ผู้ดำเนินรายการ
ดิฉันก็ได้ข้อคิดจากการที่ท่านได้พูดไปเมื่อครู่ เพราะว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้ เรานัดผู้ปกครองนักเรียนมา โดยก่อนหน้านี้ผู้ปกครองนักเรียนบอกว่ามาไม่ได้ ติดปลูกข้าวโพด แต่เมื่อวานมาก็ได้คุยกัน ถามว่าใช้สารเคมีไหม เขาก็หน้าซีด เพราะตอนนี้เป็นเรื่องกำลังดัง ขอความร่วมมือในการใช้สารเคมี ให้ใช้น้อยลง หรือไม่ใช้เลยยิ่งดี และพูดกันในเรื่องเห็ด ว่าคนที่กินเห็ดตาย เพราะว่าเห็ดมันดูดซึมสารเคมีเอาไว้ในตัว เขาก็บอกว่า เวลาหาเห็ดก็ไปหาในที่ไกลๆ จากที่พ่นยา อันนี้ก็เป็นเรื่องราวที่น่ากลัว
นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์
อยากจะฝากเรื่องของสารเคมี หลายท่านคิดว่ามันอยู่ไกลตัว แท้จริงแล้ว ไม่ว่าเรื่องน้ำ เรื่องเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่มันกินพืชผักต่างๆ ในส่วนนี้ มันก็ค่อยๆ สะสม อย่างนี้เรียกว่า “ตายผ่อนส่ง” เป็นการสะสมของสารพิษที่อยู่ในร่างกายเรา หลายๆ ท่านอาจไม่รู้สึก
ผู้ดำเนินรายการ
ถ้าเราไม่ตระหนักในวันนี้ ต่อไปเราก็จะเจอแต่โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์
ผมขอยกตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ เรื่องไตวาย ขณะนี้เชื่อว่าหลายท่านพอรู้ว่าผู้สูงอายุ หรือวัยหนุ่มหลายๆ ท่านที่ไตวายไม่รู้สาเหตุ ส่วนหนึ่งก็มาจากสารพิษที่อยู่ในที่ต่างๆ เป็นต้น เมืองน่านเรามีประเด็นเรื่องโรคมะเร็งตับมาก ที่ทางมูลนิธิจุฬาภรณ์ มาศึกษา พบว่าเมืองน่านเกือบจะขึ้นอันดับหนึ่ง ของเรื่องมะเร็งตับ ในพื้นที่อำเภอบ้านหลวง ทั้งๆ ที่อีสานก็มีมาก แต่บ้านเราก็มีมากพอๆ กััน นี่เป็นตัวอย่าง และฝากว่าให้ทุกท่านรู้สึกตระหนักกันดู สิ่งที่ดีๆ เรามีโครงการดีๆ อยากให้ทุกท่านรู้จักด้วย
ผู้ดำเนินรายการ
นี่ก็เป็นการมองเมืองน่านผ่านสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้เลยว่า ให้เวลาหมอคณิตพูดมากหน่อย เพราะว่าเป็นข้อตระหนัก เราฟังแล้วเป็นเรื่องที่น่ากลัว โดยเฉพาะน้องๆ เยาวชนทั้งหลาย บางครั้งก็ไม่รู้ เกิดมาในส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราก็เลยไม่ได้ตระหนัก
นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์
ปัจจุบันนี้เป็นเรื่องที่เราเสียเงิน แต่ก่อนนี้เราดื่มน้ำ เราไม่ต้องไปซื้อ เราก็เอาน้ำไปต้ม น้ำฝนก็ไม่มีใครไปดื่ม แต่ว่าผมดื่ม แต่ก็พยายามตระหนักว่า สิ่งแวดล้อมเราจะช่วยกันทำให้มันดี ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง
ผู้ดำเนินรายการ
เราพักตรงนี้ไว้สักครู่ เดี๋ยวจะวนมาอีกรอบ มาทางด้านตัวแทนการเมือง น้องนก ยลลดา เกริกก้อง สวนยศ คนบ้านสวนตาล จะมาในส่วนของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ยลลดา เกริกก้อง สวนยศ
