เรื่องของตา

เป็นเวลานานมากแล้วที่แม่ต้อยได้ห่างหายจากการเขียนเรื่องเล่าต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตลงในบล้อกแห่งนี้ มีปัจจัยหลายอย่าง ที่ทำคัญที่สุดคือ เรื่องสายตาที่เริ่มขุ่นมัวทั้งสองข้างจากการใช้สายตามากเกินพอดี ทำให้สายตาเริ่มมองไม่ชัดมากขึ้น

ชีวิตของแม่ต้อยนี้เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์ การใช้สายตามากโขอยู่ จึงทำให้สายตาสั้นตั้งแต่อายุยังไม่มาก ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจเสียอีกในตอนนั้นเพราะมีความรู้สึกว่าการได้ใส่แว่นตาเป็นความโก้ชนิดหนึ่ง

เมื่ออายุเริ่มมาก สายตามี อาการมากขึ้นแต่แม่ต้อยยังไม่รู้สึกตัว คิดเอาเองว่าแว่นตาที่ใช้ไม่ดี การแก้ไขปัญหาคือการไปตัดแว่นใหม่ นับจำนวนไม่ถ้วน อิอิ

จนอยู่มาวันหนึ่งขณะยืนบรรยาย หน้าเวที ปรากฏว่า สายตามองไม่เห็นตัวหนังสือบนจอ ภาพเบลอๆ  ก็เอ้ะ นี่เราทำตัวหนังสือใหญ่สุดแล้วนี่นะ ทำไมมองไม่ชัด

ยิ่งกลางคืนมองอะไรไม่ชัดเอาเสียเลย

พอดีวันนั้น เจอคุณหมอท่านหนึ่ง ที่ไปร่วมบรรยายด้วยกัน มาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้น้องชายป่วย เนื่องจากสายตามีปัญหา ตามองไม่เห็น หากรักษาไม่ถูกต้อง อาจจะตาบอดได้ ต้องส่งน้องชายไปรักษา โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เพราะรู้จักกับคุณหมอที่นั่น โชคดีที่ตาไม่บอดแล้ว

แม่ต้อยฟังแล้วก็... อ้าว...

ข้อมูล และจินตนาการต่างๆ ไหลพรั่งพรูเข้ามาในความคิด เริ่มมีอาการทางประสาทเพิ่มเป็น โปรโมชั่นมาแถมมาก่อน อีกหนึ่งโรค ( ใครเคยเป็นบ้าง อิอิ) เริ่มครุ่นคิดว่าหากเราสายตามองไม่เห็นจริงๆจะทำไงดี ใครจะมาช่วยดูแลเรา เป็นไปโน่นเชียว

แม่ต้อยเริ่ม ติดต่อหาข้อมูล ในการรักาดวงตาคู่นี้อย่างรีบด่วน

ในที่สุดก็ได้เวลาสำคัญ แม่ต้อยตัดสินใจไปหาหมอผู้เชียวชาญด้านนี้ที่วัดไร่ขิงซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ โดยเฉพาะ เพื่อตรวจในเบื้องต้น และนัดทำการผ่าตัดเสียที

แทบไม่น่าเชื่อว่า มีคนไข้ที่สายตามีปัญหาจำนวนมาก ทั้งผู้สูงอายุ และผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน มารับบริการอย่างล้นหลาม หากใช้คำว่าแบบมืดฟ้ามัวดินก็น่าจะไม่ผิด

แม่ต้อยรู้สึกเห็นใจทั้งแพทย์ พยาบาล ผู้ให้บริการก่อนอื่นใดเลยว่าในแต่ละวันจะต้องใช้ความละเอียดอ่อนของการประเมินทางด้านการแพทย์ และความละเอียดอ่อนในจิตใจ ที่จะส่งผ่านความกรุณาให้แก่ ผู้มารับบริการเหล่านี้ ( รวมทั้งแม่ต้อยด้วยอีกคนหนึ่ง ให้มีความหวังและแสงสว่างจากสายตาคู่นี้ขึ้นมาใหม่ อิอิ)

