สวมแว่นตาหนาเตอะเป็นเอกลักษณ์สำคัญครูแว่นช่วงเรียน ความมีน้ำใจหรือจิตอาสา ครูแว่นมีล้นเหลือ เป็นที่รู้ซึ้งในหมู่เพื่อน “ไม่ต้องทำ ไม่ต้องช่วยก็ได้ แต่ครูแว่นทำ ครูแว่นช่วย” ยิ่งเรื่องประโยชน์ส่วนรวม เป็นต้องเห็นครูแว่นขลุกอยู่ในวงนั้นด้วยเสมอ

อีก 10 นาทีจะเที่ยงคืน ถึงเวลาฉลองปีใหม่ คืนนี้นอนดึก เนื่องจากใจจดจ่ออยู่กับเวทีมวลมหาประชน ณ ถนนราชดำเนิน ซึ่งถ่ายทอดทางทีวี ปกติไม่เคยรอเวลาฉลองนี้ แต่ก็มักจะตื่นขึ้น เพราะเสียงพลุเสียงประทัดที่ดังลั่นสนั่นเมือง อีกเสียงหนึ่งแผ่วๆที่มักดังขึ้นพร้อมกัน..เสียงโทรศัพท์จากครูแว่น เพื่อนรักคนหนึ่งโทรมาสวัสดีทักทายกันแทบทุกปีในระยะหลังมานี้

สวมแว่นตาหนาเตอะเป็นเอกลักษณ์สำคัญครูแว่นช่วงเรียน ความมีน้ำใจหรือจิตอาสาครูแว่นมีล้นเหลือ เป็นที่รู้ซึ้งในหมู่เพื่อน “ไม่ต้องทำ ไม่ต้องช่วยก็ได้ แต่ครูแว่นทำ ครูแว่นช่วย ยิ่งเรื่องประโยชน์ส่วนรวม เป็นต้องเห็นครูแว่นขลุกอยู่ในวงนั้นด้วยเสมอ กิจกรรมชมรมอาสาพัฒนา ซึ่งออกค่ายสร้างโรงเรียน อาคาร ฯลฯ ให้กับชาวบ้านในถิ่นทุรกันดาร จึงมีครูแว่นเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงมาโดยตลอด

เช้าวันหนึ่งบนหลังคารถบัสคันเก่า ผม ครูแว่น กับเพื่อนอีกคน นั่งรับลมช่วงก่อนฟ้าจะสางอย่างเพลิดเพลิน ตั้งแต่เริ่มออกมาจากมหาวิทยาลัยแล้ว ภารกิจของเราวันนี้ เป็นปฏิบัติการสำรวจระบบนิเวศในสวนป่าของอำเภอนครไทย เสียงรถบัสคำรามลั่นมาตลอด เพราะเป็นเส้นทางขึ้นเขายาว

จนดวงอาทิตย์อวดโฉมสะพรั่งแล้ว รถจึงพาเรามาหยุดที่ตลาดเล็กๆข้างถนนบริเวณปากทางเข้า ชาวบ้านร้านรวงไม่มาก ผู้ร่วมเดินทาง เพื่อนนิสิต รวมทั้งอาจารย์ทยอยลง เพื่อหาซื้ออาหารเช้า ควันไฟจากหมูปิ้งบนเตา ฟุ้งอบอวลขึ้นมาถึงบนหลังคารถที่เรานั่งกันอยู่ ชวนให้น้ำลายไหล เราสามคนหันมาสบตา ทำท่ากลืนน้ำลาย พร้อมส่งยิ้มให้กัน เพราะต่างรู้ดีว่า ห้วงยามนั้นไม่มีใครมีเงินในกระเป๋าแม้แต่บาทเดียว นับเป็นเรื่องในอดีตที่พวกเราชอบพูดถึง

