เรื่องของย่าเทิดแห่งจังหวัดสกลนคร
: ผู้หญิงเชื้อสายเวียดนามคนหนึ่งที่เกิดในประเทศเวียดนาม แล้วเดินทางไกลเพื่อหนีภัยความตายเข้ามาตั้งครอบครัวในประเทศไทย
โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๗
ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๘
https://www.facebook.com/note.php?saved&¬e_id=10152248063023834
---------
เรื่องของย่าเทิด : ข้อเท็จจริงของอดีตคนหนีภัยความตายจากประเทศเวียดนามที่เข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย[1]
---------
นางเทิด กวาถิ หรือ “ย่าเทิด” เกิดที่จังหวัดกองบินห์ ประเทศเวียดนาม เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ จากนายทำและนางเยิน ซึ่งเป็นเชื้อสายเวียดนาม และเกิดในประเทศเวียดนาม
ต่อมา ย่าเทิดได้ติดตามบุพการีเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ ด้วยมีความไม่สงบในประเทศเวียดนาม แม้จะเป็นการเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับการอนุญาตตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่รัฐบาลไทยก็มิได้ผลักดันครอบครัวของย่าเทิดออกไปจากประเทศไทย
ขอให้ตระหนักว่า ย่าเทิดและครอบครัวมีสถานะเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติในช่วงเวลาที่เดินทางออกจากประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ เพราะพวกเขาทั้งหมดตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของประเทศดังกล่าว
ในราว พ.ศ.๒๕๑๓ รัฐบาลไทยมีนโยบายในการจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรให้แก่คนญวนอพยพในสถานการณ์ดังย่าเทิด ย่าเทิดจึงได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติญวนอพยพและได้รับการออกบัตรประจำตัวตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรที่มีชื่อว่า “บัตรประจำตัวญวนอพยพ”
ต่อมาในราว พ.ศ. ๒๕๓๒ คณะรัฐมนตรี มีมติรับรองสิทธิอาศัยชั่วคราวตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองแก่คนญวนอพยพ อันทำให้ย่าเทิดได้รับการบันทึกในทะเบียนบ้านคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓) ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้สิทธิเข้าเมืองและสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองแก่ย่าเทิดเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๓
กองตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครพนมออกใบถิ่นที่อยู่ให้แก่ย่าเทิดเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ส่วน สภอ. เมืองสกลนครบันทึกย่าเทิดในทะเบียนคนต่างด้าว โดยระบุว่า ย่าเทิดได้รับอนุญาตให้อาศัยให้เป็น “คนเข้าเมืองไร้สัญชาติ” และไม่เกี่ยวกับโควต้าเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๓
เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๑ สถานกงสุลใหญ่เวียดนามประจำจังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย ออกหนังสือเดินทางให้แก่ย่าเทิด และเอกสารนี้ระบุว่า ย่าเทิดมีสถานะเป็นคนสัญชาติเวียดนาม ขอให้ตระหนักว่า ด้วยผลของเรื่องนี้ ย่าเทิดจึงได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติเวียดนามโดยรัฐเวียดนาม ย่าเทิดจึงมิใช่คนไร้สัญชาติอีกต่อไป
ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒ นายทะเบียนคนต่างด้าวสถานีตำรวจ สภ.เมืองสกลนคร บันทึกว่า ย่าเทิดเปลี่ยนแปลงสถานะทางสัญชาติจาก "ไร้สัญชาติ" เป็น "สัญชาติเวียดนาม" ทั้งนี้ เพราะกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ออกหนังสือเดินทางเพื่อรับรองสถานะคนสัญชาติเวียดนามให้แก่ย่าเทิด
ในปัจจุบัน ย่าเทิดอาศัยอยู่ที่ตำบลธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร และมีชื่อในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ณ ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร โดยระบุว่า ย่าเทิด มีเลขประจำตัว ๑๓ หลักตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ และมีสัญชาติเวียดนาม
---------
เรื่องของย่าเทิด : ชีวิตของย่าเทิดในประเทศไทย
---------
ย่าเทิดสมรสกับปู่เด ซึ่งเป็นคนเชื้อสายเวียดนามที่อพยพหนีภัความตายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลาเดียวกัน และในปัจจุบัน ปู่เดก็มีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองเช่นเดียวกับย่าเทิด ย่าเทิดและปู่เดมีบุตรด้วยกัน ๙ คน และในปัจจุบัน บุตรหลานของย่าเทิดได้รับการรับรองสถานะเป็นคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยหมดแล้ว
