ตัวอย่างการวิเคราะห์เรื่องสั้น
บทวิเคราะห์ เรื่องบ้านเกิด
1. รูปแบบ เรื่องบ้านเกิดเป็นบันเทิงคดี ประเภทเรื่องสั้น
1.1 เรื่องบ้านเกิดจัดเป็นเรื่องสั้นชนิดแสดงแนวคิด เนื่องจากผู้เขียนแสดงทัศนะ แนวคิดแก่ผู้อ่าน และเข้าใจความจริงของชีวิตของผู้เขียน โดยสะท้อนและถ่ายทอดโดยไม่ได้บอกตรง ๆ แต่ผู้อ่านสามารถสรุปได้เอง เมื่ออ่านจบผู้อ่านจะเกิดความรู้สึกฉุดใจคิด ตัวละคร เหตุการณ์ ฉากและบรรยากาศเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้แนวคิดของเรื่องนั้นเด่นชัดมากขึ้น
1.2 เรื่องบ้านเกิดจัดเป็นเรื่องสั้นชนิดสร้างบรรยากาศ เนื่องจากผู้เขียนได้บรรยายบรรยากาศของเรื่องได้สมจริง ผู้อ่านสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน จูงใจให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกคล้อยตามเหตุการณ์ ตัวละคร และพฤติกรรมต่าง ๆ มีความเกี่ยวพันกับฉาก โดยที่ผู้เขียนใช้เรื่องราวที่กระทบใจผู้อ่านในด้านอารมณ์และความรู้สึก
2. แนวคิด
2.1 แนวคิด (แก่นเรื่อง) เรื่องบ้านเกิดมีสาระสำคัญที่ผู้เขียนตั้งใจเสนอให้ทราบคือ แสดงถึง ปัญหาของชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว และสังคม นำเสนอชีวิตหลากหลาย ด้วยแนวธรรมชาตินิยม สะท้อนความคิด ความเชื่อ คุณค่าและคตินิยมพื้นถิ่นอย่างลึกซึ้งและแหลมคม ให้เห็นว่า แม้ในสังคมที่ต่างวัฒนธรรม ต่างความเชื่อ มนุษย์ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยไมตรีสัมพันธ์
3. โครงเรื่อง เรื่องบ้านเกิดเป็นโครงเรื่องแบบใหม่ เนื่องจากจะไม่เน้นความสำคัญ และความสัมพันธ์ของลำดับเหตุการณ์ แต่จะเน้นที่พฤติกรรม และสภาพความรู้สึกนึกคิดของตัวละครเป็นสำคัญ
3.1 การเริ่มเรื่องหรือการเปิดเรื่อง เรื่องบ้านเกิดผู้เขียนใช้กลวิธีในการเปิดเรื่องโดยการใช้คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ แบบถามเองตอบเองของตัวละคร “ ฉัน ”
“ ทำไมฉันจะจำเธอไม่ได้ ปรียา ในเมื่อเธอคือความทรงจำซึ่งฉันพยายามลืมให้สนิทที่สุดในบรรดาความทรงจำทั้งหลายเกี่ยวกับบ้านเกิด ปรียา... เธอเคยได้ยินบ้างหรือเปล่า ที่เขาพูดกันว่าชีวิตซิ่งผ่านไปคือฝันร้าย ฉันรู้ว่าความโหดร้ายของมันอยู่ที่ความเป็นจริง อดีตกำลังทำร้ายเรา แม่เคยบอกฉันเสมอ- จงลืมวันวานเพื่อเช้าวันนี้จะได้สดใส แต่ใครเคยทำเช่นนั้นได้บ้างเล่า แม้แต่แม่”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 45 )
3.2 การดำเนินเรื่อง เรื่องบ้านเกิดผู้เขียนใช้กลวิธีในการดำเนินเรื่อง โดยการลำดับเรื่องแบบย้อนกลับ เป็นการเล่าเรื่องย้อนหลังจากตอนจบเรื่องแล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น ที่เกี่ยวพันกับปัญหาความขัดแย้งซึ่งเป็นจุดสำคัญของเรื่อง ซึ่งกล่าวถึงครอบครัวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีพ่อเป็นนักดนตรีและมีแม่เป็นครู ต้องพลิกผันและประสบชะตากรรมอันเลวร้ายก็เนื่องมาจากสงครามนี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างญาติมิตร สงครามทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด เสียงแซ็กโซโฟนของพ่อที่เคยร้อยรัดหัวใจของคนทั้งหมู่บ้านเอาไว้กลายเป็นเสียงปืน ความรักกลายเป็นการกระทำผิดบาปซึ่งกันและกัน
3.3 การจบเรื่องหรือการปิดเรื่อง เรื่องบ้านเกิดผู้เขียนจบเรื่องแบบชีวิตจริงหรือแบบที่ให้ผู้อ่านคาดเดาเหตุการณ์เอง เป็นการจบเรื่องโดยที่ผู้เขียนไม่ได้สรุปหรือบอกกล่าวโดยตรง แต่ผู้อ่านจะต้องคิดเองตามทัศนะของแต่ละบุคคล มีการใช้คำพูดเน้นเสียงหนัก ที่ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ตื่นเต้นและเข้มข้นสะเทือนใจในตอนจบเรื่อง