หลังเรียนจบครูแว่นชวนให้มาสอบบรรจุเป็นครูที่อุดรธานีบ้านเกิด ตัวเองไตร่ตรองแล้ว สอบที่บ้านโอกาสได้น้อย จึงตกปากรับคำ การมาสอบครูครั้งแรกและครั้งเดียวในครั้งนั้น ทำให้รู้จักครอบครัวครูแว่น ความที่มีเชื้อสายจีน และเป็นลูกชายคนเดียวที่ยังอยู่บ้าน ทำให้ครูแว่นได้รับการดูแลจากแม่และพี่สาวมากเป็นพิเศษ คงเพราะทุกคนในครอบครัวหวังเต็มเปี่ยมจะให้ครูแว่นเข้ารับราชการให้ได้ด้วย ผมจึงพลอยได้รับอานิสงส์นั้น อย่างที่ชีวิตนี้ไม่อาจลืมเลือนในพระคุณ

เมื่อผลสอบออก ผมและครูแว่นได้เป็นครูในเวลาไล่เลี่ยกัน แม้จะบรรจุอยู่คนละจังหวัด ขอนแก่นกับอุดรธานี น้ำพองกับโนนสังถูกกั้นด้วยเขื่อนอุบลรัตน์มิใช่อุปสรรค วันหยุดเดินทางไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ด้วยมอเตอร์ไซด์บ้าง รถสองแถวบ้าง ครูใหม่-ครูหนุ่มในชนบทอันเงียบเหงา ไม่มีสิ่งใดสร้างบรรยากาศได้ดีเท่าแอลกอฮอล์ ก่อนนั้นคิดอย่างนั้น บางครั้งซื้อจากสหกรณ์โรงเรียนหอบหิ้วไปเป็นของกำนัลเพื่อน(ฮา) บางคราวเราร่วมร้องเพลงเพื่อชีวิตด้วยกันทั้งคืน

อีกราว 2 ปี ผมได้ย้ายกลับบ้าน จึงเริ่มห่างจากครูแว่น อีกไม่นานก็ได้ข่าวครูแว่นไปเรียนต่อ จนสำเร็จเป็นมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ในสาขาวิชาที่ไม่ใช่ใครก็จบกันได้ง่ายๆ ชื่นชมความจริงจัง จริงใจ และความขวนขวายในการใช้ชีวิตของเพื่อนเสมอ

มีโอกาสเจอครูแว่นในระยะหลังๆ การพูดคุยเกี่ยวกับการจัดการศึกษา การเรียนการสอนในชั้นเรียน มักเป็นหัวข้อสนทนาอย่างไม่รู้เบื่อ คงเพราะหัวอกครูเหมือนกัน เนื่องจากครูแว่นสอนในโรงเรียนขนาดใหญ่ บุกเบิกรับผิดชอบจัดการสอนเป็นภาษาอังกฤษในโรงเรียนด้วย ประสบการณ์และทัศนะครูแว่นจึงเปิดโลกทัศน์ผมในหลายประเด็น

สภาพปัจจุบัน คงยากจะเห็นโรงเรียนประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในเรื่องการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ครูเราไม่เคยทำมาก่อน ภาษาอังกฤษแต่ละคนไม่แข็งแรงอยู่แล้ว อีกทั้งเนื้อหาสาระโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หลายเรื่องลึกซึ้งเกินกว่าจะถ่ายทอดด้วยภาษาที่กระท่อนกระแท่น มิใช่แค่คุยให้รู้เรื่อง ถ้าแค่นั้นภาษามือภาษาไม้คงช่วยได้ แต่สาระสำคัญที่ลึกซึ้งบางเรื่องแล้ว ขนาดอธิบายเป็นภาษาไทย ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจกัน

ถ้าจะจ้างครูต่างชาติให้ตรงสาขาวิชา ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ก็น่าจะยากอีก หรือถ้าได้ก็แพงหูฉี่ โรงเรียนจะมีเงินจ้างหรือ? ยิ่งโรงเรียนเล็กๆที่ไม่ค่อยจะมีเงินด้วยแล้ว

ทุกวันนี้การเรียนในชั้นเรียนของเด็กๆในโรงเรียนใหญ่ เสมือนการมาพักผ่อน ไม่เอาใจใส่ ไม่ตั้งใจ การเรียนอย่างจริงจังของเขาอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชา ซึ่งเน้นแต่เนื้อหาสาระ เรียนหนัก เรียนมาก เรียนลึก เสาร์-อาทิตย์และช่วงเย็นของทุกวันเครียดมาแล้ว ที่โรงเรียนจริงในเวลาปกติ จึงกลายเป็นมาพักผ่อนสมอง อย่างนี้ไม่เรียกว่าการศึกษาวิกฤติ แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ผมคิด


..........................................................

แว่นจะไปเที่ยวหาเพื่อนที่สกลกัน แต่จะแวะที่อุดรก่อนการพูดคุยชักชวนกันทางโทรศัพท์ ทำให้รู้ว่า ครูแว่นป่วยมาเดือนกว่าแล้ว ทานอาหารไม่ได้ น้ำหนักลดลงอย่างฮวบฮาบ จนร่างกายซูบผอม

อีกไม่กี่วันก็ได้คุยโทรศัพท์กับครูแว่นอีก ขณะเข้าโรงพยาบาลแล้ว เพื่อรับการผ่าตัดเนื้องอกที่หูรูดกระเพาะอาหาร วันนั้นคุยกันนานกว่าทุกครั้ง ปกติครูแว่นไม่ค่อยมีเวลา นอกจากกับครอบครัว โมงยามของครูแว่นจะอยู่กับงานที่โรงเรียนและการสอนพิเศษ ถามเพื่อนกลัวไหม การผ่าตัด” “ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแม้แต่หนเดียวครูแว่นบอก

อีกสองวันถัดมาถึงวันไปเยี่ยมยามเพื่อนที่สกลนครพอดี อันที่จริงคือเพื่อนอีกคน ผู้ตกทุกข์ได้ยากร่วมกันบนหลังคารถเมื่อครั้งในอดีตนั่นเอง(ฮา) การไปครั้งนี้จึงตั้งใจจะแวะให้กำลังใจความเจ็บไข้ได้ป่วยของครูแว่นเสียในคราวเดียวกัน

ครูแว่นเพิ่งผ่านการผ่าตัดมา ก่อนถึงจึงโทรศัพท์ถามอาการเป็นไงบ้าง” “ฮาๆๆ สบายมากครูแว่นอารมณ์ดีเช่นเคย เสียงหัวเราะร่วนและคำตอบของเพื่อนทำให้เบาใจ แม้การพบกันจะเป็นที่โรงพยาบาล แต่คงได้เฮฮากันบ้างตามสมควร หวังไว้หลังรู้อาการเพื่อน และแล้วก็เป็นเช่นนั้น ครูแว่นลุกขึ้นมานั่งเอง ทำทุกอย่างเอง แถมทักทายคนโน้นคนนี้ด้วยความยินดี เราต่างคิดว่าอีกไม่กี่วัน เพื่อนคงออกจากโรงพยาบาลได้ และหายเป็นปกติในที่สุด

นับจากวันนั้น วันที่เปลี่ยนผันเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย เจ็ดวันหรือหนึ่งสัปดาห์พอดี ข่าวการจากไปของเพื่อนช็อกความรู้สึกผมอย่างรุนแรง อาการครูแว่นแม้มีสายระโยงระยางเต็มตัวบนเตียงคนไข้ แต่ก็แค่เหมือนคนป่วยหลังผ่าตัดคนอื่นๆ เพื่อนกำลังจะหาย กำลังจะกลับไปพักฟื้นที่บ้านกับครอบครัวได้แล้ว

อีก 10 นาทีจะเที่ยงคืนถึงเวลาฉลองปีใหม่ ขณะติดตามรายการบนเวทีมวลมหาประชาชน ณ ถนนราชดำเนิน ผู้คน เสียงสวดมนต์ พิธีกรกำลังเตรียมจะนับถอยหลัง

ถ้าเป็นปีก่อนๆ ประเดี๋ยวครูแว่นจะโทรมาผมหันไปคุยกับภรรยา

(ขอบคุณภาพ : น้องจิ๋งศิณี พริกกะเหรี่ยง)