ย่าเทิดประกอบอาชีพในประเทศไทยด้วยการทำการค้าตลอดมา ตอนสาวๆ ย่าเทิดเคยเข็นรถขายกาแฟ และต่อมา ก็เปิดเป็นร้านขายอาหาร ส่วนปู่เดนั้นมีความสามารถทางแพทย์แบบโบราณ
ย่าเทิดและครอบครัวนับถือศาสนาคริสต์ค่ะ ย่าเทิดเคร่งศาสนามาก ท่านจะสอนบุตรหลานให้สวดภาวนาบ่อยๆ เชื่อในพระ ท่านจะสอนให้บุตรหลานไปวัดทุกๆ วันสำคัญทางศาสนา เช่น วันอาทิตย์ก็จะมีพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ และสวดก่อนทานอาหาร และสวดก่อนนอน หากมีการฉลองวัดหรือโบสถ์ใหม่ที่ไหน ย่าเทิดก็จะขอให้บุตรหลานพาไปไหว้พระเมื่อบุตรหลานว่างจากการค้าขายพาท่านไปได้ หรือขอติดรถลูกวัดสกลนครด้วยกันที่มีที่นั่งว่างไปฉลองวัด ความศรัทธาของท่านจึงเป็นที่ร่ำลือ ลูกวัดสกลฯ ก็จะนับถือท่านเป็นผู้อาวุโส ผู้หลักผู้ใหญ่ของวัด
นอกจากนั้น ท่านมีความรักเคารพในหลวงอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ทรงเมตตาให้ชาวเวียดนามอพยพเข้ามาอยู่บนผืนแผ่นดิน ในห้องนอนของย่าเทิด จะมีรูปภาพหลายภาพ ล้วนแต่เป็นภาพของพระเยซูและในหลวง
---------
เรื่องของย่าเทิด : นัยยะทางประวัติศาสตร์การจัดการประชากรของรัฐไทยต่อคนเชื้อสายเวียดนามที่อพยพหนีภัยความตายเข้ามาในประเทศไทย
---------
เราจะเห็นว่า เรื่องราวของย่าเทิดจึงเป็นตัวอย่างของอดีตคนหนีภัยความตายที่อพยพจากประเทศเวียดนามเข้ามาในประเทศไทยในราวก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ และรัฐไทยก็ยอมรับผ่อนกันให้ย่าเทิดอาศัยอยู่ แม้ย่าเทิดจะไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาในประเทศไทยตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง
เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาท่าทีของรัฐไทยต่อย่าเทิด เราจะพบงาน ๕ ขั้นตอนที่รัฐไทยกระทำต่อย่าเทิดและคนเชื้อสายเวียดนามในสถานการณ์เดียวกัน กล่าวคือ
ในช่วงเวลาแรก รัฐบาลไทยยอมผ่อนผันให้ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันที่มีความเสี่ยงภัยในชีวิต อาศัยอยู่ในประเทศไทย ในระหว่างที่ยังมีความไม่สงบในประเทศเวียดนาม จนไม่อาจจะส่งกลับประเทศต้นทางดังกล่าว ในช่วงเวลานี้ ย่าเทิดจะมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองไทยในลักษณะที่ผิดกฎหมาย และไม่มีสิทธิอาศัย แต่ก็ไม่ส่งกลับออกนอกประเทศไทย
ในช่วงเวลาที่สอง ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันก็ยังไม่มีสถานะคนเข้าเมืองและอาศัยอยู่ในลักษณะที่ถูกกฎหมาย แต่มีบันทึกย่าเทิดและคนดังกล่าวในทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ซึ่งเรียกว่า “ทะเบียนประวัติคนญวนอพยพ” และมีการออกบัตรประจำตัวตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรที่มีชื่อว่า “บัตรประจำตัวคนญวนอพยพ” ให้ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันถือเพื่อแสดงตน บัตรดังกล่าวมีสีขาวขอบม่วงและเป็นบัตรกระดาษแข็ง. นอกจากนั้น กรมการปกครองยังออกเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๖ ให้แก่ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกัน และสำหรับคนที่เกิดในประเทศไทย จะให้เลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๗
ในช่วงเวลาที่สาม คณะรัฐมนตรียอมรับให้สิทธิอาศัยแบบ “ชั่วคราว” ตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองแก่ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันในพื้นที่จังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ แต่ยังไม่ยอมรับให้สิทธิเข้าเมืองถูกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันสามารถเดินทางออกไปนอกพื้นที่ที่อนุญาตให้อาศัยได้ โดยการร้องขออนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด และการมีสิทธิอาศัยแบบชั่วคราวนี้เองที่ทำให้ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันถูกบันทึกในทะเบียนคนอยู่ชั่วคราว ประเภททะเบียนบ้านคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓) และมีการออกบัตรประจำตัวตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรที่มีชื่อว่า “บัตรประจำตัวคนญวนอพยพ” ให้ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันถือเพื่อแสดงตนในช่วงก่อน พ.ศ.๒๕๔๗ และนับแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ กรมการปกครองได้ออกออกบัตรประจำตัวตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรที่มีชื่อว่า “บัตรประจำตัวคนที่ไม่มีสัญชาติไทย (ญวนอพยพ)” ให้ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันถือเพื่อแสดงตนแทนบัตรเก่า บัตรใหม่มีสีชมพูและเป็นบัตรพลาสติก นอกจากนั้น กรมการปกครองยังคงออกเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๖ ให้แก่ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกัน และสำหรับคนที่เกิดในประเทศไทย จะให้เลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๗
