ปี ๒๕๕๗ เป็นปีพิเศษ ที่การประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ต้องย้ายสถานที่ที่จัดอยู่ เป็นประจำ คือโรงแรม เซนทารา เวิร์ล ไปจัดที่โรงแรม รอยัล คลิฟ พัทยา เพื่อหลบไปจากความเสี่ยง ต่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมประชุม
ทีมแกนนำของคณะกรรมการจัดประชุม ต้องประชุมแบบ teleconference ปรึกษาหารือกันเป็นระยะๆ ผมมีความเชื่อมาโดยตลอดว่า การชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่ยืดเยื้อนั้น จะไม่มีความรุนแรงจากฝ่ายผู้ชุมนุม ดังนั้นความปลอดภัยต่อผู้มาร่วมประชุม PMAC จึงมั่นใจได้ว่า ปลอดภัย
แต่เมื่อมีการปาระเบิดใส่ขบวนประท้างที่ถนนบรรทัดทอง ทีม USAID ก็บอกว่าเขาจะระงับการมา ร่วมประชุม ทางเราถามว่าถ้าย้ายที่ประชุมไปพัทยา จะมาไหม เขาตกลงมา ทีมแกนนำของเรา teleconference ปรึกษากันแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ย้ายไปพัทยา เป็นการเลือกปลอดภัยไว้ก่อน โดยทีมดูแลเรื่องโรงแรมนำโดย อ. วิมต้องทำงานหนักมาก เช่นเดียวกันกับทีมติดต่อวิทยากร และผู้เข้าร่วมประชุมนำโดย อ. บุ๋ม
เป็นการย้ายที่ประชุมและที่พัก เพียงสัปดาห์เดียวก่อนการประชุม แต่เราก็ทำได้ น่าภูมิใจมาก
ตีห้าครึ่งของวันที่ ๒๗ ม.ค. ๕๗ ผมนั่งรถออกจากบ้าน ไปพัทยา เพื่อไปเปิดงาน Prince Mahidol Award Youth Program Conference 2014 ซึ่งเป็นปีที่ ๒ ของ PMAYPC ผมบอก mentor ฝรั่งที่มาร่วมว่า ถ้าเป็นกิจการส่วนตัวของผม จะไม่ย้ายสถานที่ เพราะผู้มาร่วมจะได้เห็นว่าการชุมนุมประท้วงของเรา ดำเนินการอย่างสันติ และเต็มไปด้วยมิตรภาพ คนประท้วงไม่ใช้ความรุนแรง
บริการในห้องประชุมของ PEACH (Pataya Exhibition and Convention Hall) ในเช้าวันนี้ ไม่ดี เจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีไม่เก่ง แต่เมื่อเข้าห้องน้ำ ผมก็ประทับใจต่อความสะอาด
การประชุม PMAYPC มี ๑ วันเต็ม เป็นการนำเสนอของ PMAYPS ๖ คน ในเรื่อง โรคอ้วนและเบาหวาน, การแพทย์ฉุกเฉิน, ประสาทวิทยา, และ ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ และของ mentor จากต่างประเทศ ๔ คน เรื่อง การแพทย์ฉุกเฉิน, ประสาทวิทยา, และ โรคอ้วนและเบาหวาน การประชุมนี้ ทีมคณะกรรมการของ PMAYP อาจารย์ และนักศึกษาแพทย์ที่สนใจสมัครเข้ารับทุนมาร่วมฟังด้วย ที่เดินทางมาไกลที่สุดจาก มอ. นศพ. มากัน ๔ คน มีอาจารย์คุมมา งานของ PMAYP เข้ารูปเข้ารอยขึ้นเรื่อยๆ อีกสัก ๕ ปี น่าจะเริ่มสร้างผลกระทบให้ชื่นใจ
ผมมีบุญได้ฟังเพียงเรื่องแรกกับตอนต้นของเรื่องที่ ๒ ก็ต้องขึ้นรถกลับมาที่ศิริราช เพื่อร่วมฟังการบรรยายของ ผู้ได้รับพระราชทานรางวัล ซึ่งปีนี้มี ๔ คน แต่มาพูดได้เพียง ๓ คน เพราะ Jim Kim ซึ่งเวลานี้เป็นประธานธนาคารโลก ติดไปพม่า มีคนบอกว่าธนาคารโลกออกข่าวจะช่วยเหลือพม่า ๒ พันล้านเหรียญ
การฟังคนเก่งๆ พูดนี้ เป็นบุญยิ่ง เพราะท่านจะพูดฟังง่าย ได้เข้าใจในระดับหลักการ ไม่ใช่เข้าใจใน ระดับเทคนิคเหมือนฟังนักวิจัยทั่วๆ ไป เห็นได้ชัดเจนว่า ท่านเหล่านี้มีสมองระดับอัจฉริยะ คนแรกที่พูดคือ David Ho (Aaron Diamond AIDS Research Center, The Rockefeller University) พูดเรื่อง The Ever Changing Face of HIV สาระคือ เวลานี้เราเข้าใจความสามารถในการกลายพันธุ์ ของเชื้อ HIV ดีมาก และเข้าใจการเล่น โปลิศจับขโมย (เชื้อเอ็ชไอวี) ของระบบอิมมูนของมนุษย์ดีขึ้นด้วย พบว่าผู้ติดเชื้อจำนวนน้อย ใช้เวลายาว นานหน่อยตามติดเชื้อได้ เป็นสัญญาณความหวังว่า ต่อไปในอนาคตน่าจะ หาวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ โดยวัคซีน แต่อนาคตนั้นยังไม่ใกล้
ผมฟังผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้พูดแล้วสัมผัสได้ถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน การไม่คุยโวโอ้อวดผลงาน และนิสัยยกย่องผู้อื่น ยกย่องเพื่อนร่วมงาน ฟังแล้วรู้สึกถึงความซาบซึ้งในวัฒนธรรมวิจัย ของท่านเหล่านี้
David Ho ยังคงทำงานวิจัยในระดับแนวหน้าของการค้นพบใหม่ในเรื่อง HIV/AIDS อยู่ในขณะนี้
คนต่อมาคือ Anthony Fauci (Director, National Institute of Allergy and Infectious Diseases, NIH) ฝรั่งตัวเล็กแต่พูดเสียงดัง และเป็นยอดนักพูดด้านวิทยาศาสตร์ อ. หมอภัทรชัยบอกว่า สมัยที่ท่านไปฝึกวิจัยที่ NIH พบว่า Anthony Fauci บรรยายทีไรคนฟังแน่นห้องทุกครั้ง
ท่านบอกว่า เวลานี้มีคนที่ตายจากโรคเอดส์ไปแล้ว ๓๖ ล้านคน และติดเชื้อแต่ยังมีชีวิตอยู่เท่าๆ กันคือ ๓๕.๓ ล้านคน และในปร ๒๕๕๕ มีคนตายจากโรคนี้ ๑.๖ ล้านคน ที่น่าตกใจคือในปีเดียวกันมีผู้ติดเชื้อ รายใหม่ถึง ๒.๓ ล้านคน
เป้าหมายคือ โลกที่ปราศจากเอดส์ (AIDS-free generation) ซึ่งเชื่อกันว่าทำได้ แต่ยังอยู่ไกล จะเห็นว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จะสวมวิญญาณนักคิดเชิงบวกเสมอ มุ่งทำสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ให้เป็นไปได้ อัศวินม้าขาวของท่านคือ Broadly-neutralizing Antibodies
คนสุดท้ายคือ Baron Peter Piot (Director, London School of Tropical Medicine and Hygiene) พูดเรื่อง The Global AIDS response : the long term view ท่านพูดหลัง Anthony Fauci จึงทำให้ผมรู้สึกว่า ท่านพูดไม่ค่อยเก่ง ทั้งๆ ที่ผลงานของท่านคือการไปเจรจาโน้มน้าวใจคน
ท่านให้หลักฐานว่าใน ปี ๒๕๔๑ - ๒๕๔๕ ในประเทศยากจนในอัฟริกาคืออูกานดา ราคายาสำหรับ รักษาด้วย HAART ต่อ ๑ ปี ลดลงจาก $ 12,000 เหลือ $ 200 คือลดลง ๖๐ เท่า เป็นผลจากการกดดัน ด้วยวิธีการต่างๆ โดยหลากหลายฝ่าย ส่วนหนึ่งมาจากการผลิต generic drug ในประเทศอินเดีย
แต่ข่าวร้ายก็คือ เมื่อเวลาผ่านไป ความเอาจริงเอาจังในการรณรงค์ป้องกัน HIV ลดลง การป้องกันผู้ติดเชื้อรายใหม่ คงจะไม่เข้าเป้า
ตอนค่ำ ผมไปร่วมงานฉลอง ๑๐๐ ปี China Medical Board ที่โรงแรม แชงกรีลา โดยช่วงแรกเป็นการดื่ม ค็อกเทล แล้วตามด้วยการนั่งโต็ะกลมตามหมายเลขที่กำหนด เพื่อให้สมาชิกในโต๊ะรู้จักกัน ในโต๊ะ ๗ ที่ผมถูกกำหนดให้นั่ง เป็นคนไทย ๓ คน เป็น บอร์ด ของ CMB ๑ คนชื่อ ทอม เป็นหมอพม่าผู้หญิง ๑ คน และเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์จากฮ่องกงผู้ชาย อีกคนเป็นผู้หญิง ไม่ได้แนะนำตัว
เริ่มจากหลานทวดของ จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นผู้หญิงกล่าวขอบคุณแขก และประธาน CMB คือ Prof. Lincoln Chen เชิญให้ประธานที่ปรึกษาการจัดงานของไทย ๒ คน คือ ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา และ ศ. ดร. วิจิตร ศรีสุพรรณ ขึ้นไปพูด ตามด้วยการเชิญให้ บอร์ดของ CMB แนะนำแนวทางดำเนินการในช่วงร้อยปีที่สอง และเชิญแขกจากประเทศต่างๆ ใช้เวลาคนละ ๑ นาที ให้คำแนะนำ
คั่นด้วยการกินอาหาร ตามด้วย Harvey Feinberg ประธาน IOM และเป็น Board of Trustee ของ CMB ด้วย ทำหน้าที่ชี้ตัวคนตามโต๊ะต่างๆ ให้กล่าวคำแนะนำสิ่งที่ควรทำในศตวรรษที่ ๒ คนละ ๑ นาที
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ม.ค. ๕๗