"ขอบพระคุณ"
 

การขอบคุณเป็นกิริยาหนึ่ง เป็นการภาวนาแบบหนึ่ง เป็นทักษะที่ฝึกได้และควรฝึกที่สุดประการหนึ่ง มีประโยชน์มากมาย

@จะขอบคุณ เราจะมองชีวิตบวก
ก่อนที่เราจะกล่าวคำขอบคุณ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือชีวิตเราดีขึ้นในด้านใดด้านหนึ่ง ยิ่งเรามี awareness หรือสติรับรู้ว่าดีขึ้นแค่ไหน เพียงไร ก็ยิ่งจะมีแรงผลักดันให้การขอบคุณนั้นเพิ่มคุณค่ามากยิ่งขึ้น ชีวิตที่ดีขึ้นนี้อาจจะไม่ถึงระดับผลลัพธ์ปลายทาง บางทีการที่รับรู้ว่าเรามีคนคอยช่วยเหลือเกื้อกูล นั่นก็คือชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว

@จะขอบคุณ ตัวเราจะเล็กลง
เมื่อชีวิตเราดีขึ้น และเรามองเห็นว่ามีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกื้อกูล ความจริงนี้จะลดความอหังการของเราลง เกิด humility มองเห็นประโยชน์ คุณค่า และหนทางความเป็นไปได้อื่นๆนอกเหนือ จากตัวเรา สิ่งที่เรามีความสุข พึงพอใจ ภาคภูมิใจ และคิดว่านี่คือของเรา เราทำ เราสร้าง ก็จะเห็นว่าเรามี "มือการุณ มือเมตตา" เป็นองค์ประกอบมากมายเราถึงได้มีสิ่งเหล่านั้น

@จะขอบคุณ เราเห็นโลกสวยงามขึ้น กว้างใหญ่ขึ้น และอบอุ่นขึ้น
เมื่อเราขอบคุณ โลกนี้ยังมีความหวังอยู่ เพราะ helping hand ยังมีอยู่รอบๆตัวเรา ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ สิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง เอื้อให้เราสุขมากขึ้น ทุกข์น้อยลง

@จะขอบคุณ เราเริ่มเห็นบทบาทและหน้าที่ของตัวเรา
สิ่งที่เราได้รับมานั้น ไม่มีทางที่เราจะชดเชย ตอบแทนได้หมดสิ้น การขอบคุณ หรือการทดแทนคุณ ไม่ใช่การลบล้างสิ่งที่เราได้รับ แต่เป็นการ "สานต่อความเป็นมนุษย์" ว่าที่แท้จริงแล้ว นั่นคือ "หน้าที่" ของเราที่เกิดมา

คนที่มองไม่เห็นความสำคัญของการสำนึกบุญคุณ คือคนที่ตัดทอนความเป็นมนุษย์ลงไป และเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์หลายๆชนิด ที่มีสัญชาตญาณเข้าใจว่า การรู้คุณ สำคัญต่อชีวิตเพียงไร สิ่งหนึ่งที่เราพึงตระหนักก็คือ เมื่อขอบคุณเป็นทักษะ แปลว่าเราต้องฝึกบ่อยๆ เราจะไวขึ้น เร็วขึ้น และละเอียดต่อชีวิต ต่อความรู้สึก ต่อความงาม ความดี และความจริงรอบตัวเรา สิ่งใดที่เป็นทักษะและขาดการฝึกฝน ขาดการกระทำแลัวนำมาใคร่ครวญต่อยอด ก็จะสูญเปล่า หมดความหมายไปในที่สุด

สกล สิงหะ
เขียนที่บ้านพักแพทย์หาดใหญ่ รพ.สงขลานครินทร์
๑๒ นาฬิกา ๕๖ นาที วันอาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
วันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเส็ง