ในช่วงเวลาที่สี่ คณะรัฐมนตรียอมรับให้สิทธิเข้าเมืองและอาศัยอยู่แบบ “ถาวร” ตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองแก่ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันที่เกิดนอกประเทศไทย ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันดังกล่าวสามารถเดินทางได้ทั่วประเทศไทย โดยไม่ต้องการร้องขออนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดอีกต่อไป และการมีสิทธิอาศัยแบบถาวรนี้เองที่ทำให้ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันดังกล่าวจะถูกบันทึกในทะเบียนคนอยู่ถาวร ประเภททะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และยังมีการออกเอกสารสำคัญให้อีกใน ๒ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) ใบถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง และ (๒) ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว เอกสารทั้งสองจะระบุว่า ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันที่เกิดนอกประเทศไทยมีสถานะเป็น “คนไร้สัญชาติ” นอกจากนั้น กรมการปกครองยังออกเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๘ ให้แก่ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันดังกล่าว และยังมีการออกบัตรประจำตัวตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรที่มีชื่อว่า “บัตรประจำตัวคนที่ไม่มีสัญชาติไทย” อีกด้วย
และในช่วงเวลาที่ห้า ก็คือ ช่วงเวลาที่รัฐบาลเวียดนามยอมรับรองสถานะคนสัญชาติเวียดนามให้แก่ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกัน[2] และคณะรัฐมนตรีไทยก็ยังยอมรับให้สิทธิเข้าเมืองและอาศัยอยู่แบบ “ถาวร” ตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองแก่ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันต่อไป เพียงแต่ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะระบุว่า ย่าเทิดและคนในสถานการณ์เดียวกันนี้มีสถานะเป็น “คนเวียดนาม”ในทั้งใบถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และยังคงถือบัตรประจำตัวตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรที่มีชื่อว่า “บัตรประจำตัวคนที่ไม่มีสัญชาติไทย” อีกด้วย
---------
เรื่องของย่าเทิด : บทส่งท้าย
---------
ย่าเทิดกับปู่เดมีความสุขอย่างมากท่ามกลางลูกหลานในประเทศไทย ในวันนี้ ทั้งสองท่านไม่ได้ทำงานแล้ว แม้ย่าเทิดและปู่เดจะมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในประเทศไทย แต่ความเป็นคนต่างด้าวก็มิได้สร้างปัญหาอะไรต่อการดำรงชีวิตของย่าเทิดและปู่เดอีกต่อไป
เราคงต้องตระหนักอีกประการหนึ่งในท้ายที่สุดว่า ในบ้านเล็กๆ ของ “ครอบครัวดิษย์ฐาจรุงชัย” ที่สกลนคร ความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศอาเซียนเกิดขึ้นผ่านความรักที่หอมหวานระหว่างย่าเทิดปู่เด ซึ่งมีสถานะเป็นคนสัญชาติเวียดนาม และบุตรหลาน ซึ่งมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทย
เราคงตระหนักได้ว่า อดีตคนไร้สัญชาติที่หนีภัยความตายจากเวียดนามเข้ามาในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนได้กลายมาเป็น “จุดเชื่อมความสัมพันธ์ที่แนบแน่น” ระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนาม
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ความสัมพันธ์ทางสายโลหิตระหว่างคนในครอบครัวหนึ่ง แม้สมาชิกมีสัญชาติต่างกัน แต่จะนำไปสู่ความรักระหว่างสองประเทศได้
[1] ผู้เขียนรับรู้เรื่องราวของย่าเทิดจากคุณรมิตา ดิษย์ฐาจรุงชัย หลานสาว ซึ่งเกิดในประเทศไทย และมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด โดยคุณรมิตาเข้ามาหารือปัญหากฎหมายกับผู้เขียนในราวเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๗ เป็นต้นมา ด้วยเหตุผลที่เธอถูกบันทึกเลขประจำตัวประชาชนผิดไปจากสถานะทางสัญชาติไทยที่มีตามกฎหมาย
[2]แต่สำหรับคนเชื้อสายเวียดนามในสถานการณ์เดียวบางคนที่ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้ว ก็ไปร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย และได้รับอนุญาตให้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติไทย



ขอบคุณเรื่องเล่าดีดีนี้ค่ะ เล่ามาอีกนะคะ น่าอ่านมากค่ะ อ่านแล้วมองเห็นภาพความรัก ความผูกพันธ์ ค่ะ