สมพร สายสิงห์ทอง : ปวด...ระยะสุดท้าย

Pal2Know
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

เช้าวันหนึ่ง เมื่อเดินทางไปถึง PCU (Primary Care Unit) หรือสถานีอนามัยเดิม ในฐานะทีมสนับสนุนบริการจากโรงพยาบาล น้องพยาบาลของสถานีอนามัยก็เดินมาบอกว่า “พี่ๆ เมื่อวานมีญาติคนไข้มาขอให้น้องไปให้น้ำเกลือคนไข้ที่บ้าน แต่น้องอยู่สอ.(สถานีอนามัย)คนเดียว เลยบอกเขาไปว่าหมอไปไม่ได้ หมออยู่คนเดียว (ชาวบ้านจะเรียกเจ้าหน้าที่ทุกคนในสอ.ว่าหมอ)”

น้องเล่าต่อว่าญาติไม่พอใจอย่างมาก ต่อว่าน้องพยาบาลว่า “ไม่ได้ให้ไปเปล่าๆนะหมอ มีค่าเสียเวลาให้หมอด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะให้ไปเสียเวลาฟรีๆ”

ดิฉันจึงถามน้องไปว่า “คนไข้เป็นอะไรเหรอ”

น้องตอบว่า “ไม่ทันได้ถามพี่ พอบอกว่าไปไม่ได้ ญาติก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ”

ฉันคิดในใจว่า สาเหตุหนึ่งที่ญาติโกรธ คงเป็นพราะน้องพยาบาลปฏิเสธญาติ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ถามข้อมูลและอาการผู้ป่วย เลยบอกน้องเขาไปว่า “ถ้ามีเคสแบบนี้มาอีก วันหลัง พี่ฝากน้องถามข้อมูลเขาก่อนนะว่า คนไข้เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะฟ้องร้องหรือร้องเรียนเราได้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น” แล้วจึงชวนน้องเขาว่า “บ่ายนี้เราไปเยี่ยมบ้านคนไข้กันหน่อยละกันนะ เพื่อแสดงให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธเขา”

น้องพยาบาลที่สอ.ที่มีอยู่ 2 คนตอบตกลง ขอไปเยี่ยมบ้านเพื่อการเรียนรู้ทั้งคู่

เมื่อไปถึงบ้านผู้ป่วย พบผู้ป่วยนอนหันหลังอยู่บนบ้าน มีญาติๆ ลูกและภรรยารวม ๕ คนนั่งคุยกันอยู่บนบ้าน จึงบอกญาติไปว่า “ขอเยี่ยมคนไข้หน่อยนะคะ พอดีน้องเขาเล่าให้ฟังว่าญาติไปหา พอดีเมื่อวานน้องเขาต้องอยู่เฝ้าอนามัยเลยออกมาดูคนไข้ไม่ได้ ขอโทษด้วยนะคะ”

เสร็จแล้วจึงเดินเข้าไปหาคนไข้และทักทายคุณลุงไปว่า “หวัดดีค่ะคุณลุง เป็นยังไงบ้างคะ”

ตอนแรกคิดว่าลุงไม่ได้ยิน จึงพูดซ้ำอีกครั้ง แต่คุณลุงนอนนิ่งหันหลังให้ดังเดิม ไม่หันหน้าหรือแสดงความสนใจใยดีต่อการมาเยี่ยมของเจ้าหน้าที่ ดิฉันจึงถอยห่างจากคนไข้มาคุยกับภรรยาคนไข้แทน “คุณลุงเป็นอะไรหรือคะ คุณป้าพอจะบอกได้ไหม”

คุณป้าบอกว่า “เป็นมะเร็งที่ปอดหมอ เพิ่งทราบได้ประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ลุงแกไอมาก ไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย”

คนไข้มีอาชีพเผาเตาขายที่บ้าน ต้องโดนฝุ่นและควันตลอดทุกวัน และมีประวัติสูบบุหรี่ จากการสังเกตพบว่าคนไข้มีอาการโกรธขึ้ง ไม่พูดไม่จา จึงถามป้าไปว่า “แล้วคุณลุงทราบรึเปล่าว่าเป็นมะเร็ง”

คุณป้าบอกว่า “หมอบอกลุงว่า ลุงเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายนะ อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน”

ป้าบอกว่า “คุณลุงยอมรับไม่ได้ ลุงเอาหัวชนเสา แล้วร้องไห้ หมอพูดแรงเกินไป ไม่นึกถึงใจคนไข้เลย”  ป้าพูดเสียงเครือ “หลังจากนั้นลุงก็ซึมๆ ไม่พูดจากับใคร ไม่ยอมทานข้าว ผอมลงๆ ป้าเป็นห่วง เลยไปขอให้หมอที่อนามัยมาเติมน้ำเกลือให้ เผื่อจะมีแรง”

ฉันจึงถามว่า “แล้วคุณลุงอยากเติมน้ำเกลือไหม”

คุณป้าบอกว่า “ลุงไม่ได้อยากเติม แต่ป้าคิดว่าลุงจะมีแรงมากขึ้น ถ้าได้เติมน้ำเกลือ”

ดิฉันจึงบอกป้าไปว่า “คงต้องถามคนไข้ก่อนนะคะว่า คนไข้ต้องการอะไร ให้สิทธิ์คนไข้เลือกดีกว่าไหม ว่าลุงเขาต้องการอะไรมากที่สุด”

เสียงญาติพูดแทรกขึ้นมาว่า ชาย(ชื่อคนไข้)มันอยากได้ยาแก้ปวดหมอ แต่เมียกับลูกมันไม่ยอมให้”

ฉันหันหน้าไปฟัง แล้วหันหน้ากลับมามองคุณป้าๆบอกว่า “หมอสั่งให้ยาแก้ปวดทุก ๘ ชั่วโมงหมอ ตอนนี้มันได้แค่ ๖ ชั่วโมงกว่าเอง จะให้ได้ยังไง”

ฉันขอดูยา ป้านำยามาให้ดู หน้าซองยาเขียนว่า Tramadol 50 mg. รับประทานครั้งละ ๑ เม็ดทุก ๘ ชั่วโมงจริงๆ ฉันบอกป้าไปว่า “ ป้าเคยไปปรึกษาหมอเรื่องยาไหมคะ”

ป้าบอกว่า “คนไข้ไม่ให้ไป แค่ไปหาหมอที่อนามัย แกยังโกรธป้าอยู่เนี่ยะ แกบอกว่าไม่ไปอีกแล้วโรงพยาบาล ถ้าจะตายก็ขอตายอยู่บ้านนี่แหละ”

ฉันเลยบอกป้าไปว่า “ยาสามารถให้ทุก ๖ ชั่วโมงค่ะป้า ไม่ต้องรอจนถึง 8 ชั่วโมงเป๊ะก็ได้ค่ะ เพราะคุณลุงคงปวดมากๆเลยค่ะ”

มีเสียงพูดแทรกขึ้นมาว่า “คนปวดๆจะตาย ขอยังไงก็ไม่ให้ พูดไม่รู้เรื่อง”

ฉันหันไปตามเสียง คนที่พูดคือคนไข้ที่นิ่งเงียบอยู่เป็นเวลานาน ฉันบอกป้าไปว่า “ตอนนี้ ๗ ชั่วโมงกว่าแล้ว ให้คุณลุงทานยาก่อนนะคะป้า เดี๋ยวกลับไปจะปรึกษาคุณหมอใหญ่ให้ค่ะ คุณลุงกินยาแล้วมีอะไรผิดปกติไหม” ถามเพื่อความแน่ใจ

ป้าบอกว่า “ไม่เป็นไรนะหมอ”

เมื่อได้ทานยา ผู้ป่วยหน้าตาแจ่มใสขึ้นบอกว่า “ขอบคุณนะหมอ”

ฉันถามลุงว่า “คุณลุงอยากเติมน้ำเกลือหรือเปล่าคะ”

ลุงบอกว่า “อย่าเลย ปล่อยลุงไปเหอะ อยู่แบบนี้เวลาปวดมันทรมาน ตายเร็วก็ดีจะได้ไม่ปวด” พูดแล้วคนไข้ก็หลับตา

ฉันจึงขอลากลับ เพื่อให้คนไข้ได้พักผ่อน หลังจากนั้นก็ปรึกษาแพทย์เรื่องยา คุณหมอจึงให้เปลี่ยน order เป็น prn. ทุก ๖ ชั่วโมงแทน

อีก ๑ อาทิตย์ต่อมาคนไข้ก็จากไปอย่างสงบ...ขอให้ไปสู่สุขคติ หายปวดซะทีนะลุง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pal2Know1: บันทึกเกี่ยวกับการสื่อสาร



ความเห็น (0)