ผู้ดำเนินรายการ
นั้นก็เป็นความดีใจ ความภาคภูมิใจในบ้านเรา ขอขอบคุณน้องนก ที่ฟังแล้วได้อะไรหลายๆอย่าง นี่เพียงแค่ไม่ค่อยได้อยู่เมืองน่าน อยู่กรุงเทพฯเสียนาน ไปเรียนรู้อะไรที่แตกต่างจากบ้านเรา กลับมาอยู่เมืองน่านได้ ๑ ปี ศึกษาข้อมูลอย่างมาก เพื่อต่อจากนี้ไป จะใช้ชีวิตอยู่เมืองน่าน
แล้วเราจะกลับมาทางด้านศาสนา โดยเฉพาะในการเตรียมความพร้อม เพราะว่าทางวัดพระธาตุแช่แห้งพระอารามหลวง ตอนนี้เปิดเป็นวิทยาลัยสงฆ์ และมี มจร. อีก และมีกิจกรรมหลากหลายอย่างของวัดพระธาตุแช่แห้ง ตอนนี้อยากจะให้ท่านได้เล่าถึง ความเปลี่ยนในเรื่องเมืองตักศิลาของบ้านเรา
พระครูวิสิฐนันทวุฒิ
ขอเจริญพรในรอบที่ ๒ ในส่วนของที่ได้รบฟังจากหลายๆ ท่านได้พูดถึงนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นอัตลักษณ์สำคัญของเมืองน่าน และขณะเดียวกัน ก็มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงส่วนของเมืองน่านไปอีกหลายอย่าง แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เราต้องยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในการที่จะอนุรักษ์รักษาความเป็นเมืองน่านไว้ให้มาก วัดพระธาตุแช่แห้งตอนนี้ จากห้องเรียนวัดพระธาตุแช่แห้ง ได้ขึ้นเป็นวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน ในสมเด็จพระเทพรัตนฯ แล้ว ที่ผ่านมานั้น ตอนนี้เฉพาะวัดพระธาตุแช่แห้งมีพระเณรกว่า ๒๐๐ รูป ที่อยู่ที่นั้นและนานาชาติด้วย นานาชาติในที่นี้คือมาจากประเทศเนปาล พูดภาษาเนปาลี – อังกฤษ, จากอินเดีย พูดภาษาฮินดี – อังกฤษ, จากลาว จากพม่า และหลากหลายพื้นที่ในเมืองน่าน และก็เป็นที่น่าสนใจที่สุดก็คือว่า จากภาคกลางก็มา จากอีสานก็มา ตอนนี้ที่วัดพระธาตุแช่แห้งเกือบ ๒๐๐ รูปที่เป็นเณร มหาวิทยาลัยเกือบ ๖๐๐ ว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือว่า นอกจากพระภิกษุสามเณรที่เรียนในวันจันทร์ – พฤหัสบดีแล้ว ก็จะมีช่วงเสาร์ – อาทิตย์ที่มีฆราวาสมาเรียนจำนวนมาก ไม่ว่าเป็นพยาบาล รับราชการในส่วนงานต่างๆ ทหาร ตำรวจ ไปเรียนที่นั้น อย่างที่ทุ่งช้าง อายุ ๗๓ ปี ขึ้นรถมาเรียนที่วัดพระธาตุแช่แห้งคณะพุทธศาสตร์ อาตมาภาพเป็นหัวหน้าสาขาพุทธศาสตร์ ปีหน้าก็เปิดปริญญาโท ในสาขาพุทธศาสตร์ก็มีคนสนใจเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็ดีใจตรงที่ว่า เรายังรักษาอัตลักษณ์อยู่ ความเคารพ ความกราบไหว้ วัฒนธรรมความเป็นพระ ตลอดถึงเราดีใจที่สุดคือ ที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ดูแลเราด้วย
เราคงจะไม่เสียหายไปจนถึงขั้นมาก เพราะมีส่วนของผู้ใหญ่เช่น สภาวัฒนธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ และมุมมองจากประชาคม เวลามีปัญหาอะไร พระก็อาจจะไม่เก่งในเรื่องทั้งหลาย แต่สามารถที่จะพึ่งพาอาศัย เพราะเรามีความเข้มแข็งเป็นอันดับ ๑ ที่มีเครือข่ายที่มีผู้ที่จะให้การสนับสนุนเป็นส่วนมาก และในมุมมองตรงนี้นั้น ณ ปัจจุบันนี้ ที่วัดพระธาตุแช่แห้งนี้ มี ๒ หน่วยงานใหญ่ ก็คือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ป.โท ของคณะศึกษาศาสตร์ ๑๔๐ กว่าท่าน ในรุ่นที่ ๑๐ เรียน เสาร์ – อาทิตย์ และดูแลเรื่องวิทยาลัยสงฆ์ด้วย ก็เห็นภาพความสนใจในมุมมองหนึ่ง คือ อยากใคร่เรียนก็ไปเรียนที่วัด สิ่งนี้ก็ยังรักษาประเพณีในส่วนนี้อยู่ และพอจากวัดก็กลับบ้านได้ พบกันพระได้ พูดคุยกับพระเป็นต้น ซึ่งอนาคตต่อจากนี้ไปนั้น เราได้ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ไม่ว่าเป็นคุณพ่อเสรี พิมพ์มาศ, อ.สมเดช อภิชยกุล และหลายท่าน ที่มีมุมมอง อาตมาภาพตอนนี้ ภาระกิจส่วนหนึ่งที่คณะสงฆ์และวิทยาลัยสงฆ์ต้องทำคือ ฝ่ายต่างประเทศ อาตมาภาพรับในส่วนของต่างประเทศ ไม่ว่ากระบวนการการเข้ามาของพระ และการที่พระเมืองน่านเดินทางไปศึกษาต่างประเทศอย่างนี้เป็นต้น ตอนนี้หลวงพระบางมีอยู่ ๒,๐๐๐ กว่ารูป ปี ๒๕๕๘ จะเข้าสู่เมืองน่าน เพียงแต่ว่าเราต้องไปศึกษาและไปช่วยสอน ตอนนี้ที่ลาว บาลีนักธรรม อ่อนมาก ตัวอักษรธรรมยังมีอีกมากและเป็นตัวธรรมที่เกี่ยวกับเมืองน่าน ที่เขียนโดยพระเจ้าน่าน ราชวงศ์น่าน และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับน่าน กับแพร่ อันนี้มีจำนวนมาก แล้วก็ ๓ เมืองแฝด ที่เรากำลังทำอยู่ ส่วนการศึกษาหงสา มาให้เราไปศึกษาดูในเรื่องพุทธศาสนาในประเทศลาว
เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ ความมั่นคงในพระพุทธศาสนาต้องรักษาเอาไว้ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาทั้งหลายต้องเริ่มเข้าใจ ต้องศึกษาไม่เฉพาะศาสนาอย่งเดียว ต้องศึกษา รู้เขารู้เราด้วย ถ้าไม่รู้เขา ไม่รู้เรา จะยิ่งไปกันใหญ่อย่าง Hi-TechTechnology ทุกวันนี้ อาตมาภาพสอนหนังสือ งดใช้ Notebook งดใช้โทรศัพท์ทุกอย่าง เพราะอยากจะให้ใฝ่ในการศึกษา แล้วตัวเองจะได้พัฒนาด้วย แล้วเป้าหมายของโรงเรียนปริยัติธรรมอีกหน่วยงานหนึ่ง และมหาวิทยาลัยเราตั้งเป้าหมายไว้ สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงฝากการบ้านไว้ให้พระคุณเจ้าเพราะมาทุกปี ให้ทำรายงานส่งด้วย คือ “รู้เขารู้เรา” เคยพาพระ และผู้ทรงคุณวุฒิไปศึกษาดูงานที่หลวงพระบาง ตรงนี้บอกไว้ว่า ไม่ต้องไปแล้ว ดูเมืองน่านนี่ดีที่สุด เพราะเขาหลุดไป ส่วนหนึ่งเพราะอาจจะเป็นฝรั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งปี ๕๘ ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมี ข้างบ้านเราอาจจะมีเวียดนาม มีกัมพูชา มีหลายๆ ที่ แต่บอกว่าคนไทยจะต้องตายก่อน เพราะว่าขี้เกียจ ไม่สนใจ ไม่ศึกษา พระสงฆ์เองในส่วนของคณะสงฆ์ตอนนี้ ให้เรียนหลักสูตร ป.บส. หรือหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารจัดการคณะสงฆ์ โดยจบ ป.๔ ต้องเรียน จบ ป.๖ ก็ต้องเรียน แต่เรียนปีเดียว ได้เทียบเท่า ม.๖ แต่สมัคร มทร. ไม่ได้ เพราะว่าเป็นหลักสูตรที่เป็นโดยตรงกับ มจร. อันนี้เป็นส่วนหนึ่งและวางเป้าหมายว่า พระสงฆ์ต้องรู้ภาษาอังกฤษและภาษาที่ ๒ เพราะในการบรรยายของมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนแช่แห้งนี้ เนื่องจากมีหลากหลาย ปีนี้ตั้งเป้าปี ๕๖ ว่า ๕๐% พูดภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ ปี ๕๗ พูดภาษาอังกฤษ ๗๕% รู้เขารู้เรา และในปี ๕๘ เปิดอาเซียนต้องรู้ ๑๐๐%
ถ้าใครแอบไปเที่ยวพระธาตุแช่แห้งตอนเช้า จะเห็นว่าตอนเข้าแถว จะมีทั้งภาคภาษาไทย และภาคภาษาอังกฤษ เพราะว่าวางเป้าหมายไว้ แต่ไม่สูงเกิน เพราะว่าเดียวประกันคุณภาพการศึกษาจะมาตรวจว่ารู้หมดไหม ยกเป็นนานาชาติ เพราะต่อไปนี้ทุกโรงเรียน แม้แต่ มทร. ม.ราชภัฏ ทุกที่ต้องเข้าสู่ระบบหมดทุกอย่าง ก็เลยทำวัตรสวดมนต์ตอนเย็น ต้องคอยเตือนสามเณรว่า ท่านทั้งหลายจะต้องฉลาดที่จะเตรียมตัวพร้อมในปี ๕๘ นี้ ในส่วนของอาเซียน ก็มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนฯ แล้ว งานหลายอย่าง เราต้องเตรียมไว้มาก ก็ต้องพึ่งพาอาศัยหลายท่านที่นั่งอยู่ที่นี้ และผู้มีเกียรติทุกท่าน
ใน ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนฯ เราเตรียมปริวรรตธรรมพระเจ้าน่าน จำนวน ๑,๐๐๐ กว่าผูก ในพงศาวดารราชวงศ์ปกรณ์ เราจะรู้อะไรดีๆ ของเมืองน่านอีกมาก แต่ว่าทำคนเดียวไม่ได้ ต้องหาพ่อน้อยพ่อหนาน ท่านที่สนใจภาษาล้านนา ภาษาบาลี เริ่มเรียนหนังสือได้แล้ว เริ่มเข้ามาศึกษา เริ่มสนใจ หลายท่านชอบภาษาล้านนา บอกว่าอยู่เมืองน่านไม่ต้องไปไหน มีแต่ความสุข มีสิ่งที่เราจะต้องทำอีกหลายอย่าง ตั้งเป้าหมายว่านครน่านเหมาะสมที่จะเป็นนครแห่งการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง ขอเจริญพร
ผู้ดำเนินรายการ
ท่านพระครูก็ได้เล่าให้ฟัง เมืองตักศิลาในอินเดีย เป็นสถานที่ศึกษา ตอนนี้วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง ก็เปรียบเหมือนที่ศึกษาโดยตรง มีการศึกษาหลากหลายอย่าง รวมถึงมีพระนานาชาติ ดิฉันเคยใส่บาตรพระนานาชาติ ถามภาษาไทยกับท่าน ท่านก็ตอบไม่ได้ ถามเป็นภาษาอังกฤษ ท่านก็ตอบเรา เพราะว่าท่านเป็นพระมาจากเนปาล
เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา ก็มาที่คุณญาณ สองเมืองแก่น พูดถึงการเตรียมความพร้อมในศิลปะ วัฒนธรรมอย่างไร เมื่อจะก้าวเข้าสู่อาเซียนในอนาคต
คุณญาณ สองเมืองแก่น
เราก็ต้องเตรียมตัวและเตรียมใจ ทุกวันนี้ เราตามแนวคิดคนอื่น ความกระตือรืนร้นส่วนหนึ่งของเมืองน่าน คิดไว้ ทำไว้ ก็ดีแล้ว แต่บางครั้งเราก็ถูกยัดเยียด ถ้าพูดกันไป ก็พูดทิ้งพูดขว้าง
