ตอนที่ 2 เด็กออกกลางคัน

          การจัดการศึกษาในประเทศไทย มีปัญหาต่างๆที่เป็นอุปสรรคหลายประการ ที่ทำให้การจัดการศึกษาไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากผลการประเมินระดับชาติ (National Test) ที่คะแนนแต่ละวิชาหลักอยู่ในระดับต่ำ การประเมินของ สมศ.พบว่ามีตัวชี้วัดบางตัวไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนมาก และสิ่งที่พบว่าเป็นปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่งคือ การที่ผู้เรียน "ออกกลางคัน"

         มีอัตราการไม่จบหรือ "ออกกลางคัน"ของนักเรียนระดับต่างๆตั้งแต่อนุบาลถึงระดับอุดมศึกษามีจำนวนมาก และเป็นปัญหาที่แอบแฝง ที่มีเหตุเพราะปัจจัยต่างๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญ เช่นความยากจน สุขภาพและการออกเพื่อไปประกอบอาชีพ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่นักการศึกษาต้องหาวิธีเข้าไปช่วยเหลือ เยียวยา เพื่อให้ปัญหาการออกกลางคันลดน้อยลง และรัฐได้กำหนดแผนในระดับชาติ ออกมาให้หน่วยงานทางการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบนำแนวทางไปปฏิบัติแล้ว แต่สภาพการณ์ในปัจจุบันและอนาคตยิ่งมีจำนวนสูงขึ้น

         เด็กออกกลางคัน โดยเฉพาะการมีพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 ที่กำหนดให้เด็กจะต้องจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถือว่าจบการศึกษาภาคบังคับ จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการศึกษาของเด็กไทยให้สูงขึ้น และการจบชั้นการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือจะต้องจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ ประการศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)  หากกลุ่มเด็กในระดับการศึกษาดังกล่าวออกกลางคันและหลุดไปจากระบบการศึกษา ก็จะทำให้คุณภาพของประชาชนที่ควรจะได้รับความรู้ขั้นพื้นฐานลดลง

         ในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ที่จัดการศึกษาให้กับกุลบุตรกุลธิดา ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอ และสามารถให้บริการการศึกษาได้ทั่วถึง และที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้เปิดกว้างในเรื่องการจัดตั้งสถานศึกษา ศูนย์การเรียน  การจัดการศึกษาตามอัธยาศรัย หรือการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนได้ตามความต้องการและความถนัดทั้งสายสามัญหรือวิชาชีพ

        ปัญหาเด็กออกกลางคันหรือจบไม่พร้อมรุ่น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ค่อยได้หยิบยกขึ้นมาแก้ปัญหาในระดับนโยบายของหน่วยงานระดับจังหวัดหรือระดับเขตพื้นที่การศึกษามากนัก เพราะมีระบบข้อมูลหรือนโยบายที่กำกับติดตามไม่เข้มข้น เหมือนกับการเร่งรัดคุณภาพการศึกษาในเรื่องของการสอบระดับชาติ (O-NET) ที่จะให้ความสำคัญมากกว่า

        การที่เด็กหลุดไปจากระบบการศึกษา หรือจบไม่พร้อมรุ่น หรือ "ออกกลางคัน" ปัญหาและการแก้ไขในระดับนโยบายในอนาคต ควรที่จะทำในสิ่งเหล่านี้

        1. เปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าเรียนตามวัยที่กำหนดตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา และการศึกษาภาคบังคับ โดยการสำรวจเด็กรายคนในแต่ละครอบครัวให้เข้ารับการศึกษาอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาของรัฐเอกชนหรือการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

        2.หาวิธีตรวจสอบเด็กออกกลางคัน ในชั้นเรียนเป็นรายสัปดาห์ และจัดระบบการติดตาม เยี่ยมบ้านให้เข้มข้น ยึดการแก้ปัญหาแบบทันท่วงที อย่าให้มีการหยุดเรียนเกิน 3 วันในหนึ่งสัปดาห์

        3.ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น อบต.กำนันผู้ใหญ่บ้านเข้ามาช่วยในการติดตามแก้ปัญหา เพราะบุคคลเหล่านี้ เป็นเจ้าพนักงานการศึกษาภาคบังคับ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับด้วยแล้ว เป็นผู้ช่วยเหลือครูอีกทางหนึ่ง

        4.กิจกรรมตามโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่จัดการในชั้นเรียนหรือในโรงเรียนต้องเข้มข้น เช่นการจัดให้ครู 1 คนดูแลเด็ก 10-25  คน และพบปะเด็กทุกเช้าก่อนเข้าเรียน เพื่อทราบปัญหาและแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆได้ตลอดเวลา

        5.การจัดทำระบบ"ลดการออกกลางคัน" ในทุกสถานศึกษาเพื่อให้มีการเชื่อมโยงข้อมูล เด็กย้ายเข้า ย้ายออกระหว่างสถานศึกษา กิจกรรมการติดตามเด็ก กิจกรรมการเยี่ยมบ้าน ระบบการรายงานข้อมูลให้ผู้บริหารได้เฝ้าระวัง และแก้ปัญหาที่สาเหตุและป้องกันเหตุ เป็นต้น 

         การออกกลางคัน จึงเป็นปัญหาที่สำคัญ ที่นักการศึกษาจะต้องมาวิเคราะห์ร่วมกันและหยิบยกมาเป็นเรื่องนโยบายระดับชาติได้อีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะการที่จะต้องให้ผู้เรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จบการศึกษาภาคบังคับครบทุกคน และส่งเสริมให้เข้าศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา เพื่อให้เขาเหล่านั้นนำความรู้ไปเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพในอนาคต และที่สำคัญบุคคลเหล่านั้นจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นถิ่น พัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการรักถิ่น รักบ้านเกิดและเป็นกำลังที่สำคัญของชาติในอนาคต