โดยหลักที่ว่าบุคคลที่ปรากฏตัวต่อรัฐควรจะมีเอกสารที่จะพิสูจน์ทราบตัวบุคคลเพื่อแสดงว่าบุคคลนั้นเป็นใครและมีฐานะเช่นไรในทางกฎหมาย การออกเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลจึงเปรียบเสมือนการบอกแหล่งที่มา ประวัติ ข้อเท็จจริงของบุคคล และสถานะทางกฎหมาย ซึ่งในแง่การจัดการแนวคิดดังกล่าว ประเทศไทยค่อนข้างรุดหน้ากว่าประเทศใดๆ ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว เวียดนาม หรือกัมพูชา เนื่องจากประเทศไทยได้มีแนวทางในการดำเนินการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวให้แก่บุคคลที่มีปัญหาด้านสถานะบุคคลเสมอมา ไม่เพียงเฉพาะในเขตพื้นที่ศึกษาวิจัยครั้งนี้ เช่น การจัดทำทะเบียนและบัตรประจำตัวชนกลุ่มน้อย ถึง ๑๘ กลุ่ม โดยแบ่งเป็นบัตรสีประเภทต่างๆ ซึ่งในอนาคตจะมีการรวมเป็นบัตรประเภทเดียว คือบัตรบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย (มีลักษณะเป็นบัตรแข็งเหมือนบัตรประชาชนไทย แต่มีสีชมพู) ตามที่กำหนดในระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ.๒๕๔๗

                นอกจากนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กำลังดำเนินการสำรวจบุคคลอีกครั้งตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ.๒๕๔๘  ซึ่งเป็นแนวคิดภายใต้ ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๘  ดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลที่ไม่มีเอกสารพิสูจน์ตัวบุคคล หมดไปจากประเทศไทย (ยกเว้นบุคคลที่อพยพเข้ามาใหม่ภายหลังการสำรวจครั้งนี้)  ปัจจุบันได้ดำเนินการสำรวจไปแล้วบางกลุ่ม เช่น เด็กนักเรียนในสถานศึกษาทั่วประเทศ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ และกลุ่มคนเชื้อสายไทย (ไทยพลัดถิ่น) และชาวมอแกน ในจังหวัดระนองและพังงา ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๙ เป็นต้น โดยในกลุ่มอื่นๆ ทางสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองกำลังดำเนินการของบประมาณจากรัฐบาลเพื่อสำรวจและจัดทำเอกสารพิสูจน์ตัวบุคคลให้คลอบคลุมทั่วประเทศ

                ดังนั้นหากการสำรวจเป็นไปได้ตามแผนปฏิบัติงาน โดยไม่มีคนตกหล่นการสำรวจครั้งนี้ ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยจะมีเอกสารสำหรับใช้ในการพิสูจน์ตนเองเสมอ และบุตรของผู้รับการสำรวจที่เกิดในประเทศไทยจะสามารถเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนการเกิดได้ตามกฎหมายปัจจุบัน เนื่องจากผู้ได้รับการสำรวจจะได้รับสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราวในประเทศไทย