โดยหลักกระบวนการให้สิทธิอาศัยแก่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธินั้น รัฐบาลประเทศไทยจะดำเนินการออกมติคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ โดยผู้ได้รับจะมีสถานะตามกฎหมายเป็น คนต่างด้าวเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราว ซึ่งการออกมติคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาในอดีตนั้น จะออกโดยอ้างอิงกับบัตรประจำตัวของชนกลุ่มน้อยประเภทต่างๆ (บัตรสี)

 

ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่ถือบัตรประจำตัวชนกลุ่มน้อยทุกประเภท และผู้ที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงบัตรจากบัตรประจำตัวชนกลุ่มน้อยเป็นบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยในอนาคต ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ.๒๕๔๗  ถือว่าเป็นบุคคลที่มีสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราวในประเทศไทยทั้งสิ้น เว้นแต่ ผู้ถือบัตรประจำตัวลาวอพยพเท่านั้น ที่ยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีให้สิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทยดังกล่าว

 

การได้รับสิทธิอาศัยดังกล่าวส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจจับกุมและดำเนินคดีในข้อหา คนต่างด้าวเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายและอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิได้

 จากหลักกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น บุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ที่ถือบัตรประจำตัวชนกลุ่มน้อยไม่ว่าจะเป็น บัตรผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย, บัตรผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า, บัตรผู้หลบหนีเข้าเมืองจากประเทศพม่า และผู้ที่ได้รับการสำรวจตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ปัจจุบันถือเอกสาร ท.ร.๓๘ ก) ย่อมเป็นบุคคลที่มีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทยตามกฎหมาย

 

                          จะมีปัญหาแต่เพียงบุคคลที่ไม่มีเอกสารพิสูจน์ตนใดๆ หรือตกหล่นการสำรวจดังกล่าว ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เท่านั้น ที่ไม่มีสิทธิอาศัยตามกฎหมายและอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและดำเนินคดีเพื่อผลักดันออกนอกประเทศได้ เว้นแต่เป็นบุคคลที่เข้าตามองค์ประกอบตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จังหวัดระนอง คดีหมายเลขดำที่ ๑๓๒๕/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๓๖๔๑/๒๕๔๘ ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดระนอง กับนายประเสริฐ อินทรจักร เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลสร้างสิทธิอาศัยตามหลักสิทธิมนุษยชนขึ้นมาเพื่อคุ้มครองบุคคลในระหว่างการพิสูจน์สถานะตามกฎหมาย โดยจะได้กล่าวต่อไปในกรณีศึกษาที่ ๗