กราบนมัสการพระคุณเจ้า และกราบสวัสดีท่านวิทยากรทุกท่าน เรียนท่านคณาจารย์ และสวัสดีน้องๆ ทุกคน
ขออนุญาตอย่างนี้ค่ะ อายุก็เลยเลข ๓ แล้ว ไปอยู่ กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ ๑๗ สอบติดก็ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ คิดว่ากึ่งหนึ่งอยู่เมืองน่าน กึ่งหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ เราจากบ้านไปไกล เราไม่ได้เป็นคนที่อื่น แต่ว่าขณะเดียวกัน เราก็โชคดีที่เรามีมุมมองของคนนอกที่มองเข้ามาด้วย ๑ ปีที่ผ่านมาที่กลับสู่เมืองน่าน ก็เลยได้มุมมองทั้ง ๒ อย่าง คือมุมมองของคนนอก และมุมมองของคนใน
ถ้าพูดถึงเมืองน่าน วันนี้โชคดี ท่านอาจารย์ได้ตั้งชื่อหัวข้อว่า “ผ่อเมืองน่าน ผ่านงานศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม กับการเปิดประตูเมืองสู่อาเซียน” ย้อนกลับไปที่ชื่อของเมืองน่าน ภาคภาษาอังกฤษ เมืองน่านสะกดว่า NAN เมื่อไม่นานมานี้ มีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ท่านพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ได้ให้ความหมายของตัวย่อไว้อย่างดี ได้ให้คำจำกัดความของพยัญชนะต้นของเมืองน่านไว้ N.A.N
N Nature เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
A Aesthetics เกี่ยวกับสุนทรียะ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี
N Nice แสดงถึงสภาพจิตใจที่ดีงาม moral คือเรื่องของจิตใจ ความเชื่อ จิตวิญญาณ ศาสนา
เมื่อมามองข้อมูลของหัวข้อ ที่จะพูดกันในวันนี้ “ผ่อเมืองน่าน ผ่านงานศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม กับการเปิดประตูเมืองสู่อาเซียน” ก็ได้ทั้งหมด N.A.N
ทีนี้ น้องก็อยู่ในวัยก้ำๆ กึ่งๆ จะสูงวัยก็ไม่ใช่ จะเด็กก็ไม่เชิง ก็ขออนุญาตให้ความเห็นในมุมมองที่ย้อนกลับไป ผ่อเมืองน่าน ว่ามีข้อดีอะไรบ้าง
ถ้ามุมมองของสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศต่างๆ ก็จะได้เรียนมาตลอดว่า ภูมิประเทศของเมืองน่าน เหนือกว่าที่อื่น เหนือว่าตรงที่ว่า เราอยู่ในแอ่ง ปัจจุบันนี้ การที่อยู่ในแอ่ง จะดีหรือไม่ดี แต่สมัยก่อนนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าอยู่ในแอ่งนั้นไกลกว่าจะมาถึง เทคโนโลยีอะไรก็ไม่มีมาทำให้เมืองน่าน ไม่สามารถที่จะเติบโตไปได้แบบทันท่วงที หรือเร็วเกินตัว หรือเร็วเกินไป อันนี้ก็มองในแง่ดีว่าอยู่ในแอ่งนั้นมันมายาก
แต่ในขณะเดียวกัน อย่าลืมว่าแอ่งนั้นก็ตีความในอีกแบบว่า เป็นกบที่มีกะลาครอบไว้
พึงตระหนักว่า การที่อยู่ในข้อดีและแอ่งนั้นก็อย่าทะนงตัวว่าเราเก่ง เราดี
ลักษณะภูมิศาสตร์แบบนี้ดีอย่างไร นอกจากอยู่ในแอ่ง ในแอ่งนี้ซ้ำมีเกลือด้วย ซึ่งสมัยก่อนดึกดำบรรพ์ไม่มีเครื่องปรุงอื่น มีแต่เกลือ เกลือใช้ได้หลายอย่าง เป็นทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค ใช้รักษาโรคอีกด้วย คุณหมอคณิตอยู่ในที่นี้ก็จะทราบดี รวมไปถึงพ่อเฒ่าแม่แก่ทั้งหลายแหล่ แม้แต่การเป็นหวัดก็มีการล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือ เกลือเอาไว้แปรงฟัน บ้วนปาก ใช้ได้หลายอย่าง ในการรักษาโรคก็ใช้ได้
เพราะฉะนั้น เมืองน่านเราอยู่ในแอ่ง แอ่งที่มีเกลือ เกลือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ทำให้คนหลายๆ ที่ต้องการที่จะเข้ามาเมืองน่าน อย่างที่เรารู้กันว่า เมืองน่านมีชาติพันธุ์อยู่มากจังหวัดหนึ่ง เช่น ขมุ ม้ง เมี่ยน ลื้อ มลาบรี ถิ่น(มัล-ไปร) รวมไปถึงไทยวน มีมาจากภูมิศาสตร์ต่างๆ กัน แต่ละที่ก็มีศิลปวัฒนธรรม เข้าเรื่อง Aesthetics (สุนทรียะ) มีมาจากหลายๆ ที่ ลัวะ ขมุ ก็มาจากทางลาว, ชาว ม้ง-เมี่ยน ก็มาจากทางทิเบต จีน, ลื้อก็มาจากสิบสองปันนา มาจากหลายที่ ผสมผสานกันในเมืองน่าน รวมถึงคนพื้นถิ่นของเมืองน่านเราเองด้วย คนพื้นถิ่นที่มีแค่วัฒนธรรมเดียว เมืองน่านก่อนหน้านี้สมัยผู้ครองเมืองน่านตั้งแต่แรกเริ่มต้นวงศ์ มาถึงองค์สุดท้าย จะเห็นว่าเมืองน่านมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรต่างๆ ของเมืองไทยเรา เดิมทีเราก็ยังไม่ใช่ล้านนาด้วย หลายคนก็ว่าเมืองน่านเป็นอะไร เป็นส่วนหนึ่งของล้านนา...ก็ใช่ เพราะศิลปะอะไรมันเข้ามาแบบชัดเจน แต่สมัยก่อนเราย้อนเวลากลับไป เรามีทั้งส่วนของสุโขทัย ที่เราเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับทางนั้น เรามีทั้งส่วนของพม่าที่เคยมาตี เพราะฉะนั้นคนเมืองน่านก็มีคนพม่าเข้ามาอีก ที่มีเชื้อสายพม่าก็มีอยู่ แต่ปัจจุบันก็คงไม่มีแล้ว แต่ก็คงมีเชื้อสายอยู่
มีทั้งในส่วนที่เราเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับหลวงพระบาง ล้านช้าง เราก็มีความสัมพันธ์มารวมไปถึงช่วงที่ล้านนา พระเจ้าติโลกราชมาตีเรา เราก็เริ่มเปลี่ยนจากสุโขทัย – ล้านช้าง มาเป็นล้านนา เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาจนถึงปัจจุบันนี้ รัตนโกสินทร์เข้ามาอีก ที่เรามีพระเจ้าน่านของเราขึ้นมา ที่เราเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรต่างๆ ที่ทำให้ความผสมผสาน ก็ทำให้ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