ก็คนไข้เหล่านี้ สายตาฝ้าฟางมองอะไรก็ไม่ชัดนี่นา น่าสงสารและน่าเห็นใจ กระบวนการรักษาต้องใช้ความชำนาญเฉพาะ

ในโรงพยาบาล มีทั้งรถคนไข้ที่เข็นออกมาจากห้องผ่าตัดที่เพิ่งเสร็จสิ้นการผ่าตัดมาหยกๆ มีผ้าปิดตาปิดดวงตาไว้ บ้างก็นั่งรอหมอตรวจ บ้างก็นั่งรอการตรวจร่างกาย ฯลฯ

ในที่สุดแม่ต้อยก้ได้ เข้าสู่กระบวนการ เตรียมการผ่าตัด

กระบวนการนั้นมีมากมายหลายจุด แต่ละจุดจะมีทีมที่ชำนาญในแต่ละเรื่อง ตั้งแต่เจาะเลือด การตรวจสายตา การล้างท่อน้ำตา การวัดสายตา คือสรุปว่าทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสายตาของเรา ผ่านห้องตรวจตามากมายหลายห้อง หากเป็นหนังจีนก็คือต้องผ่านด่านอรหันต์ทองคำนั่นแหละคะ

ในทุกขั้นตอน แม่ต้อยมีความรู้สึกกลัว แต่อยากจะบอกว่าเมื่อได้ทำจริงๆ ทุกอย่างไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลย เพียงแต่ปฏิบัติตามที่น้องๆบอกก็พอแล้ว อีกอย่างคือ เราต้องมั่นใจในสิ่งที่ทีมงานปฏิบัติต่อเราเท่านั้นเองสบายๆ

ดังนั้น patient engagement คือการสร้างการยอมรับ และคนไข้จะช่วยทำให้การรักษาพยาบาลนั้นไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างดีที่สุด

การสร้างการยอมรับ หรือการสร้างความผูกพันให้กับคนไข้สิ่งสำคัญคือการให้ข้อมูล ให้ความมั่นใจ และการร่วมมือกัน

แม่ต้อยได้ถูกนัดหมายให้รับการผ่าตัดในอีกหนึ่งเดือนต่อมา ก่อนการผ่าตัด คนไข้ต้องศึกษารายละเอียด คู่มือปฏิบัติ อย่างละเอียด ซึ่งรพ.ทำไว้ดีมาก มีการฝึกให้คนไข้เตรียมพร้อมในวันผ่าตัด เช่น การนอนคลุมโปง การเตรียมตัวต่างๆเป็นต้น

แม่ต้อยมาฝึกนอนคลุมโปงกับลูกเป็นที่ครึกครื้น สนุกสนาน ย้อนวัยไปตอนเด็กๆสียเลย  แต่ก็อดที่จะจินตนาการความหวาดกลัวที่จะเกิดขึ้นในวันผ่าตัดไม่ได้

วันผ่าตัด แม่ต้อยตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง 555 เพราะอาจารย์ที่จะผ่าเริ่มต้นผ่าตัดตอนเช้าตรู่เลย และเราต้องไปเตรียมตัวผ่าตัดก่อนล่วงหน้า

บรรยากาศในห้องเตรียมผ่าตัดราวกับห้องSPA มีเตียงหนานุ่มน่านอนให้นอนเพื่อเตรียมตัว เพลงเบาๆ น่าเคลิบเคลิ้ม คุณพยาบาลจะมาวัดสัญญาณชีพทั้งหลาย พร้อมกับยาขยายม่านตา ทุกๆ15นาที ส่วนแม่ต้อยก็นอนสบายๆ งีบหลับไปก็ยังได้ มีคนไข้ที่มารอผ่าพร้อมกันอีก 3 คน อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกันทั้งหมดแหละ คือเกิน 60 ปีทั้งนั้น อิอิ   แอบชำเลืองดู ก็เห็นแววกังวลใจในสายตาบ้าง บางคนก็เคยผ่ามาแล้ว ครั้งหนึ่งก็ดูจะมั่นใจกว่าคนอื่นๆ

สักพัก แม่ต้อยก็ถูกนำเข้าห้องผ่าตัด แอ่นแอ้น...