“ หยุดนะ! ไอ้ช้วน ” ฉันจำได้แม่นยำ สเยงนั้นคือเสียงแม่--- ฉันหันไปมอง--- เสือช้วนหันมา เอ็ม. 16 ประทับไหล่แล้วกระสุนก็คำราม…
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 107 )
4. ตัวละคร
4.1 การสร้างตัวละคร ผู้เขียนสร้างตัวละครได้สมจริง ตัวละครมีลักษณะนิสัยเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ได้มีการจำกัดตัวละคร โดยตัวละครทุกตัวมีบทบาทสอดคล้องสัมพันธ์กันกับเนื้อเรื่อง ตัวละครมีลักษณะนิสัย อารมณ์ ความรู้สึกหลากหลาย และมีความสมจริงตามลักษณะของตัวละคร ทำให้เรื่องดำเนินไปได้ด้วยดี
4.2 การนำเสนอตัวละคร ผู้เขียนนำเสนอตัวละครโดยอ้อม ใช้สอดแทรกอยู่ในการเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยให้ผู้อ่านรู้จักตัวละครผ่านทางพฤติกรรมที่แสดงออก การกระทำ คำพูดที่พูดกับตัวละครอื่นหรือคิดในใจ ตัวละครบางตัวใช้วิธีการนำเสนอผ่านทางความคิดของตัวละครเอก
4.3 ลักษณะนิสัยและบุคลิกลักษณะของตัวละคร ผู้เขียนสร้างตัวละครแบบตัวกลม มีลักษณะนิสัยหลาย ๆ อย่างประกอบกันทั้งที่เป็นส่วนดีและส่วนบกพร่อง ซึ่งมีลักษณะนิสัยซับซ้อน เป็นลักษณะธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไป ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอารมณ์และเหตุการณ์ คล้ายกับชีวิตจริง สร้างความประทับใจให้ผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง ตัวละครมีบุคลิกไม่คงที่คือ มีการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพไปตามเหตุการณ์
4.4 บทบาทของตัวละคร ในเรื่องบ้านเกิดประกอบด้วยตัวละครดังนี้
ตัวละครเอก ในเรื่องบ้านเกิดมีตัวละคร “ ฉัน ” เป็นตัวละครเอกของเรื่อง และเป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด มีบทบาทสำคัญขณะดำเนินเรื่อง เป็นตัวละครที่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เรื่องมีการเปลียนแปลงเกิดขึ้น
ตัวละครประกอบ เป็นตัวละครที่ช่วยในการดำเนินเรื่อง ได้แก่ ปรียา พ่อ แม่ พี่ชาย
ครูสว่าง
ตัวละครที่ปรากฏชื่อแต่ไม่ปรากฏการกระทำ มีเพียงตัวละครอื่นในเรื่องกล่าวถึง ได้แก่ ครูเจริญ ครูอารมณ์ ครูอ่ำ ครูเตือนใจ ผู้ใหญ่ถวิล ลุงเกตุ นายช้วน น้าชัย ยายแฟง
ทหารสี่ห้านาย
5. บทสนทนา ในเรื่องบ้านเกิดผู้เขียนสื่อแนวความคิดหรือทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ผ่านทางบทสนทนของตัวละคร เป็นการแสดงความรอบรู้ของผู้เขียน และเป็นบทสนทนาที่คมคาย แฝงแง่คิด ทำให้เรื่องมีความน่าสนใจสนุกสนาน และมีชีวิตชีวาดูสมจริงมากยิ่งขึ้นของเรื่อง โดยผู้เขียนใช้บทสนทนาในเรื่องไม่มาก แต่มีความกระชับรัดกุม มีความเป็นธรรมชาติเหมือนข้อความที่คนทั่วไปใช้พูดกัน มีการเลือกสรรคำที่มีความหมายกับเนื้อเรื่องและช่วยในการดำเนินเรื่อง ตัวละครพูดจาโต้ตอบกัน ทำให้เรื่องมีชีวิตชีวามากขึ้น
ตัวอย่างเช่น แม่มองไก่มองเข็มตาชั่ง แล้วมองหน้าฉัน
ฉันยิ้ม “ นี่ไก่ของเธอ ”
“ ครับ ” ฉันตอบไม่เต็มปาก
แม่ฟาดไม่เรียวขวับเข้าที่ต้นแขนฉัน
“ เธอโกหกครูได้ ” แม่พูด
“ แต่อย่าโกหกแม่ของเธอ ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 47 )
เป็นบทสนทนาระหว่างตัวละคร “ แม่ ” กับ “ ฉัน ” บทสนทนานี้ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงบทสนทนาสั้น ๆ แต่ก็สามารถแสดงอารมณ์ของตัวละครในเรื่องได้ดี อีกทั้งยังมีการใช้คำบรรยายประกอบบทสนทนาให้เห็นภาพเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี
6. ฉากและบรรยากาศ ในเรื่องบ้านเกิดผู้เขียนบรรยายภาพของสถานที่ต่าง ๆ อย่างละเอียด ทำให้ผู้อ่านได้รู้จักกับสถานที่นั้น ๆ อย่างละเอียดชัดเจน มีการใช้คำบอกให้ผู้อ่านทราบสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ของเรื่องไว้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น “ ที่บ้าน? --- ฉันต้องพูดแบบนี้จริง ๆ ด้วยละ ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 46 )
