ผู้ดำเนินรายการ

          ประเพณีวัฒนธรรม ก็ไม่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นงานศพ งานแต่งงาน สักครู่ก็จะกลับมาที่คุณญาณ อีกครั้ง ดิฉันจะไปที่อาจารย์ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จากผลงานที่เกี่ยวข้องกับจิตรกรรม ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิปิกร มาแก้ว ขอเชิญค่ะ

 

ผศ.ลิปิกร มาแก้ว

          กราบนมัสการ พระครูวิสิฐนันทวุฒิ เจ้าคณะอำเภอภูเพียง คุณหมอ ผู้ร่วมเสวนาทุกท่าน น้องๆ และคณาจารย์ทุกท่าน ถือว่าผมเป็นคนนอก เพียงแค่คำพูดก็ไม่เหมือนคนเมืองน่านแล้ว ผมพูดเชียงใหม่ ได้ติดต่ออาจารย์ก่อนแล้วว่า ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเมืองน่านเท่าใดนะ อาจารย์ที่ประสานงานก็บอกว่า เอาคนนอกมองเมืองน่านก็แล้วกัน แล้วจะเป็นอย่างไร

          พอดีส่วนที่รับผิดชอบ ก็คือดูแลศูนย์วัฒนธรรมศึกษา ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มีอยู่ ๖ เขตพื้นที่ด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือเมืองน่าน ๖ พื้นที่ก็มี น่าน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พิษณุโลก และตาก มีหัวหน้าศูนย์วัฒนธรรมต่างๆ ดูแลอยู่ ฉะนั้นศิลปวัฒนธรรมที่ราชมงคลได้รับผิดชอบมีความหลากหลาย ในเชียงใหม่นั้นอดีตก็ถือว่าเป็นศูนย์กลางของล้านนาอีกที่หนึ่ง นับเนื่องแต่ราชวงศ์มังราย และที่พระครูได้กล่าวว่า เมืองตักศิลา อยู่ที่เมืองน่านด้วย แต่ละที่แต่ละเมืองมีคำโบราณกล่าวไว้ว่า “ปู่จารย์ต่างวัด ปั๊บต่างคนต่างมี” เพราะฉะนั้น สิ่งต่างๆ ที่เป็นความงดงาม ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ผมมีความเชื่อว่า ทั้งหมดเกิดจากสภาพแวดล้อม ก่อเกิดศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม มีความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องมาโดยตลอด อย่างเช่นศาสนาในสมัยแต่ก่อน เราก็ว่าศาสนาดั้งเดิมของเราก็มี และรับเอาศาสนาจากอินเดีย ศรีลังกา หรือรับผ่านพม่าเข้ามา เพราะฉะนั้นศาสนาก็มีความเปลี่ยนแปลง

          ในเรื่องศิลปะ วัฒนธรรมก็เช่นเดียวกัน มีส่วนด้วยกันหมด ทุกภาคส่วนจะมีความเกี่ยวข้องกัน และอีกส่วนหนึ่ง ผมดูในเรื่องของจิตรกรรม เพราะผมจบในสายจิตรกรรมมา และเห็นบทความ เห็นภาพจิตรกรรมของ อ.วินัย ปราบริปู แห่งหอศิลป์เมืองน่าน ได้เขียนไว้ ได้ศึกษา ได้ดูได้ชมมาโดยตลอด จะเห็นว่าภาพจิตรกรรมเป็นภาพที่บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัจจัย ๔ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค เราจะเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด และจนถึงปัจจุบัน แม้ผมจะเป็นคนนอก แต่มาเที่ยวเมืองน่านเมื่อใด ก็รู้สึกว่า เมืองน่านยังมีความสุข สงบ และมีความงดงามอยู่เสมอ

          การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว หรือที่ผ่านมา ได้เข้าไปดูจิตรกรรมวัดหนองบัว วัดภูมินทร์ หรือไปที่บ่อเกลือ เราจะเห็นได้ว่า ความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์คือความสำคัญของการก่อเกิดศิลปะ วัฒนธรรมของเมืองน่านขึ้นมา ฉะนั้นความหลากหลายก็ก่อให้เกิดความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

 

ผู้ดำเนินรายการ

          ก็ถือว่าทำให้เปลี่ยนแปลงน้อย สำหรับเมืองน่าน เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ที่เราเคยเห็น ก็เป็นเรื่องทางด้านจิตรกรรม สักครู่เราก็จะมาเพิ่มความเข้มข้นอีกรอบหนึ่ง อีกท่านหนึ่งคือ นายแพทย์คณิต ตันติศิริวิทย์ คุณหมอมาอยู่เมืองน่าน เหมือนเป็นคนน่านไปแล้ว บางครั้งก็รู้มากกว่าคนเมืองน่านเสียอีก มาปลูกบ้านอยู่เมืองน่านเราแล้ว ด้วยความหลงใหลในความเป็นเมืองน่านของเราแล้ว ขอเชิญคุณหมอคณิตค่ะ

 

นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์

          กราบนมัสการท่านพระครู และผู้เข้าร่วมเสวนา คณาจารย์ อาจารย์เสรี คณะกรรมการบริหาร และนิสิตนักศึกษา ตลอดจนผู้เข้าร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้

          ก่อนอื่นผมคิดว่า จะลองพูดคำว่า “ผ่อเมืองน่าน” สิ่งต่างๆ ที่กล่าวไปนี้ ทั้งศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ตลอดถึงสิ่งแวดล้อม กับการเปิดเมืองน่านสู่อาเซียน เราว่าการเปิด เป็นการเปิดประตูที่มีทั้งเข้า มีทั้งออก เป็นเรื่องที่เขาจะเข้ามา เข้าจะมาดูอะไรเรา  เอาวันนี้เสียก่อน ไม่ต้องพูดถึงอนาคต ณ วันนี้เราอยากจะดูอะไร เขาจะดูอะไร เหมือนกับเราออกไปที่ต่างๆ โดยทั่วไปอย่างที่เราไปเมืองต่างๆ หรือต่างประเทศก็ดี ต่อไปเป็นอาเซียนแล้วนี่ เราจะไปที่ไหน ก็ดูบ้านเมืองเขา บ้านเมืองส่วนใหญ่ที่สะดุดตา เป็นวัดวาอารามเป็นหลัก บ้านพักต่างๆ บ้านที่อยู่อาศัย ร้านค้าต่างๆ แต่ว่าคนไทยชอบเรื่อง shopping แต่ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องของวัดวาอาราม ที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ที่จริงผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านที่ได้ไปในที่ต่างๆ เราไปก็สนใจในเรื่องเหล่านี้

          สิ่งแวดล้อมต่างๆ ผมเองก็เหมือนอุปโลกน์มาให้พูดในด้านนี้ ผมมองว่าแท้จริงแล้ว อย่างที่อาจารย์พูดไปเมื่อสักครู่ ก็ยังรู้สึกว่าเมืองน่านยังสงบ ลองนึกดูว่าหลายๆ ท่านเคยไปเมืองลาว เราจะรู้สึกว่าบ้านเราวุ่นวายกว่าเยอะ มันก็ยังรู้สึกว่าทางโน้นสงบกว่า เรียบง่าย ที่จริงหลายท่านก็อย่างให้เป็นอย่างนั้น

          กลับมาดูที่เราเอง หลายท่านที่มองว่าเมืองน่านยังสงบ ยังมีสภาพที่ดีอยู่ แต่แท้จริงแล้ว คนเมืองน่านเราคิดอย่างไร