ระหว่างการผ่าตัด แทบไม่เหมือนที่เราจินตนาการไว้เลย ทุกอย่างสบายๆ เริ่มจากการทำความสะอาดใบหน้า และตาข้างที่เราจะผ่าตัดนั่นแหละ อาจจะมีการใส่ยาชา หรืออะไรไม่ทราบ หลังจากนั้นก็เอาผ้ามาคลุม เหลือตาโผล่ข้างเดียวที่จะผ่านั่นแหละคะ ที่เราฝึกไว้นั้นดีมากเพราะไม่รู้สึกอึดอัดอะไรเลย

คุณหมอจะคอยบอกแม่ต้อยตลอดเวลาว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่

“ มองตรงที่แสงไฟนะครับ ลืมตากว้างๆครับ”

แม่ต้อยก็ขยายตาอย่างสุดแรงเกิด ให้ตาขยายมากๆ เกรงว่าคุณหมอจะมองไม่เห็น

สักพัก จะมองเห็นภาพ เป็นสีชมพูเป็นวงๆ คิดเองว่านี่คือบริเวณที่เป็นต้อกระจก ได้ยินเสียงเครื่องมือ ทำต่อไปเรื่อยๆ สักสองสามนาที

“ กำลังใส่เลนส์ใหม่นะครับ”

โอ้ แม่ต้อยคิดในใจ เลนส์ที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายนี้ ได้จากไปก่อนเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอนหนอ

ไม่เกิน 15 นาทีการผ่าตัดก็เรียบร้อย ปลอดภัยทุกประการ แม่ต้อยกลับมานอนพักต่อที่เตียงตัวเดิมของเรา

และกลับมาพักที่บ้านในเวลาต่อมาอีกหนึ่งชั่วโมง

การผ่าตัดต้อกระจก นี้ไม่น่ากลัวเหมือนที่คิดไว้เลย

และแม่ต้อยก็อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้ว่า การรักษาพยาบาลทุกอย่างก็เช่นเดียวกัน คนไข้ทุกคนมีความกลัวเป็นทุนเดิม มีความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ เป็นตัวอุปสรรคในการร่วมมือในการรักษาพยาบาลในวิธีการที่ถูกต้อง

แต่สำหรับทีมงานรพ.วัดไร่ขิง ทำให้รู้ว่าการทำงานแบบมืออาชีพนั้นเป็นอย่างไร

และยังชอบ สิ่งที่รพ. เขียนไว้ที่หน้าโรงพยาบาล

We care with expert and compassion.

คือให้การบริการด้วยความเชี่ยวชาญ และใจอันกรุณา

แม่ต้อยจึงขอขอบคุณ คุณหมอปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ น้องดาว และทีมงานทุกๆคนของรพ. วัดไร่ขิงมาในโอกาสนี้

และที่ชอบสุดๆคือ หลังการผ่าตัด แม่ต้อยเลยมีโอกาสใส่แว่นตากันแดด สวยๆ แบบไม่ยั้งมือ เป็นชุดๆ

เพราะเหตุว่า หลังการผ่าตัด แล้ว สายตาจะชัดมากขึ้นจนบางครั้งต้องใช้แว่นสายตามาช่วยกรองแสงให้ทีหนึ่ง

เรื่องเล่าประสบการณ์ การผ่าตัดต้อกระจกก็มีเพียงเท่านี้คะ

และแม่ต้อยอยากจะบอกอีกสักนิดว่า การทำงานด้านรักษาพยาบาลทุกๆอย่างเป็นการเติมเต็มให้ทุกชีวิต เป็นการทำให้ คนๆหนึ่งได้มีความสุขเพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ เป้นมงคลแก่ทุกๆคนที่ได้ทำงาน ท่ามกลางการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้คน

แม่ต้อยขอให้กำลังใจคะ

สวัสดีคะ

ดวงสมร บุญผดุง

๑๒ มกราคม ๒๕๕๗.

 

 



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกของแม่ต้อย



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

558908

เขียน

12 Jan 2014 @ 13:13
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก