่าง 9,000-30,000 บาท ระบบปฏิบัติการ Windows Phone อาจจะมีราคาอยู่ระหว่าง 6,000-25,000 บาท ระบบปฏิบัติการ Android อาจจะมีราคาอยู่ระหว่าง 1,000-30,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ของแต่ละผู้ผลิตนั้นเอง
โดยระบบปฏิบัติการแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไปโดยจะพูดกว้างๆ เช่นระบบปฏิบัติ ios มีตัว Application ให้เลือกมากกว่า แต่ตัวอุปกรณ์มีราคาสูง ระบบมีความเสถียรและใช้งานง่าย ระบบปฏิบัติการ Android ที่มี Application อยู่จำนวนมากแต่น้อยกว่า ios ตัวระบบปฏิบัติการมีความเสถียรน้อยกว่า ios ความราบรื่นในการใช้งานขึ้นอยู่กับราคาของอุปกรณ์มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งมากกว่า ระบบปฏิบัติการ Windows Phone มีตัว Application น้อยที่สุด ระบบมีความเสถียรเทียบเท่ากับระบบ ios ตัวอุปกรณ์ที่มีให้เลือกน้อยกว่า Android ราคาอุปกรณ์อยู่ในระดับปานกลาง ทั่งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานต้องตรวจสอบ Application ของตนเองว่ารับรองอุปกรณ์ประเภทใด มีงบประมาณอยู่เท่าใด แล้วจึงเลือกระบบปฏิบัติการนั้นเอง
5. Application ฟรีดีหรือไม่
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับ Application คือมีทั้งดีและไม่ดีโดยขอพูดภาพรวมของโปรแกรมฟรี คือ Application ที่แจกจ่ายมาให้ผู้ใช้งานได้ปรับแต่อาจจะมีโฆษณามาแทรกอยู่ใน Application หรือโปรแกรมฟรีแต่ตัวเนื้อหาไม่ครบ ต้องซื้อตัวเพิ่มเติมมาใช้ หรือ ถ้าต้องการใช้งานเวอร์ชั่นเติมจะต้องทำตามเงื่อนไขของผู้จำหน่าย เช่น สมัครสมาชิก หรือ การ invite ให้ผู้ใช้งานคนอื่นได้ใช้จำนวนกี่คนตามที่ระบุใน Application อย่างไรก็ตาม
ก็มิได้หมายความว่าโปรแกรมที่เสียเงิน จะดีเสมอไปมี Application จำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน ดังนั้น การแนะนำว่าให้โหลดตังทดลองใช้หรือตัว lite มาใช้งานก่อนถ้าตรงการการใช้งานและวัตถุประสงค์จึงจะเสียเงินเพื่อนำตัว Application ตัวเดิมมาใช้
อย่างไรก็ตาม Application ฟรีก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจซึ่งผู้ใช้งานสามารถดาวโหลดมาทดลองใช้ได้ทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนั้นผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานได้อย่างเต็มที่
สรุป
การใช้ Application เพื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้นในปัจจุบันน่าจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะมีความน่าสนใจ ใช้งานง่าย ดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ทำให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นผู้ใช้งานหรือผูสอนจำเป็นต้องทดลองใช้งาน Application ที่มีอยู่มากมายในร้านค้าของระบบปฏิบัติการทั้งหลายว่าเหมาะสมกับตนเองหรือการสอนของตนหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง แล้วว่า “เราจะใช้เทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่าตรงกับความต้องการหรือไม่”
อ. สุรพล สิงห์เนตร
22 กุมภาพันธ์ 2557