ส่วนตัวน้องคนเดียวนั้น ถ้ามีใครบอกว่าเมืองน่านเป็นล้านนา ก็ตอบว่า “ใช่” เหมือนกัน เราก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดก็คือล้านนา แต่เอาจริงๆ แล้วเราเป็นล้านนาที่มีอัตลักษณ์ของเราเอง เรามีคนบอกว่า เมืองน่านเป็นเมืองแฝดกับหลวงพระบาง ก็อยากทำให้เมืองน่านเหมือนหลวงพระบางทั้งหมดเลย น้องก็ตอบ “ใช่” เหมือนกัน แต่ว่ามันเหมือนกับไม่ใช่ มันมีหลายสิ่งหลายอย่างผสมรวมกัน สิ่งหนึ่งที่เราจะเรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องๆ ที่จะเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า รวมไปถึงคนเมืองน่านทุกคน เรียนรู้ถึงที่มาของเรา เราจะได้คงอัตลักษณ์ของเราไว้ เมื่อเราคงอัตลักษณ์ของเราได้ เราก็ป้องกันเทคโนโลยีได้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ใช้ แต่เราใช้ให้มันเป็น ใช้ให้มันถูกต้อง
แต่ศาสนา ด้วยความที่คนเมืองน่านมาจากหลายชาติพันธุ์ เราก็เลยยอมรับความแตกต่างของกันและกันได้ง่าย เวลาอยู่กรุงเทพฯ เวลาขึ้นๆลงๆ คืนอื่นก็ว่า “คนเมืองน่านใจดีนะ” เราก็ไม่รู้ว่าคนอื่นเอาอะไรมาคิด แต่ว่าก็มีความรู้สึกเห็นด้วยว่า คนเมืองน่านใจดี แล้วก็ถามเขาว่า “ใจดีอย่างไร?” เขาก็บอกว่า “คนเมืองน่านใจดีเพราะว่า ยอมรับในความแตกต่าง” ไม่ใช่แตกต่างในเรื่องของเพศอย่างเดียว แต่ยอมรับความแตกต่างในเรื่องของชาติพันธุ์ เราอยู่ในความไม่เหมือนของกันและกันได้ ก็เลยทำให้เราเป็นคนใจกว้าง อันนี้เป็นสิ่งที่คนอื่นมองมา รวมไปถึงปัจจุบันนี้ ศาสนา ใครที่เห็นเมืองน่านออกทีวีหรือออกสื่อต่างๆ จะเห็นเรื่องศาสนา ทั้งวัดวาอาราม ความสวยงาม ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และในแง่ของจิตใจด้วย มีสิ่งหนึ่งที่คนภายนอกตั้งข้อสังเกต เขาบอกว่า “เมืองน่านนอกจากจะมีศิลปะ วัฒนธรรม มีจิตรกรรม มีสถาปัตยกรรม หรือว่าวัดวาอารามที่สวยงามแล้ว มีคนที่จิตใจดีแล้ว เมืองน่านยังคุกรุ่นไปด้วยศาสนาที่บอกว่ายังสวยงาม”
แล้วความสวยงามของศาสนาคืออะไร เขาบอกว่าเมืองน่านยังมีลักษณะพุทธไสยะอยู่น้อย คือความงมงายทางศาสนาของเรายังมีอยู่น้อยมาก แทบจะไม่มีเลย เขามองเห็นเราในความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ซึ่งทุกคนเห็นแก่นและเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่ได้ยึดถือว่าจะต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไสยะจะต้องมีเสกอะไรเข้าท้องกัน ไม่ได้มีเครื่องรางของขลังอะไรมาก มีเอาไว้เพียงแค่เอายึดเหนี่ยวจิตใจพอประมาณ รวมไปถึงแม้แต่ว่ามีการเคารพทางสงฆ์ในอีกลักษณะหนึ่งก็ไม่มี เมืองน่านเรามีพระสงฆ์นักเทศน์อยู่ที่ทุกคนเลื่อมใส ที่เทศน์ให้ชาวบ้านเคารพในพระธรรม ในพระพุทธศาสนา ในขณะเดียวกัน เมื่อคนได้ฟังพระธรรมจากการเทศน์ของพระสงฆ์แล้ว ก็ทำให้มีจิตใจศรัทธาเคารพในพระสงฆ์โดยอัตโนมัติ อันนี้คือสิ่งที่เราไปอยู่ที่ไหนแล้วยิ้มหน้าบาน