          จริงๆ แล้วหลายท่านก็บอกว่า เมืองน่านนั้นสะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เมืองน่านมีอุทยานแห่งชาติ ๗ แห่ง ถ้าจะว่าไป ก็น่าจะมากที่สุดในประเทศไทย จริงๆ แล้วทุนของเมืองน่านเรา มีทุนที่ดี คือมีสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ดีในแง่การท่องเที่ยว ส่วนในแง่ของเกษตรกรรมอาจจะยังด้อยอยู่ แต่เมืองน่านเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ ลองนึกว่า ถ้าสิ่งแวดล้อมต่างๆ มันดี น่านเราจะพัฒนาไปไกลมาก อุทยานทั้ง ๗ แห่ง ก็จะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา ทั้งๆ ที่ด้านเกษตรกรรมเราไม่รุ่งเรืองมากนัก ในด้านอื่นๆเรามีดีเช่นด้านศาสนา ดังเช่นที่ท่านพระครูได้พูดไปเมื่อสักครู่ ว่าเมืองน่านเรามีวิทยาลัยสงฆ์ เพราะฉะนั้นเราเปิดประตูสู่อาเซียน เขาเข้ามาอย่างน้อยที่สุดเราก็มีสิ่งที่จะอวดให้เขา ว่าเขาอาจจะได้มาศึกษาพระพุทธศาสนาตักศิลาที่เมืองน่าน ทางฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก็อาจเข้ามาศึกษาได้ แต่ว่าดึงดูดนักท่องเที่ยวประชาชนคนอื่นๆ เข้ามา จริงๆ แล้วน่านเราก็มีวัดค่อนข้างเยอะ หลายวัดน่าชื่นชมน่าเลื่อมใส นอกจากวัดพระธาตุแช่แห้ง วัดภูมินทร์ในเขตเมือง ออกไปวัดบุญยืนที่เวียงสา การอนุรักษ์ต่างๆ ก็งดงาม ไปท่าวังผาเรื่องวัดหนองบัว

          วัดหนองบัว มีจุดเด่นอยู่ส่วนหนึ่ง ขออนุญาตว่าสิ่งแวดล้อมคือสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เพราะฉะนั้น ถ้าใครได้ไปที่วัดหนองบัว เข้าไปถึงจะมีการต้อนรับโดยผู้เฒ่าผู้แก่ ท่าเล่นสะล้อซึง มันเป็นบรรยากาศของล้านนา ตัวผมเองอยากจะย้อนไปเมื่อมาเมืองน่านใหม่ๆ ที่ผมอยู่เมืองน่านได้นาน ส่วนหนึ่งจริงๆ แล้วติดใจสะล้อ – ซอ – ปิน พอดีมาเมืองน่านขณะนั้นมีการประกวดสะล้อ – ซอ – ปิน ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน มีครั้งเดียวครั้งนั้นเท่านั้น ผมก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน แต่ก็ติดใจ เพราะฉะนั้น เข้าไปที่วัดหนองบัว ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เข้าไปอยู่ในที่นั้นด้วย ช่วยดูแลวัดต่างๆ มันเป็นบรรยากาศที่เกิดความรู้สึกว่า ชุมชนมีส่วนร่วม ชุมชนดูแล ทางวัดก็ถือว่าเป็นหน้าเป็นตา ก็มีการพัฒนาความร่วมมือต่างๆ เกิดขึ้น

          ผมคิดว่าอย่างที่ว่า เมืองก็ดี วัดก็ดี สถานที่ต่างๆ ก็ดี ท่านอาจารย์ท่านหนึ่ง ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว ท่านเป็นอธิการบดีหลายแห่ง ท่านพูดถึงคำว่า “Green & Clean” ผมว่ามันยังใช้ได้อยู่ในทุกๆ ที่

          Green มีความเขียวและความสะอาด ถ้ามีความเขียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาจากต้นไม้ใบหญ้า มันจะเกิดความรู้สึกชุ่มเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดวาอาราม เราเข้าไปจะมีความรู้สึกที่ดีๆ แล้วถ้ามีสิ่งที่งามอยู่ในวัด ก็ขออนุญาตพอดีมีพระครูอยู่ในที่นี้ และดูแลวิทยาลัยสงฆ์ด้วย คือถ้าสมมติว่าเราสามารถขยายพระพุทธศาสนาว่า ทุกคนเข้าวัด ไม่ว่าวัดอื่นๆ เข้าไปแล้ว ทุกคนได้รับรู้ หรือเกิดความตระหนัก หรือเกิดความรู้สึกดีๆ ได้ปัญญา ในการดำเนินชีวิตที่ออกไปจากวัด ผมคิดว่า นั้นเป็นเสน่ห์ วัดหลายแห่งในภาคกลางที่เราไป เช่นเราไปที่วัดใหญ่พิษณุโลก ถึงแม้ว่ามีความงดงามมาก แต่ว่ามีหลายๆ สิ่งทำให้เราลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา เราทำบุญก็จริง แต่บางครั้งก็ไม่ได้อย่างอื่นกลับเข้ามา อยากให้เกิดภูมิปัญญาพระพุทธศาสนา การดำเนินชีวิตที่เป็นประโยชน์ออกมา มองในส่วนของวัดที่เป็นสิ่งแวดล้อม

          จริงๆ แล้วสิ่งแวดล้อมในเมืองน่าน เรามีทุนอยู่มาก มีป่าไม้อยู่มาก แม่น้ำน่านก็ให้น้ำแก่แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๔๐ แต่ที่แน่ๆ ๒ วันมานี้ฝนตกมา ก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ไหลไปท่วมบ้านนาหนุน บ้านอื่นๆ คนในเมืองสองสามวันก่อนก็เก็บของกัน เมื่อก่อนฝนตก ๑ วัน ๑ คืน ก็ไม่มีใครสนใจ เพราะไม่เคยท่วม แต่สมัยนี้มันต่างกัน มันเกิดอะไรขึ้น? เรามาดูที่แม่น้ำน่าน ฝนตกมาแค่ ๑ วัน เราจะเห็นแม่น้ำน่านแดงมาก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่จริงเราอยากจะอวดว่า เรามีอุทยานแห่งชาติมาก เรามีจุดที่นักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวในเมืองน่านเราได้มาก แต่เราปล่อยให้สิ่งที่เป็นทุนทางสิ่งแวดล้อม ทุนทางธรรมชาติของเราไปกับความคิดของการที่อยากได้ทางเศรษฐกิจ

          ขณะกระแสโลกเปลี่ยนไป เขาหลอกให้เมืองน่านเรา เปลี่ยนพื้นที่ที่เป็นป่าเขา ที่เป็นุทนของเรา เปลี่ยนไปเป็นเศษเงิน ผมไม่ได้ว่าให้คนที่ทำงานทำไร่ข้าวโพดอยู่ แต่เมืองเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเสียไป มันเป็นอย่างไร? ผมเลยไม่อยากพูดว่า เปิดประตูสู่อาเซียน ให้เขาเข้ามาเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่ขณะนี้ที่เขาเข้ามา เขาจะได้เห็นสิ่งที่เขาไม่อยากจะเอาไปเป็นแบบอย่าง เขาจะรู้ทันไหม แต่ ณ วันนี้ของเรา ถ้าเราได้ดูทีวีช่อง ๓ เมื่อหลายวันก่อน ที่ออกข่าวมา แต่ฉายภาพเมื่อเดือนมีนา บอกว่า “นรกที่น่าน” มันมืดมันดำ มันโล้นไปหมด ที่จริงสิ่งดีๆ เรามี แต่ว่า เราเองถูกเขาหลอกมา ก็ว่าไมได้ แรงกระแสสังคมที่เข้ามา นายทุนใหญ่เข้ามา เขามีพืชเศรษฐกิจ One Stop Service เขามีทุน มีอะไรต่างๆ ให้เรา เราก็เอาโดยไม่มีเงื่อนไข

          ที่จริงแล้วเราเอาทุนของเราไปให้กับเขาหมด ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ทุนส่วนหนึ่งคือทุนหน้าดินของเมืองน่าน เมื่อฝนตกมา มันก็ไปกับสายน้ำ ไปให้เขา บางคนก็ว่าคนเมืองน่านรวย บริจาคปุ๋ยให้กับคนภาคกลาง เขาไม่ต้องลงทุนมาก เราต้องมาใส่ปุ๋ยต่างๆ เพิ่ม แต่เอาอาศัยปุ๋ยที่มากับน้ำ เป็นต้น

