การเรียนดนตรีให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นระดับเล็ก กลาง ขั้นสูง ก็มีขั้นตอนเดียวกัน สิ่งสำคัญหลักๆประกอบไปด้วย 3 ประการใหญ่ๆ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป โอกาสประสบความสำเร็จย่อมมีน้อยลงมาก
1.ผู้เรียน ต้องฝึกซ้อม สนใจสิ่งที่ผู้สอนมอบความรู้ ค้นคว้าความรู้ใหม่ หมั่นถาม หมั่นซ้อม วิเคราะห์ สังเคราะ์ห์ ฝึกฟัง ฝึกคิด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฝึกซ้อมอย่างถูกต้อง
2.ผู้สอน ต้องหาแนวทางให้ผู้เรียนและผู้ปกครอง เกี่ยวกับการเรียนดนตรีของผู้เรียนให้เหมาะสมกับจุดประสงค์สุดท้ายที่ผู้เรียนหรือผู้ปกครองต้องการ หาวิธีการสอน ฝึกซ้อมบ่อย สนใจพัฒนาการของผู้เรียน หาที่แข่งขันหรือสอบเลื่อนระดับให้กับผู้เรียนสม่ำเสมอ หรือเวทีการแสดง เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เต็มที่กับผู้เรียนในทุกชั่วโมงการเรียน
3.ผู้ปกครอง นอกจากให้การสนับสนุนเรื่องค่าเรียนแล้ว ยังต้องสนับสนุนเรื่องการฝึกซ้อม การแนะแนวทางการประกวด การแสดงของผู้เรียน และหมั่นฝึกฟังเพลง สนใจการบ้านการฝึกซ้อมของผู้เรียนในทุกๆครั้ง
*ถ้าผู้ปกครองไม่สามารถสนับสนุนได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเรียน โอกาสการสอบ การแสดง หรือการกระตุ้นผู้เรียนก็จะมีผลต่อการเรียนค่อนข้างมาก อาจจะมีการเรียนกลุ่ม โอกาสเรื่องของเวลาการเรียนลดลง ขาดอุปกรณ์การฝึกซ้อมของผู้เรียน เท่ากับมีการซ้อมน้อยลง*
**ครูไม่เต็มที่กับการสอน ไม่เตรียมตัว ไม่สนใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้เรียนอาจจะทำให้สอนผิดทาง ผู้เรียนอาจจะเบื่อหน่ายการเรียนได้ จะต้องมีการกระตุ้นผู้เรียนและผู้ปกครอง ครูเล่นเก่งแต่ถ่ายทอดไม่เก่งก็มีผลต่อการเรียน**
***ถ้าครู สอนดีมากแค่ไหน แต่ถ้าผู้เรียนไม่ฝึกซ้อม ก็ไม่มีทางเล่นได้ ทำให้มองว่าครูสอนไม่ดี ถ้าผู้เรียนไม่สนใจในรายละเอียด ซ้อมไปวันๆ ก็ไม่เก่งทั้งนี้ครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะเท่าันั้น จะให้ดีที่สุดผู้เรียนจะต้องซ้อมอย่างจริงจังให้สมกับค่าเรียน เวลาที่ผู้สอนได้เสียสละเพื่อผู้เรียน***
แล้วจะเลือกเรียนที่ไหน???? คำถามหลักของผู้เรียนและผู้ปกครองที่เจอบ่อยมาก
1.สถาบันดนตรี หรือโรงเรียนดนตรีแต่ละแห่งนั้น มีข้อดีแตกต่างกันในแต่ละหลักสูตร เราจะต้องถามตัวเองก่อนว่า เราจะเรียนไปทำไม (เรียนเพื่อเล่นเคลาสสิค เพื่อเล่นเพลงป๊อบ เพื่อสอบเข้าแข่งขันสายดนตรี เพื่อแข่งดนตรีระดับชาติ เพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อให้ความสุขแก่ตนเอง เพื่อบำบัดโรค เพื่อแก้ไขสมาธิสั้น หรืออัลไซเมอร์ เป็นต้น) เพราะสิ่งเหล่านี้ ส่งผลต่อการเรียนอย่างชัดเจน บางสถาบันเหมาะสมกับหลักสูตรเด็กเล็ก จะมีการเรียนแบบเรียนกลุ่มเป็นหลัก ค่าเรียนจะไม่แพงมาก บางสถาบันเหมาะสมกับเรียนเพื่อสอบแข่งขัน จะเรียนเดี่ยวค่าเรียนอาจจะสูงขึ้นตามระดับเกรดการเรียน แต่จะได้ผลที่ชัดเจน(ถ้าหากผู้เรียนฝึกซ้อม)
2.ครูบางคน เหมาะสมที่จะสอนแนวเพลงป๊อบ บางคนเหมาะสมสอนแนวเพลงคลาสสิค บางคนเหมาะสมกับสอนทฤษฎี ผู้ปกครองหรือผู้เรียนต้องทำการบ้านในการหาครูผู้เรียนให้ตรงจุดประสงค์ดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้ผลตามที่ต้องการมากขึ้น ถ้าเจอครูที่เล่นในขั้นสูงแต่ ไม่เคยสอนเด็กเล็ก ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะจะเกี่ยวเนื่องกับจิตวิทยาการสอนและค่าเรียนที่แพงเกินไปสำหรับผู้เรียน
3.เมื่อได้ที่เรียนที่เหมาะสมแล้ว ควรมีอุปกรณ์ในการฝึกซ้อมด้วย หากเรียนสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง แต่กลับไปก็ไม่ได้ฝึกซ้อม ย่อมใช้เวลาเรียนมากกว่าคนที่ฝึกซ้อมมาอย่างแน่นอน แล้วก็จะมีการถามตัวเองทันทีว่า เรียนมาก็หลายปีแล้ว ทำไมเล่นไม่เป็นเพลงสักที !!!! ต้องถามตัวเองด้วยว่า ซ้อมหรือเปล่า สนใจการเรียนแค่ไหน ไม่ต่างกับเติมน้ำในแก้วรั่ว เติมไปก็ไม่มีวันเต็มแถมไหลออก
หากคิดจะเรียนดนตรีต้องเผื่อเวลาให้กับการฝึกซ้อม การมีใจรัก การคิดจะพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ มิเช่นนั้นแล้วการที่จ่ายเงินไปกับค่าเรียนก็จะเสียเปล่า เพราะการเรียนดนตรีนั้นคือการฝึกซ้อมสมอง ให้สั่งร่างกายทำตามที่กำหนด ฝึกซ้อมไปตามเพลง ถ้าร่างกายฝึกซ้อมอย่างคล่องแคล่วแล้ว ท่านก็จะเป็นผู้ที่เล่นดนตรีได้อย่างมีความสุขและเป็นผู้มองเสียงเพลงที่มีความสุขเช่นกัน