เป็นการบอกให้ทราบว่าฉากของเรื่องในตอนนี้คือที่บ้าน และนอกจากนี้บรรยากาศในเรื่องจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของตัวละคร บรรยากาศแสดงสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสังคมชนบท
ตัวอย่างเช่น “ กลางคืนที่ทั้งบ้านสว่างไสวได้ คืนที่มีคนมาอออยู่เต็มลานหน้าบ้าน ไล่หมาให้ไปหอนกันอยู่กลางทุ่งนา ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 56 )
7. กลวิธีในการเขียน
7.1 กลวิธีการเล่าเรื่อง ในเรื่องบ้านเกิดผู้เขียนเล่าเรื่องแบบมุมมองของผู้เล่าเรื่องปรากฏตัวในฐานะตัวละครในเรื่อง โดยที่ผู้เล่าเรื่องมีบทบาทและมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่อง ผู้เล่าเรื่องแทนตัวเองด้ยการใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 คือ “ ฉัน” เป็นตัวละครเอกของเรื่อง ทำหน้าที่เล่าเหตุการณ์ที่ได้ประสบ มาให้ผู้อ่านได้ทราบ
7.2 กลวิธีการตั้งชื่อเรื่อง “ บ้านเกิด ” เป็นชื่อเรื่องมีความน่าสนใจ ทำให้ผู้อ่านอยากที่จะรู้เนื้อหาภายในเรื่องและติดตามอ่าน เป็นการตั้งชื่อเรื่องโดยตั้งตามลักษณะแนวคิดสำคัญของเรื่องที่สะท้อนให้เห็นปัญหาของชีวิตในระดับครอบครัว
7.3 กลวิธีการสร้างความขัดแย้ง ในเรื่องบ้านเกิดผู้เขียนใช้กลวิธีการสร้างความขัดแย้งที่เป็นปัญหาสำคัญของเรื่องซึ่งตัวละครต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในตัวละครเอง ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในจิตใจของตัวละครเอง แล้วมีผลทำให้ตัวละครเกิดความทุกข์ โดยการสร้างตัวละครที่มีลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิดและการกระทำ ฉันเป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งทางความคิดดีเพราะอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น แต่ได้กระทำสิ่งที่ขัดต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เลวร้าย
8. สำนวนภาษา
8.1 การใช้ถ้อยคำ ในเรื่องบ้านเกิดผู้เขียนมีการเลือกสรรคำที่มีความประณีต มีความไพเราะของเสียง
คำซ้ำช่วยในการย้ำความหมายมีการใช้อยู่มากมาย ที่ปรากฏในเรื่องส่วนใหญ่เป็นการซ้ำคำโดยใช้ไม้ยมก ตัวอย่างเช่น
“ แม่เองก็มีงานวุ่นอยู่ในสวนครัวเล็ก ๆ ใกล้ ๆ สวนมะพร้าวของพ่อ ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 54 )
“ จำได้ไหมเมื่อวงดนตรีสมัครเล่นของพ่อได้ออกงานไปครั้งสองครั้ง พวกเขาก็คิดจะตั้งวงกันจริง ๆ จัง ๆ พ่อเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเดินไปเยี่ยมบ้านต่าง ๆ พร้อมรถเข็น ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 62 )
“ ฉันไม่สนุกนักหรอก ฉันกลายเป็นเด็กเงียบ ๆ หงิ่ม ๆ บางทีออกจะซึม ๆ ด้วยซ้ำ ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 85 )
และยังมีการซ้ำคำโดยการใช้คำคู่อยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น
“ พี่เป่าทรัมเป็ตได้ เป่าคลาริเน็ตได้ แล้วพี่ยังเล่นแอคคอเดียนได้อีก ขณะฉันเป็นแต่ตีทอมบาให้ดังตุ้มตุ้ม ไม่มีใครสอนฉันเลยนี่ ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 60 )
คำซ้อนมีปรากฏอยู่มากมาย มีทั้งที่เป็นซ้อนเสียงและซ้อนความหมาย ทำให้เกิดคำที่เน้นความหมาย และมีเสียงที่ไพเราะ
ซ้อนเสียง ตัวอย่างเช่น
“ ฉันจำได้ว่าแกมีทีท่าเป็นไข้หนักปานใด เมื่อมืดค่ำแล้วเครื่องขยายเสียงยังมาไม่ถึง และยังจำได้ว่าแกตื่นเต้นดีใจเพียงใด ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 48 )