          เพราะฉะนั้น ในวันนี้ ส่วนหนึ่งว่าเปิดประตู ใสส่วนที่เป็นภาพลบยังมีอยู่ แต่ภาพบวก เราก็มีอยู่ ภาพบวกที่มีอยู่ขณะนี้ โชคดีว่า โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้เข้ามานำร่องการพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน เรามี ๓ พื้นที่ต้นแบบ แต่ว่าที่เป็นต้นแบบจริงๆ คง ๒ พื้นที่ ที่ตำบลยอด อำเภอสองแคว และที่บ้านน้ำป้าก อำเภอท่าวังผา บริเวณนั้น ได้มีการพัฒนาคน เพื่อที่จะฟื้นป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พัฒนามา ๒ – ๓ ปี ชาวบ้านเริ่มมีความเป็นอยู่ คือว่าอยู่รอดได้ ตอนนี้กำลังคืนพื้นที่ป่า คือช่วยกันปลูกป่า พอดีโครงการของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ก็เช้ามาตรงจุดนี้ ก็เลยอยากฝากให้ทุกท่าน เราจะรู้เท่าทันนายทุนใหญ่ทั้งหลายอย่างไร? เราจะมาช่วยกันฟื้นเมืองน่าน โดยมีต้นแบบของมูลนิธิปิดทองหลังพระ กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ที่ทำสำเร็จแล้ว เราเป็นต้นแบบที่ไปขยายโครงการต่างๆ ไปยังพื้นที่จังหวัดอื่น เพียงแต่ว่าโครงการที่ขยายในจังหวัดน่านเรา มีหลายพื้นที่เหมือนกัน แต่คำว่า “หลายพื้นที่” ตรงนี้นี้ มันอาจจะยังไม่เพียงพอ ถ้าเราช่วยกันฟื้นได้ ผมคิดว่า ตอนนี้ยังเริ่มๆ อยู่ ถ้าเราฟื้นได้เมืองน่านเราเขียวชอุ่มกลับคืนมา ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นหน้าเป็นตา เมื่อเราเปิดประตูไปแล้วเราไม่ขายหน้าเขา

          ตอนที่เป็นหมอกควัน ที่เผาป่ากัน ทั้งหลายคงจำกันได้ หมอกควันเต็มไปหมด เราเองก็ลำบากเรื่องการท่องเที่ยว ไม่มีใครอยากมาเมืองน่าน มาสูดควันพิษ เอาง่ายๆ ว่า ไม่เห็นทิวทัศน์ที่งดงามที่เราจะขายได้ มันก็ขายไม่ได้ มันมีหลายเรื่อง สุดท้ายก็มาเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่มีสารเคมี มีการใช้กันมาก เมืองน่านเราก็รับกันเต็มๆ ในพื้นที่ทั้งหลายที่เอาเงินมาหลอกให้เราทำโน่นทำนี่ ปลูกข้าวโพดก็ดี ตอนนี้ก็เรื่องยางพารา เอามาปลูกเป็นแสนๆ ไร่ เมื่อมีการใช้สารเคมีที่มันเกิดจำเป็น ผมไม่ได้บอกว่าใช้สารเคมีไม่ได้เลย แต่ที่มันเกิดจำเป็น เกินวิธีการที่ปลูก มันก็ทำให้คนที่รับเคราะห์ทั้งหลายก็คือพวกเราทั้งหลาย เขามีการเจาะเลือดที่สองแคว ทั้งเจ้าหน้าที่และนายอำเภอในสมัยหนึ่ง ปรากฏว่าระดับสารพิษที่มีอยู่ในร่างกาย มันเกินขีดอันตราย ท่านนายอำเภอสมัยนั้นสั่งบล็อกเรื่องของสารเคมีต่างๆ แต่ว่าขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหลาย ในฐานะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเรา เป็นผู้นำเรื่องการเกษตร ผมก็ยังคิดว่า อาจารย์ทั้งหลาย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร การป่าไม้ ก็เลยฝากเอาไว้