ยัดเยียดอย่างไร? ยกตัวอย่างเช่น เรามีของดีด้านศิลปะ วัฒนธรรมดีๆ อยู่แล้ว แต่เราเกิดโรคเห่อ ยกตัวอย่างคนเมืองน่าน เป็นแหล่งผลิตกระดาษสา มีโรงงานกระดาษสา ทำตุง ทำโคม แต่โคมเมืองน่านเวลาใช้งานไปซื้อเชียงใหม่ แต่คนเมืองน่านไม่ให้กันทำ ทั้งๆ ที่ทำได้ และทำได้ดีด้วย อันนี้เป็นข้อน่าคิด แล้วก็ตามแนวคิดคนอื่น เมื่อให้งบหรือเงินมาล่อเสียหน่อย แล้วก็ไม่คิดว่าพิษภัยที่มาถึง อย่างเมืองน่านห่างจากชายแดนไทย – ลาว ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร กัมมันตภาพรังสีผ่าน เราเป็นต้นน้ำ ฝุ่นละอองฝุ้งกระจาย ผมก็ไม่เข้าใจ และผมขอถามว่า เมืองน่านเราจะภาคภูมิใจที่มีบรรพบุรุษที่เป็นพระเจ้าน่านมาสร้างบ้านแปลงเมือง ปูชนียบุคคลบ้านเราก็มีมาก ก็ยกยอกันไป เรื่องอะไรจะเอาคนที่อื่น เขาว่ามาก็ฟังเขาหมด
เรามาคิดไปอีกว่า เป็นสิ่งที่อเนจอนาถ เราต้องเป็นตัวของตัวเรา เราต้องทำใจ คนสมัยก่อนฉลาด เลี้ยงวัวเลี้ยงควายเอาไว้ใต้ถุนฉางข้าว เขากลัวขโมยมาลัก ปัจจุบันนี้ก็กลัวเชื้อโรค บางครั้งก็ไม่เข้าใจ เมืองน่านเราน่าจะเป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวของตัวเอง เรียกกลุ่มบ้าน “ค้อใต้” – “ค้อเหนือ” กลับเรียกว่า Zone ผมก็ไม่เข้าใจว่าจะรับอาเซียนหรืออย่างไร
แล้วเมืองน่านของเรามีความโชคดี เรามีวิถีความเป็นอยู่ที่มีคุณค่า เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเรา เรามีวัฒนธรรม ทางด้านการกิน การอยู่ ความเอื้ออาทร ความอะลุ่มอล่วยต่อสังคม ความประนีประนอม พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เดี๋ยวนี้ดูไปเถิด พี่น้องในเขตเทศบาล รั้วบ้านราวกับคุก ก่อแล้วก็ติดลูกกรง เอาเศษแก้วใส่เข้าไปอีก แต่ก่อนบอกว่า กำแพงวัด อย่างวัดหัวข่วงจะต่ำ แต่จิตใจสูง คนที่มีรั้วบ้านสูง แต่จิตใจต่ำ เหมือนรั้วของคุก แกต่ก่อนรั้วบ้านมีอยู่ ๓ อย่าง คือ ๑.รั้วสะลาบ คือไม้ไผขัด ๒.รั้วต๋าแสง และ ๓.รั้วตั่งบ่อง และมีคำว่า “พริกบ้านเหนือ เกลือบ้านใต้” คือแบ่งแก่กัน “ข้าวแบ่งแลง แก๋งแบ่งงาย” และกินกันได้หมด ปัจจุบันนี้เด็กๆ ไม่รู้จักแล้ว ผีปู่ผีย่าคืออย่างไร มันเป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษคนน่าน
ถ้าจะถามวา น่านเป็นเมืองแห่งล้านนาไหม ผมปฏิเสธ น่านเป็นนครรัฐแห่งอิสระ เป็นเมืองแห่งเทพสวัสดิไชยะนันทราช นามของเมืองน่าน ในตัวนี้คือ นันทนาม คือตัว “น” หมายแห่งนาคนาม ยันต์ลูกที่ว่าด้วยการตั้งเมืองทั้งหมด ๕ ลูกด้วยกัน ในคราวที่ ๖๐ พรรษา ของสมเด็จพระเทพรัตนฯ คงได้ปริวรรตกันออกมาอีกครั้ง
ผู้ดำเนินรายการ
ขอขอบคุณ คุณญาณ สองเมืองแก่น ก็ยังคงอนุรักษ์ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงไปก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสบายใจ แต่ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงไปนั้น เราจะทำอย่างไรจะให้มันผสมผสานกันได้ ในเรื่องของอาเซียน
คุณญาณ สองเมืองแก่น
ขออีกนิดครับ เราก็คิดไม่ตกเหมือนกัน ที่ไปเลียนแบบที่อื่น การแต่งการของผู้หญิง ช่างฟ้อนก็ดี และที่น่าเสียใจคือ เอาคนที่อื่นมาสอนทำตุง ทำโคม