ซ้อนความหมาย ตัวอย่างเช่น
“ ฉันได้เห็นรูปภาพเหล่านั้น มันทำให้ฉันทั้งตื่นเต้นและนึกขำพวกผู้ใหญ่ไปในขณะเดียวกัน ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 70 )
“ เมื่อค่ำคืนมาถึงไม่มีแสงเจ้าพายุและเสียงดนตรีอีก ความสนุกสนานได้บินหนีจากบ้านเราไปแล้ว ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 75 )
“ ฉันไม่รู้หรอกว่า ในหัวซึ่งสับสนอลหม่านนั้น ฉันได้คิดถึงอะไรบ้าง ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 88 )
การเล่นคำเพื่อย้ำความหมายและเสียงก็มีปรากฏให้เห็นได้ชัดเจน เช่น คลั่งไคล้ใหลหลง สับสนอลหม่าน หลอมละลาย เละเทะปนเประ เพ้อเจ้อเหลวไหล เหตุผลกลใด ตกอกตกใจ เศร้าเสียใจ นินทาว่าร้าย ยากเย็นแสนเข็น เป็นต้น
“ ไม่มีใครไปด้วยเลย ไม่มีเธอ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ มีแต่พี่ …”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 79 )
เป็นการย้ำคำให้เห็นว่าไม่มีใครไปด้วยเลยจริง ๆ นอกจากพี่ ทำให้ถ้อยคำมีความไพเราะของเสียงมากยิ่งขึ้น
8.2 การเรียบเรียงประโยค ประโยคที่ใช้ส่วนใหญ่ผู้เขียนเรียบเรียงอย่างประณีต มีความไพเราะในด้านของเสียง แต่ก็ไม่ละทิ้งการสื่อความหมายแบบตรงไปตรงมา ได้ความ
ตัวอย่างเช่น “ ใคร ๆ ต่างก็ชมว่าฟันเธอสวย ซีคม เป็นแถวเรียบและขาววับ เป็นเพราะพ่อนั่นหรอกที่สอนให้พวกเราแปรงฟัน ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 48 )
นอกจากนี้ยังมีการใช้คำวิเศษณ์มาช่วยในการเสริมความหมายของคำในประโยคให้มีความงดงามมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น “ เรานั่งมองตาแป๋ว ปล่อยจานขนมไว้จนเย็นชืด ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 55 )
8.3 การใช้โวหาร ในเรื่องบ้านเกดมีการใช้โวหารภาพพจน์หลายชนิดทำให้สำนวนภาษามีความไพเราะ นอกจากนี้ยังทำให้ผู้อ่านเกิดภาพและอารมณ์คล้อยตาม
อุปลักษณ์ เช่น “ สนานหน้าโรงเรียนกลายเป็นทะเล ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 46 )
“ อดีตซึ่งหวนมาทำร้ายเป็นกาฝากแห่งวันวานซึ่งคอยดูดกินเรา ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 98 )
“ ตอนนั้นถนนยังคงเป็นฝุ่นดินแดง ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 103 )
“ ฉันรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีใครเลย รอบกายคือเนื้อที่ว่างเปล่า ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 105 )
อุปมา เช่น “ ฉันรู้สึกราวกับกำลังปีนภูเขา ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 50 )
“ ปักไม้รวกแล้วเดินคลี่กัดสบายราวกำลังเดินอยู่บนถนน ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 50 )
“ ฝักถั่วทำให้คันราวโดนบุ้ง ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 54 )
“ สองมือประคองไมโครโฟนรูปสี่เหลี่ยมแบน ๆ ไว้ ทะนุถนอมราวเป็นไข่ไก่ ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 58 )
“ ผิวขาวราวไม่เคยโดนแดด ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 68 )
“ คราวนี้ฉันกลับเจอปืน-- ปืนพกกระบอกโตและกระสุนอีกกล่องหนึ่ง ฉันกลัวราวรื้อไปเจองูเห่า ซ้ำมันยังชูคอแผ่แม่เบี้ยขู่ฉัน ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 77 )
อติพจน์ เช่น “ บ้านทั้งหลังกระเทือนด้วยเสียงหัวเราะ ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 55 )
ในเรื่องบ้านเกิดยังมีการใช้คำศัพท์ภาษาต่างประเทศอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีนัก ซึ่งเป็นคำที่ผู้อ่านและคนทั่วไปคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เช่น เบบี้ เป็นต้น
