Me Me Me Generation "ยุคสมัยที่คนมั่นใจในตัวเอง"

May 12, 2013 at 9:59pm

ไปเจอบทความในนิตยสาร TIME ที่กล่าวถึงคนใน generation ปัจจุบัน ที่โตมาพร้อมกับ Social Media ได้อย่างน่าสนใจ

อยากให้ลองอ่านกันดู และคงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ ^^

 


คนที่ไม่ได้โตมาพร้อมกับ SocialMedia ยากที่จะจินตนาการถึงอิทธิพลระหว่างคนต่อคนเพื่อนต่อเพื่อนในแบบที่เราเป็นอยู่ เราไม่ได้พูดถึงเพื่อน 50 คนหรือ 100 คนในโรงเรียนแต่เราหมายถึงเพื่อนเป็นพันเป็นหมื่นคนที่เราตามอ่าน news feed ส่อง Facebook, instagram เขาทุกวันๆเราได้รับอิทธิพลจากคนหมู่มากเยอะกว่าที่คนรุ่นอื่นๆเคยสัมผัส

การที่เราเห็นแต่เพื่อนๆไปเที่ยวกันเห็นคนนั้นคนนี้ไปที่นั่นที่นี่ หลายครั้งทำให้เรารู้สึกอยากไปเที่ยวซักที่จะได้มีแชร์กับเขาบ้าง(หรือเพื่อนผมใน fb ส่วนใหญ่ชอบแสดงความเห็นเกี่ยวกับสังคมเศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ กัน ผมก็เลยอยากเขียนไปแลกเปลี่ยนกับเขาบ้างและไม่กังวลว่าคนอื่นจะมองอย่างไรด้วย เพราะอิทธิพลจากคนหมู่มากของผมเป็นแบบนี้)

แต่ในความเป็นจริงคือมันเป็นเรื่องยากมากๆ (และต้นทุนสูงมากๆ) ในการใช้ชีวิตในแบบที่คนเป็นพันๆอิจฉามันแทบเป็นไปไม่ได้เลยถ้าเรามองว่าคนเป็นพันคนมีความสนใจพันอย่างและสิ่งที่เราทำคือทำสิ่งที่คนสนใจพันอย่างเพื่อให้คนพันคนสนใจ

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่หลายงานวิจัยชี้ว่าเราเป็นเจเนเรชั่นที่มีความพึงพอใจในหน้าที่การงานหรือสิ่งที่เราเป็นอยู่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเจเนเรชั่นอื่นก็เป็นได้เพราะเรามีความคาดหวังต่างๆนาๆซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มคนขนาดใหญ่ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

นอกจากนี้ เราเป็นเจเนเรชั่นที่ชอบนิยามความเป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุด 

คนที่เกิดระหว่างปี 1980 - 2000มีอะไรที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือเราถูกปลูกฝังกันบ่อยมากๆเรื่อง"ความมั่นใจในตัวเอง" "ความพึงพอใจในตัวเอง" เพราะตั้งแต่ยุค 1970sเป็นต้นมา สังคมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต

แต่ในภายหลังนักจิตวิทยากลับพบว่าความมั่นใจในตัวเอง เป็น "ผลลัพธ์" ไม่ใช่สาเหตุ 
กลายเป็นว่าความพยายามของสังคมที่จะสร้างความมั่นใจตัวเองให้กับเจเนเรชั่นของเรากลับเป็นการไปกระตุ้นต่อม "หลงตัวเอง" ของเราเข้ามาแทนที่


ในยุคของเรา อาจจะกล่าวได้ว่าคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงกว่า มักได้งานที่ดีกว่า และจีบสาวเก่งกว่าแต่สิ่งที่ตามมาคือเรารักษางานและความสัมพันธ์ได้ยากกว่าคนอื่นมาก

...............................
แต่ก่อนที่จะเข้าใจผิดว่าบทความในTIME ฉบับนี้มีแต่การวิพากษ์เจเนเรชั่นของเรา 

มีเรื่องอีกมากมายที่บ่งชี้ว่าทำไมเจเนเรชั่นของเราจะเป็นเจเรเนชั่นที่ดีที่สุด

ขอบคุณท่านเจ้าของบทความ....
Army Recruiter ของกองทัพสหรัฐคนหนึ่งอธิบายถึงข้อสังเกตที่เปลี่ยนแปลงของคนที่มาเป็นทหารในอดีตผู้บังคับบัญชาสั่งยังไงก็ทำอย่างนั้น แต่สำหรับเจเนเรชั่นของเรานั้นไปได้ไกลกว่าเรามักจะเดินเข้าไปหาผู้บังคัญบัญชาแล้วบอกว่า "ผมอยากจะทำอย่างนี้และเมื่อผมทำเสร็จ ผมก็อยากทำอย่างนั้นต่อ)

เราเป็นเจเนเรชั่นที่ใกล้ชิดกับพ่อแม่มากกว่าคนรุ่นก่อนๆอาจด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้เราสื่อสารกันมากขึ้น หลายครั้งที่เรามักเปิดให้พ่อแม่ของเรามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของเราไม่ว่าเราจะโตแค่ไหนก็ตาม

เราเป็นเจเนเรชั่นที่มีหนี้ผ่อนบ้านและหนี้บัตรเครดิตน้อยกว่าเจเนเรชั่นอื่น(เพราะเราติดบ้านมากขึ้นและนิยมใช้บัตรเครดิตของพ่อแม่มากกว่า)

เรามั่นใจในเรื่องบางเรื่องอย่างสุดโต่ง
ในขณะเดียวกันเราก็ไม่มั่นใจเลยกับเรื่องบางเรื่อง 
(เช่นถ่ายภาพขณะลองชุดลง facebookเป็นต้น) 

เราเป็นคนรู้มาก แต่ไม่ขบถ(เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในสังคมจากในเน็ต แต่อย่าคาดหวังเราเลยว่าเราจะไปตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องอะไรบ้าง)

เพราะมี subculture ให้เราเลือกมากมายเต็มไปหมด

 

เครดิต: บทความ Millenials ใน TIME ฉบับ May 20, 2013

และ

ติ่ง

หมายถึง กลุ่มแฟนคลับ ดารา นักร้อง ที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีมารยาท ไม่สนใจความเป็นไปของโลกนอกจากศิลปินของตัวเอง

 

ขอบคุณผู้ที่ได้ให้ข้อมูลไว้..ขอบคุณมากครับ