8.4 ระดับภาษา ในเรื่องบ้านเกิดมีการใช้ภาษาแบบไม่เป็นทางการ เป็นภาษาแบบที่คนทั่วไปใช้พูดกัน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจภาษาได้ง่าย
ตัวอย่างเช่น “ โง่ ๆ อย่างแกไปฝึกทอมบาโน้น ไป๊! ”
( ตัดตอนมาจากเรื่องบ้านเกิด หน้า 61 )
ขอบคุณครูอิ๊ดที่ทำให้หนูมีวันนี้
เรื่องสั้นพร้อมสิเคราะ
พิธีผูกข้อมือบายศรีสู่ขวัญให้กับนักศึกษาเสร็จสรรพ เที่ยงก็ได้รับหน้าที่อีกอย่างคือ การพานักศึกษาไปดูบ่อน้ำกลางหมู่บ้านที่มีอายุเกือบสองร้อยปี อันเป็นบ่อน้ำเก่าแก่ ว่ากันว่าน้ำในบ่อไม่เคยเหือดแห้ง บ้างก็ว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีเทพเทวาปกปักรักษา ชาวบ้านทุกคนต่างรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ดี เพราะทุกปีชาวบ้านจะจัดพิธีขอขมาขอบคุณบ่อน้ำแห่งนี้ โดยทุกคนจะต้องบอกกล่าวลูกหลานที่ไปรับจ้าง ไปทำมาหากินที่อื่น ให้กลับมาร่วมพิธีดังกล่าว อันเป็นเสมือนสัญญาประชาคม หรือสัญญาใจที่คนในชุมชนต่างรับรู้ร่วมกัน โดยวันและเวลาจะเป็นวันเสาร์แรกของเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติกันมานาน และการจัดพิธีขอขมาขอบคุณบ่อน้ำ ก็มักจะจัดควบคู่ไปกับการทำบุญหมู่บ้านด้วย
เที่ยงละมือจากการเด็ดใบขี้เหล็กที่ตนและเพื่อนๆ ในหมู่บ้านได้รับหน้าที่จากผู้ใหญ่บ้านคราประชุมเมื่ออาทิตย์ก่อน ว่าจะมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินทางมาศึกษาวิถีชุมชน ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าเที่ยงมีหน่วยก้านดีกว่าเด็กเยาวชนคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน จึงบอกให้เที่ยงรับหน้าที่เป็นผู้นำเพื่อนๆ และเยาวชนไปเก็บขี้เหล็กทั้งในหมู่บ้าน และที่อยู่สองข้างทางที่ชาวบ้านได้ปลูกไว้เพื่อสนองแนวนโยบายหลักเศรษฐกิจพอเพียง และนอกจากขี้เหล็กแล้วก็ยังมีไม้ยืนต้นอื่นๆ ด้วย เช่น สะเดา เพกา เสม็ดชุน และต้นไม้อีกหลายต้นที่เป็นไม้พื้นถิ่น ชาวบ้านสามารถเก็บกินกันได้ทุกฤดู ถือเป็นสมบัติสาธารณะอย่างหนึ่งที่ทุกคนรับรู้กันดี
นักศึกษาต่างพากันตื่นเต้นที่ข้อมือของตนเต็มไปด้วยด้ายสายสิญจน์ บางคนหัวเราะชอบใจเพื่อนๆ ขณะก้มดูหน้าจอมือถือที่ตนไลฟ์สด ต่างชูไม้ชูมือ ทำท่าต่างๆ นานา บางคนโพสต์รูปผ่านเฟซบุ๊กและไอจีส่วนตัว “พิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ บ้านกระสังร่วมใจ” พร้อมติดแฮชแท็ก #เด็กบ้านบ้าน# เพื่อบอกเล่าเรื่องราวผ่านโลกไซเบอร์ ให้เพื่อนๆ ที่ไม่ได้มาและบรรดาญาติๆ ได้สัมผัสถึงบรรยากาศการมาในครั้งนี้
ก่อนจะพากันเดินตามเที่ยงไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอยู่ห่างจากศาลากลางหมู่บ้านประมาณเจ็ดร้อยกว่าเมตร
แดดเช้าเดือนเมษายนยังคงทำหน้าที่ไม่ต่างจากลมหายใจของสรรพชีวิต ที่ขึ้น-ลง เข้า-ออก เป็นท่วงทำนองจังหวะอย่างที่ควรเป็น เที่ยงชี้มือไปยังบ่อน้ำ เมื่อนักศึกษาบางคนในกลุ่มถามว่า อีกไกลไหม แต่ที่พอจะมองเห็นคือ ต้นจบกใหญ่ ที่ยืนต้นตระหง่าน อยู่ถัดจากบ่อน้ำไปประมาณยี่สิบเมตร ซึ่งต้นจบกต้นนี้เล่ากันว่าน่าจะมีอายุอานามเท่าๆ กันกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เที่ยงยังจำได้ คราที่ตักน้ำใส่ครุนำมาให้ควายสองตัวที่ตนเลี้ยงเมื่อปีก่อน ขณะปล่อยควายให้และเล็มหญ้า ตนก็เผลอหลับ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็มืดแล้ว เมื่อกลับไปยังบ้านก็พบว่าควายสองตัวเข้าไปอยู่ในคอกแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มัด และประตูคอกก็ยังไม่ได้ถูกตอกสลักปิด ก่อนที่ตนจะรีบตอกสลักปิดคอก เพราะไม่อยากให้ยายรับรู้เรื่องที่ตนหลับลึกจนลืมเอาควายเข้าคอก เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ตนรับรู้ว่าใต้ร่มจบกนั้นเย็นสบาย มิต่างห้องแอร์ในห้างหรือในธนาคารที่ตนเคยพายายไปเบิกเงินที่แม่และพ่อส่งมาให้ แต่สิ่งหนึ่งที่ตนรู้สึกได้คือ ความอบอุ่น มิต่างอ้อมกอดของแม่ บางทีความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้น เพราะการขาดความรักความอบอุ่นแบบเด็กคนอื่นๆ ก็เป็นได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นเที่ยงจึงหยุดคิด
“เที่ยงๆ เขาเรียกว่าต้นอะไร?” ใครคนหนึ่งในกลุ่มถามขึ้น ขณะในมือขวายกมือถือเล็งมายังตน
“ต้นจบกครับ” เที่ยงตอบแบบอายเขินๆ ด้วยความไม่คุ้นชิน ที่มีกล้องประจันหน้า ก่อนเจ้าของคำถามจะหันกล้องไปยังบรรดาเพื่อนๆ ที่หัวเราะกันคิกคักสนุกสนานชอบใจ
ไม่นานนัก เที่ยงก็พานักศึกษาไปถึงบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน เสียงเห่าของไอ้ดำหมาหลังอานลุงพจน์ดังมาแต่ไกลเมื่อมันเห็นกลุ่มนักศึกษา นักศึกษาบางคนต่างตกใจ บางคนพูดคุยถึงความสวยงามของมัน เที่ยงจึงเป่าปากเรียกไอ้ดำ เพื่อสร้างความคุ้นเคย และปล่อยให้ลุงพจน์ได้บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาเรื่องราวของบ่อน้ำ ตามที่ผู้ใหญ่บ้านได้นัดแนะไว้ตามที่ประชุมกันวันก่อน
ลุงพจน์ขยับปีกหมวกใบตาลขึ้น พร้อมมัดผ้าขาวม้าที่เอวอีกครั้ง ทั้งที่แกมัดแน่นอยู่แล้ว บางทีแกคงแก้เขินนักศึกษา ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นมาของบ่อน้ำที่ชาวบ้านต่างพากันเคารพนับถือแห่งนี้ เที่ยงปล่อยไอ้ดำเมื่อรู้ว่ามันคุ้นกับนักศึกษาและหยุดเห่าแล้ว ก่อนคิดค้อนไอ้ดำอยู่ในใจ (เสียหมาเลยมึง) เมื่อเห็นนักศึกษาบางคนโยนขนมให้ เที่ยงฟังลุงพจน์บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับหมู่บ้านกระสังร่วมใจ ที่ว่า
ชาวบ้านกลุ่มแรกที่เดินทางมาตั้งรกรากนั้น ได้ยึดโคนต้นกระสังเป็นที่พัก และได้ตั้งชื่อหมู่บ้านของตนว่าบ้านกระสังร่วมใจ อันหมายถึงบ้านที่ทุกคนต่างมีความสมัครสมานสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน จนกลายมาเป็นหมู่บ้านใหญ่ในปัจจุบันนี้
เมื่อนักศึกษาได้ฟังเรื่องราวดังกล่าว จึงเกิดคำถามว่า แล้วหมู่บ้านกระสังร่วมใจแห่งนี้ ทำไมชาวบ้านถึงอยู่กันอย่างครอบครัว อันเป็นคำถามที่ดูจะสะกิดเที่ยงให้คิดตามและใคร่รู้ในคำตอบของลุงพจน์ ว่าแกจะตอบคำถามนักศึกษาอย่างไร เพราะตั้งแต่เกิดมาเที่ยงก็เข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ราวกับเป็นบ้านของตัวเอง เวลาเที่ยงไปหว่านแห หรือได้สายบัว ผักหวาน เที่ยงก็จะแบ่งปันแก่ชาวบ้านที่ผ่านพบระหว่างทาง ทำให้ตนไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่นๆ หรือคิดถึงเรื่องของการซื้อขาย เพราะที่ผ่านมาจะมีก็แต่การแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น
ครั้งหนึ่งญาติยายเดินทางมาจากบ้านหนองไม้งาม ซึ่งเป็นหมู่บ้านติดเขตชายแดนกัมพูชา ได้พากันทั้งแบก ทั้งหาม ทั้งหาบ หน่อไม้ยักษ์ หมูป่า พืชผักนานาชนิดมาหายาย เพื่อนำมาแลกข้าวแลกเกลือ เพราะที่บ้านขาดแคลน ยายบอกให้เที่ยงไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้ประกาศผ่านหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้านว่า ใครอยากกินหน่อไม้ยักษ์ หมูป่า ให้นำข้าวสารมาแลกเอาที่บ้านของยาย และทุกคนในหมู่บ้านก็พากันมาบ้านยาย พร้อมกับข้าวสาร เกลือ ปลาร้า ยายให้ตาแบ่งสันปันส่วน หรือที่ตาเรียกว่า “การแบ่งพูด” “การปันพูด” คือการแบ่งปันกันในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน หน่อไม้ยักษ์ หมูป่า แบ่งปันกันอย่างทั่วถึง และเท่าๆ กัน
“แล้วหมู่บ้านกระสังร่วมใจแห่งนี้ ทำไมชาวบ้านถึงอยู่กันอย่างครอบครัว?”
ลุงพจน์คิดอยู่นานก่อนจะตอบนักศึกษากลับไปเป็นเรื่องเล่าว่า…
มหาเศรษฐีคนหนึ่งมีลูกสาวหนึ่งคน ด้วยความรักและความเป็นห่วงลูกสาวคนเดียวของตน จึงคิดกุศโลบายการเลือกคู่ครองให้แก่ลูกสาวของตน โดยป่าวประกาศไปว่า ชายคนใดที่ต้องการจะแต่งงานกับลูกของตน ให้มาลงชื่อและรับการทดสอบเชาวน์ปัญญา หากใครตอบได้ และคำตอบนั้นเป็นที่พอใจ ตนจะยกลูกสาวและทรัพย์สมบัติให้
เมื่อข่าวคราวลอยไปถึงหูของชายหาปลาคนหนึ่ง ชายหาปลาจึงได้เดินทางมายังบ้านของมหาเศรษฐี พร้อมกับชายหนุ่มคนอื่นๆ ที่ได้ยินข่าว และเมื่อถึงเวลานัดหมาย มหาเศรษฐีได้ประกาศต่อหน้าชายหนุ่มที่ต่างพากันมาทดสอบเชาวน์ปัญญา ถึงกฎกติกาต่างๆ ซึ่งชายหนุ่มที่มาแต่ละคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยคำถามจากมหาเศรษฐี
แล้วมหาเศรษฐีก็ถามขึ้นว่า “เรามีปลาช่อนตัวใหญ่อยู่ตัวหนึ่ง แต่เราอับจนปัญญาเหลือเกิน จะทำอย่างไรให้ปลาช่อนตัวใหญ่ตัวนี้กินกันไม่หมด เราจึงอยากถามพวกท่านที่เป็นผู้รู้ทุกท่านว่า พวกท่านจะทำอย่างไรให้ปลาช่อนตัวใหญ่ตัวนี้กินกันไม่หมด” ?
เมื่อชายหนุ่มได้ฟังคำถามจากมหาเศรษฐี ต่างคนต่างพูดคุยเอะอะเสียงดังโวยวาย บางคนถึงกับท้อใจ ก่อนที่จะมีชายหนุ่มในกลุ่มตะโกนตอบมหาเศรษฐีไปว่า
“ข้าจะนำปลาช่อนตัวนี้ไปต้มยำ”
“บางคนตอบว่าจะนำปลาช่อนตัวใหญ่ไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ”
“ข้าจะเอาไปทำปลาแดดเดียว”
มหาเศรษฐียังคงนิ่งเงียบ เพราะคำตอบที่ชายหนุ่มแต่ละคนตอบมานั้นยังไม่เป็นที่พอใจเท่าไหร่นัก ชายหนุ่มบางคนถึงกับท้อแท้ พร้อมหันหลังกลับ
ขณะที่ชายหาปลายังคงเงียบฟังถ้อยสนทนาของบรรดาชายหนุ่ม ก่อนจะตอบมหาเศรษฐีไปว่า ข้าเป็นชายหาปลา ปลาทุกตัวที่ข้าจับได้ ข้าจะเอาไปให้แม่ข้า แล้วแต่แกจะทำอะไรกับมัน แต่คำถามที่ท่านมหาเศรษฐีถามมา ข้าขอตอบท่านว่า ก่อนที่แม่ข้าจะหมดบุญ ท่านได้ให้ข้านำปลาที่แกขังไว้ไปทำเป็นอาหารเพื่อแบ่งปันแก่ชาวบ้านคนอื่นๆ แกบอกว่า ปลาของเราจะไม่มีวันกินหมด เพราะสิ่งที่เราแบ่งปันจะหวนกลับมาสู่เรา ฉะนั้น ปลาช่อนตัวใหญ่ตัวนี้ของท่าน ข้าจะนำมันไปปรุงอาหารและแจกจ่ายแก่ทุกคนที่มา ณ ที่นี้ และถ้าเหลือข้าก็จะแจกจ่ายไปยังคนอื่นๆ คำตอบของข้ามีเพียงเท่านี้ครับท่านมหาเศรษฐี
เมื่อมหาเศรษฐีได้ฟังคำตอบจากชายหาปลาก็รู้สึกถูกอกถูกใจมาก จึงบอกแก่ชายหาปลาว่า ตนพร้อมจะยกลูกสาวและทรัพย์สมบัติให้ ชายหาปลาจึงได้ครองรักกับลูกสาวของมหาเศรษฐี และสร้างบ้านเมืองขึ้นมา และปกครองอย่างสงบสุข
หลังจากนักศึกษาได้ฟังเรื่องราวจากลุงพจน์ ทุกคนต่างรู้สึกถึงความอบอุ่นของคนในชุมชน ก่อนที่ลุงพจน์จะบอกเล่าเรื่องราวของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้นักศึกษาได้ฟังต่อ
เที่ยงเองก็อดภาคภูมิใจในหมู่บ้านของตนไม่ได้ ภูมิใจที่หมู่บ้านกระสังร่วมใจอยู่กันอย่างครอบครัว ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เที่ยงนึกไปถึงหน้าเกี่ยวข้าวที่ชาวบ้านลงแรงแข็งขัน โดยการลงแขกเกี่ยวข้าว ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก่อนจะอดกลืนน้ำลายไม่ได้เมื่อนึกไปถึงหม้อแกงขี้เหล็กฝีมือป้าอาย ที่ตนและเพื่อนๆ ต่างพากันขึ้นเก็บและลงมือขูดมะพร้าวเองด้วย เพื่อต้อนรับนักศึกษาที่เดินทางมาจากเมืองหลวง
ลมหลงฤดูพัดกิ่งจบกไหววู่ ใบเหลืองอ่อนของจบกร่อนลงตามแรงลม ขณะลุงพจน์ยังคงบอกเล่าเรื่องราวของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และประวัติศาสตร์หมู่บ้าน ลมหัวกุดขนาดเล็กได้หอบตอซัง พร้อมก่อตัวขึ้นเล็กๆ ลุงพจน์ชี้มือให้นักศึกษาดู บางคนถึงกับตื่นเต้นด้วยความที่ไม่เคยเห็น บางคนรีบใช้มือถือบันทึกภาพกันอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นเสียงประกาศจากหอกระจายข่าวของผู้ใหญ่บ้านแจ้งมาว่า ตอนนี้แม่บ้านชุมชนกระสังร่วมใจของเราได้เตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว จึงอยากให้ลุงพจน์พาเด็กนักศึกษามารับประทานอาหารร่วมกัน นักศึกษาต่างพากันยกมือไหว้ขอบคุณลุงพจน์ หลังสิ้นเสียงประกาศจากหอกระจายข่าวของผู้ใหญ่บ้าน ลุงพจน์รับไหว้ก่อนอวยพรแก่เด็กนักศึกษาว่า “ขอให้นักศึกษาทุกท่านได้เป็นเจ้าคนนายคน”
เที่ยงกล่าวลาลุงพจน์ เพราะเที่ยงแล้ว ลุงพจน์ต้องไปให้น้ำวัวก่อน ก่อนที่จะตามไปร่วมกินข้าวกับนักศึกษาและชาวบ้าน
หลังจากที่เที่ยงพานักศึกษามาถึงศาลากลางหมู่บ้าน และทุกคนได้นั่งล้อมวงกับข้าวที่ชาวบ้านได้เตรียมไว้ ในใจเที่ยงก็คิดถึงประโยคของลุงพจน์ที่อวยพรแก่นักศึกษาว่า “ขอให้นักศึกษาทุกท่านได้เป็นเจ้าคนนายคน” ทำไมลุงพจน์ถึงได้อวยพรแบบนั้น? ก่อนจะอดคิดไปถึงคำอวยพรของยายเหลืองไม่ได้
“คันแม่นเจ้าเฮ็ดไฮ่ให้ได้แตงหน่วยหนา
คันแม่นเจ้าเฮ็ดนาขอให้ได้เข่า
ค้าขายหงายมือขอให้กำไรไหลหลั่ง
เฮ็ดอีหยังให้เจ้าเจริญก้าวหน้าสูแนว”